ในอดีต ความสำเร็จทางการศึกษามักถูกวัดผ่านผลการเรียน คะแนนสอบ และความรู้เชิงวิชาการเป็นสำคัญ ระบบการศึกษาจึงให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดองค์ความรู้และการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นหลัก ผู้เรียนที่มีคะแนนสูงมักได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ที่มีศักยภาพและมีความพร้อมสำหรับการทำงานในอนาคต แต่เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ระบบอัตโนมัติ และความท้าทายทางเศรษฐกิจและสังคมรูปแบบใหม่ แนวคิดเรื่องการพัฒนากำลังคนก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สิทธิชัย พินธุมา รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร สำนักวิชาการศึกษาทั่วไปและนวัตกรรมการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ (Gen Ed) เล่าจากประสบการณ์การทำงานร่วมกับองค์กรและสถานประกอบการว่า ปัจจุบันหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ได้มองหาบุคลากรที่มีเพียงความรู้ทางวิชาการอีกต่อไป แต่กำลังมองหาคนรุ่นใหม่ที่สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง มีทักษะการสื่อสารที่ดี ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาที่ซับซ้อน และพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ
ในโลกที่ข้อมูลความรู้สามารถเข้าถึงได้เพียงปลายนิ้ว ความแตกต่างระหว่างบุคคลจึงไม่ได้อยู่ที่ใครรู้มากกว่ากัน แต่อยู่ที่ใครสามารถนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ คิดวิเคราะห์ได้อย่างเป็นระบบ ตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม และทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทักษะเหล่านี้ หรือที่เรียกว่า Soft Skills กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสำเร็จทั้งในด้านการทำงาน การใช้ชีวิต และการเติบโตในโลกอนาคต หลายองค์กรระดับโลกเริ่มให้ความสำคัญกับ Soft Skills ควบคู่ไปกับความรู้เฉพาะทาง เนื่องจากมองว่าเป็นทักษะที่ช่วยให้บุคลากรสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องได้ดีกว่า อย่างไรก็ตาม แม้ทุกภาคส่วนจะเห็นตรงกันว่า Soft Skills มีความสำคัญ แต่ความท้าทายสำคัญของระบบการศึกษาในปัจจุบัน คือการวัดผลและพัฒนาทักษะเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรม
เมื่อทักษะสำคัญที่สุด กลับเป็นสิ่งที่วัดได้ยากที่สุด
เมื่อถามถึงแนวทางการวัดและประเมินศักยภาพผู้เรียนของสำนักวิชาการศึกษาทั่วไปและนวัตกรรมการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ ดร.สิทธิชัย กล่าวว่า
ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยมีเครื่องมือสำหรับประเมินผลด้านความรู้จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นข้อสอบ รายงาน การนำเสนอผลงาน หรือผลการเรียนเฉลี่ย แต่เมื่อกล่าวถึงทักษะด้านการสื่อสาร การทำงานเป็นทีม ความรับผิดชอบ การคิดวิเคราะห์ การบริหารจัดการเวลา หรือการปรับตัวต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง กลับเป็นสิ่งที่วัดผลได้ยาก และยังขาดเครื่องมือที่สามารถสะท้อนศักยภาพของผู้เรียนได้อย่างแท้จริง
ผลที่เกิดขึ้นคือ นักศึกษาจำนวนไม่น้อยไม่ทราบว่าตนเองมีจุดแข็งหรือจุดที่ควรพัฒนาในด้านใด อาจารย์ขาดข้อมูลเชิงลึกสำหรับออกแบบการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์รายบุคคล ขณะที่มหาวิทยาลัยเองก็ไม่สามารถติดตามพัฒนาการด้านทักษะของผู้เรียนได้อย่างเป็นระบบ
คำถามสำคัญที่เราตั้งขึ้นคือ
เราจะทำให้ทักษะที่สำคัญที่สุดต่ออนาคต กลายเป็นสิ่งที่มองเห็น วัดผล และพัฒนาได้อย่างไร
จากโจทย์ดังกล่าว สำนักวิชาการศึกษาทั่วไปฯ จึงได้พัฒนา “SkillSight” ระบบประเมินและพัฒนาทักษะ Soft Skills ของนักศึกษา เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ และเตรียมความพร้อมผู้เรียนสู่โลกแห่งการทำงานในอนาคต
