ในโลกของการทำวิจัยด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน (Logistics & Supply Chain) หลายคนอาจมองภาพความสำเร็จของนักวิจัยแถวหน้าว่าเป็นเส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ เต็มไปด้วยการยอมรับและรางวัลเกียรติยศ
แต่ถ้าคุณมองเบื้องหลังเส้นทางชีวิตของผมจริงๆ คุณจะพบว่า... กว่าที่ผมจะเป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานที่เป็นที่ยอมรับในวันนี้ ผมเคยผ่าน "ความล้มเหลว" และการถูกปฏิเสธมานับครั้งไม่ถ้วน
เมื่อความล้มเหลว คือ "โมเดล" ที่ดีที่สุด บทเรียนชีวิตจากความล้มลุกคลุกคลาน สู่ความสำเร็จ
หากคุณคิดว่าคนที่จะก้าวมาเป็นนักวิจัยระดับแนวหน้าต้องเป็นอัจฉริยะที่เพียบพร้อมมาตั้งแต่เกิด เส้นทางของผมจะเปลี่ยนความคิดนั้นโดยสิ้นเชิง เพราะในสมัยเรียนปริญญาตรี ผมเริ่มต้นด้วยผลการเรียนวิชาระเบียบวิธีวิจัยที่คะแนนคาบเส้นเกือบจะไม่ผ่าน แต่นั่นไม่ใช่จุดจบของผม ทว่ามันคือจุดเริ่มต้นของความมุ่งมั่น ผมฮึดสู้จนสอบได้ทุนไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศสวีเดน ซึ่งช่วยบ่มเพาะทักษะภาษาและการวิจัยเชิงคุณภาพ และมีโอกาสสอบได้ทุนเรียนต่อปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาในเวลาต่อมา
แต่กระนั้น เส้นทางสายวิชาการของผมก็ไม่ได้ง่ายดาย เพราะในตอนนั้นผมสำเร็จการศึกษามาด้วยงานวิจัยเชิงคุณภาพ ทำให้ยังขาดความเชี่ยวชาญใน "การวิจัยเชิงปริมาณ" ที่เป็นหัวใจสำคัญของงานด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน ความไม่พร้อมนี้ส่งผลให้ผม "สอบป้องกันวิทยานิพนธ์ตก" และเมื่อผมเริ่มส่งบทความไปตีพิมพ์ในวารสาร ก็เคยถูกผู้ทรงคุณวุฒิปฏิเสธ (Reject) กลับมาอย่างตรงไปตรงมาว่า "คุณภาพต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานของวารสาร" (Below requirements of the journal)
สำหรับผม ความพยายามอย่างไม่ยอมจำนน คือวิถีของนักวิจัยตัวจริง
ในวันที่กำแพงแห่งความล้มเหลวหนาและสูงชัน ผมไม่เลือกที่จะหันหลังกลับ ผมทลายข้อจำกัดของตัวเอง ด้วยการเดินสายเข้าอบรม ซื้อหนังสือมาศึกษาด้วยตัวเองนับเล่มไม่ถ้วน อ่านงานวิจัยปีละหลายร้อยบทความ ฝึกเขียนงานวิจัยส่งตีพิมพ์ในวารสารและเผยแพร่ในการประชุมวิชาการอย่างสม่ำเสมอวันแล้ววันเล่า และนอบน้อมที่จะเดินไปขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในสายงาน ทุกขีดจำกัดที่ผมเคยมี ถูกลบเลือนด้วยหยาดเหงื่อและความอดทน
ในที่สุด ความพยายามก็สัมฤทธิ์ผล ผมจบการศึกษาเป็นคนแรกของประเทศไทยในหลักสูตร DBA (Logistics and Supply Chain Management) ที่เปิดสอนในประเทศ โดยสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ผ่านในระดับ "ดียอดเยี่ยม" (Excellent) ผลงานวิจัยนี้ได้รับการเผยแพร่ในประเทศญี่ปุ่นและตีพิมพ์ในฐานข้อมูล SCOPUS, Web of Science จากนั้นในเวลา 2 ปีต่อมา ด้วยวัย 30 กว่า ๆ ผมสามารถก้าวสู่ตำแหน่งทางวิชาการ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์) ได้สำเร็จ ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า หากเราไม่ยอมแพ้ เราจะสามารถตกผลึกองค์ความรู้และก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยในระดับสากลได้อย่างภาคภูมิ
บินสูงในระดับสากล และหยั่งรากลึกเพื่อสังคมไทย