หลายคนอาจสงสัยว่า SkillSight แตกต่างจากระบบประเมินทั่วไปอย่างไร
ดร.สิทธิชัย อธิบายว่า ชื่อ SkillSight เกิดจากการผสมผสานระหว่างคำว่า Skill ที่หมายถึง “ทักษะ” และ "Sight" ที่หมายถึง “การมองเห็น” สะท้อนแนวคิดหลักของระบบที่ต้องการทำให้ทักษะที่เคยมองไม่เห็น กลายเป็นสิ่งที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน สามารถวัดผลได้ และนำข้อมูลไปใช้ในการพัฒนาได้จริง
เราไม่ได้ต้องการเพียงวัดผลเพื่อให้คะแนน แต่ต้องการให้ผู้เรียนรู้จักตนเอง เข้าใจจุดแข็งและจุดที่ควรพัฒนา สามารถกำหนดเป้าหมายการพัฒนาตนเอง และเตรียมความพร้อมสำหรับเส้นทางอาชีพในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จุดเด่นของ SkillSight คืออะไร
ดร.สิทธิชัย อธิบายว่า “จุดเด่นสำคัญของระบบคือการพัฒนาภายใต้แนวคิด Integrated Assessment Model หรือการประเมินแบบบูรณาการ ซึ่งเชื่อว่าการทำความเข้าใจศักยภาพของมนุษย์ไม่สามารถพิจารณาจากข้อมูลเพียงมิติเดียวได้ เพราะผู้เรียนแต่ละคนมีความซับซ้อนมากกว่าคะแนนสอบหรือผลการเรียน” ดังนั้น SkillSight จึงออกแบบการประเมินผ่าน 3 มิติสำคัญที่ทำงานร่วมกัน
มิติแรก คือ Self-Assessment หรือการประเมินตนเอง เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้สำรวจมุมมอง ความเชื่อ และการรับรู้ที่มีต่อตนเอง ทั้งในด้านการเรียนรู้ การทำงาน การสื่อสาร และการใช้ชีวิต เพราะการพัฒนาศักยภาพอย่างยั่งยืนย่อมเริ่มต้นจากการรู้จักตนเอง
มิติที่สอง คือ Situation Judgment Test (SJT) หรือการประเมินผ่านสถานการณ์จำลอง ถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบ โดยใช้แนวทางการประเมินที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล แทนที่จะวัดว่าผู้เรียนจดจำเนื้อหาได้มากเพียงใด ระบบจะนำเสนอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตนักศึกษา เช่น การทำงานกลุ่ม การจัดการเวลา การแก้ไขปัญหา การรับมือกับความขัดแย้ง หรือการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ผู้เรียนจะต้องวิเคราะห์ข้อมูล พิจารณาทางเลือก และเลือกแนวทางที่เหมาะสมที่สุด การประเมินในลักษณะนี้สามารถสะท้อนวิธีคิด กระบวนการตัดสินใจ และแนวโน้มพฤติกรรมในการทำงานจริงได้ดีกว่าการสอบเชิงทฤษฎีทั่วไป
มิติที่สาม คือ Cognitive Assessment หรือการประเมินความสามารถทางความคิด ช่วยสะท้อนศักยภาพด้านการคิดวิเคราะห์ การเชื่อมโยงข้อมูล การแก้ปัญหา และการประมวลผลข้อมูล อันเป็นทักษะพื้นฐานสำคัญของการทำงานในยุคที่ข้อมูลมีปริมาณมหาศาลและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
เมื่อข้อมูลจากทั้ง 3 มิติถูกนำมาวิเคราะห์ร่วมกัน ระบบจะสามารถสร้างภาพสะท้อนศักยภาพของนักศึกษาได้อย่างรอบด้าน ไม่เพียงตอบคำถามว่า “ผู้เรียนรู้อะไร” แต่ยังสามารถตอบได้ว่า “ผู้เรียนคิดอย่างไร ตัดสินใจอย่างไร และมีศักยภาพในการนำความรู้ไปใช้ได้มากเพียงใด”
มหาวิทยาลัยและผู้เรียนจะได้รับประโยชน์อย่างไร
คุณค่าที่แท้จริงของ SkillSight ไม่ได้อยู่ที่การประเมินเพียงอย่างเดียว แต่คือการนำข้อมูลที่ได้ไปสู่การพัฒนาผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง
ผลการประเมินจะถูกเชื่อมโยงกับกิจกรรมพัฒนานักศึกษา หลักสูตรเสริมทักษะ ระบบแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) และเหรียญตราดิจิทัล (Digital Badges) เพื่อให้นักศึกษาสามารถสะสมหลักฐานการพัฒนาตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรม และสามารถนำไปใช้ในการศึกษาต่อหรือสมัครงานได้ในอนาคต