ข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดของการไม่ยอมแพ้ คือ ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ เพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความมุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลงานวิจัยจนได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยได้รับการตีพิมพ์ในฐานข้อมูลระดับสากลอย่าง SCOPUS และ Web of Science มาแล้วมากกว่า 20 บทความ ซึ่งในจำนวนนั้นมีผลงานที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับควอไทล์สูงสุดอย่าง Q1 อยู่หลายบทความ ในขณะเดียวกัน ผมยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาบริบทในประเทศไทย ผ่านผลงานที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับชาติ (TCI) อีกกว่า 26 บทความ
งานวิจัยของผมออกแบบมาเพื่อเป็นคำตอบที่ตรงจุดสำหรับผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดการซัพพลายเชนของ SMEs, การลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศ และการยกระดับความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจ ฯลฯ ทุกตัวอักษรจึงไม่ใช่แค่สถิติบนแผ่นกระดาษ แต่คือ "ขุมทรัพย์ทางปัญญา” และ “รากฐานที่จับต้องได้” ในการพัฒนาภาคธุรกิจและสังคมอย่างยั่งยืน
เครื่องยืนยันความเป็นเลิศทางวิชาการด้วย Best Paper Award และการอ้างอิง Citations ในวงกว้าง
สิ่งที่ช่วยยืนยันว่า งานวิจัยของผมเปี่ยมไปด้วยคุณภาพและอัตลักษณ์ที่โดดเด่น คือการคว้ารางวัลบทความวิจัยดีเด่น (Best Paper Award) จากการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติมาแล้วถึง 10 รางวัล ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าแนวคิดของผมได้รับการคัดเลือกและยกย่องบนเวทีวิชาการ นอกจากนี้ ผลงานวิจัยยังได้รับการอ้างอิง (Citations) เกือบ 1,000 ครั้ง จากนักวิจัยในหลายประเทศทั่วโลก ทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และเอเชีย ตัวเลขเหล่านี้ล้วนเป็นเสียงสะท้อนแห่งความภูมิใจว่า "องค์ความรู้ที่เราคิดค้นขึ้น ได้กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่เพื่อนนักวิจัยในหลากหลายประเทศนำไปใช้ขับเคลื่อนและต่อยอดระบบโลจิสติกส์ร่วมกัน"
จากผู้ถูกประเมิน สู่ "ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเป็นเลิศ" (Excellence in Reviewing)
ด้วยประสบการณ์และองค์ความรู้ที่สั่งสมมา วันนี้ผมได้ก้าวสู่อีกขั้นของบทบาททางวิชาการ ในฐานะ "รีวิวเวอร์" (Reviewer) หรือผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาบทความวิจัยให้กับวารสารวิชาการในฐานข้อมูลระดับนานาชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มควอไทล์สูงสุดอย่าง SCOPUS/SJR Q1 เช่น PLOS ONE, World Food Policy และ Frontiers in Environmental Science ตลอดจนได้รับเกียรติเชิญให้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิประเมินผลงานในการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ (International Conference) ในต่างประเทศอยู่เสมอ รวมถึงวารสารสากลอื่น ๆ ในกลุ่ม Q2–Q4 และวารสารระดับชาติอีกกว่า 22 วารสาร
ในอีกประการหนึ่ง การที่ผมได้รับคัดเลือกเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเป็นเลิศในการพิจารณาบทความ (Excellence in Reviewing) ประจำปี 2025 ในระดับวารสารของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) นับเป็นรางวัลเกียรติยศที่ตอกย้ำถึง "ความใส่ใจ ความเที่ยงตรง และคุณภาพขั้นสูง" ที่ผมตั้งใจมอบให้กับการกลั่นกรองและยกระดับมาตรฐานองค์ความรู้วิชาการทั้งในระดับชาติและนานาชาติอย่างแท้จริง
ผู้สร้างแรงบันดาลใจ และผู้ถักทอ "เครือข่ายซัพพลายเชนไร้พรมแดน"
นอกเหนือจากบทบาทหน้าที่งานประจำ จากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมา นำมาซึ่งการได้รับเกียรติเรียนเชิญให้ทำหน้าที่เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิระดับบัณฑิตศึกษาและวิทยากรบรรยายด้านการวิจัยให้กับสถาบันต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศอยู่เสมอ ทว่า คุณค่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่เพียงแค่ความสำเร็จส่วนตัว หรือการส่งต่อความรู้บนเวทีบรรยายเท่านั้น แต่คือบทบาทการเป็นเบื้องหลังเพื่อผลักดันและเป็นที่ปรึกษา (Advisor) ให้แก่นักศึกษา รวมถึงอาจารย์ทั้งในวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ทั่วประเทศ ให้มีผลงานวิจัยได้รับการตีพิมพ์ระดับชาติ (TCI) และนานาชาติ (SCOPUS) สำเร็จมาแล้วนับไม่ถ้วน
ยิ่งไปกว่านั้น ผมได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือในการทำวิจัย (Research Collaboration) ร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศ รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า ระบบซัพพลายเชนที่ดีที่สุด ไม่ใช่แค่เรื่องของการขนส่งสินค้า แต่คือการ "เชื่อมโยงผู้คน เครือข่าย และองค์ความรู้เข้าด้วยกัน" เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน
สุดท้ายแด่นักศึกษาและนักวิจัยทุกคน...
ในวันที่คุณกำลังนั่งมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ตอนดึกสงัด รู้สึกท้อแท้กับงานวิจัยที่ยังไม่คืบหน้า รันสถิติไม่ออก หรือเพิ่งถูก Reject งานมา สด ๆ ร้อน ๆ ผมอยากให้คุณมองเรื่องราวของผมเป็นแรงบันดาลใจครับ ผมอยากพิสูจน์ให้คุณเห็นว่า ความล้มเหลวไม่ได้มีไว้ให้เราล้มเลิก แต่มันมีไว้ให้เราเรียนรู้ เพื่อที่เราจะเติบโตไปเป็นผู้เชี่ยวชาญ และส่งต่อแสงสว่างนี้ไปช่วยผลักดันให้คนอื่นประสบความสำเร็จต่อไป
ถามถึงเทคนิคในวันที่ผมทำวิจัยไม่เป็น ผมแก้ปัญหาด้วยการ "อ่านให้หนักที่สุด" อ่านงานวิจัยปีละหลายร้อยบทความ อ่านจนสายตาและสมองมันซึมซับ จนเริ่ม "จำ Pattern และโครงสร้างการเขียนงานวิจัยระดับนานาชาติได้" ว่าเขาเปิดประเด็นอย่างไร เชื่อมโยงสถิติแบบไหน และอภิปรายผลอย่างไรให้ทรงพลัง เมื่อเราจับทางได้ งานยากก็จะไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป
แต่ในขณะเดียวกัน เราก็เป็นมนุษย์ครับ อย่าไปกดดันกับมันจนเสียสุขภาพ สำหรับตัวผมเอง ในเวลาที่เครียดหรือคิดงานไม่ออก ผมจะเลือกพาตัวเองออกไป "เตะบอล" ออกไป "สังสรรค์กับเพื่อนฝูง" เพื่อผ่อนคลายสมอง การมีกิจกรรมที่ชอบและมีเวลาได้ปลดปล่อยความเครียดนี่แหละครับ ที่เป็นพลังงานสำรองช่วยให้เรากลับมาลุยกับกองงานวิจัยตรงหน้าได้ด้วยใจที่พร้อมกว่าเดิม เส้นทางสู่ความสำเร็จไม่ได้วัดกันที่ว่าคุณล้มลงกี่ครั้ง แต่วัดที่ว่าคุณ "ลุกขึ้นมา Re-route (หาเส้นทางใหม่)" ได้เร็ว และรู้จักบาลานซ์ชีวิตให้เป็นสไตล์ของคุณมากแค่ไหน
“เปลี่ยนความกดดันในวันนี้ ให้เป็นผลงานวิจัยอันทรงคุณค่าของคุณในวันพรุ่งนี้ครับ!”