นอกจากนี้ ระบบยังมี Skill Growth Tracking ช่วยติดตามพัฒนาการด้านทักษะของนักศึกษาตลอดระยะเวลาที่ศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย ทำให้ผู้เรียนมองเห็นความก้าวหน้าของตนเองอย่างต่อเนื่อง สามารถวางแผนการพัฒนาได้อย่างชัดเจน ขณะที่อาจารย์และมหาวิทยาลัยก็สามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวในการออกแบบกิจกรรมและกระบวนการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ผู้เรียนได้มากยิ่งขึ้น
สำหรับในระดับมหาวิทยาลัย SkillSight ยังถือเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการพัฒนาหลักสูตร การยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา และการผลิตบัณฑิตที่มีสมรรถนะสอดคล้องกับความต้องการของสังคมและตลาดแรงงานในอนาคต
ถึงเวลาที่การศึกษาจะต้องให้ความสำคัญกับสิ่งที่สำคัญ ไม่ใช่เพียงสิ่งที่วัดได้ง่าย
คือแนวคิดที่สะท้อนบทบาทของ SkillSight ได้อย่างชัดเจน เพราะในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรารู้เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการคิด วิเคราะห์ ตัดสินใจ ปรับตัว และทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดร.สิทธิชัย ทิ้งท้ายว่า SkillSight ไม่ใช่เพียงระบบประเมินทักษะ แต่เป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่ช่วยเปลี่ยน “ศักยภาพ” ให้กลายเป็น “โอกาส” เปลี่ยน “ข้อมูล” ให้กลายเป็น “การพัฒนา” และเปลี่ยน “การเรียนรู้” ให้กลายเป็น “ความพร้อมสำหรับอนาคต” เพื่อสร้างบัณฑิตมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาที่มีศักยภาพรอบด้าน พร้อมทำงานจริง พร้อมเรียนรู้ตลอดชีวิต และพร้อมเติบโตในโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
จากนักศึกษาโลจิสติกส์สู่ผู้บริหารการศึกษา เส้นทางความสำเร็จของ ผศ.ดร.สิทธิชัย พินธุมา
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สิทธิชัย พินธุมา รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร สำนักวิชาการศึกษาทั่วไปและนวัตกรรมการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ (Gen Ed) นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการศึกษาและการสร้างศักยภาพผู้เรียนให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมในยุคดิจิทัล
เส้นทางทางการศึกษาของท่านเริ่มต้นจากการสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ก่อนมุ่งมั่นพัฒนาความรู้เฉพาะทางอย่างต่อเนื่องด้วยการศึกษาระดับปริญญาโท หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก หลักสูตรบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต สาขาการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
ด้วยความรู้และความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาอย่างต่อเนื่อง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สิทธิชัย ได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นอาจารย์ประจำสาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน โดยมีส่วนสำคัญในการถ่ายทอดองค์ความรู้ พัฒนาหลักสูตร และผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพเข้าสู่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ตลอดจนส่งเสริมการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงระหว่างภาคทฤษฎีและการปฏิบัติ เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาสามารถปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จากประสบการณ์ด้านวิชาการและการบริหารที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ปัจจุบันท่านได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร สำนักวิชาการศึกษาทั่วไปและนวัตกรรมการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ (Gen Ed) โดยมีบทบาทในการสนับสนุนการพัฒนาระบบการเรียนรู้สมัยใหม่ การส่งเสริมการประเมินสมรรถนะผู้เรียน และการพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคต

