logo
ผศ.ดร.วิลาสินี จินตลิขิตดี
16 มีนาคม 2569

เมื่อมหาวิทยาลัยต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด: Onsite, Online หรือ On-demand รูปแบบใดคือคำตอบของการศึกษาไทยยุคใหม่

360 อ่าน
5 แชร์

   

           ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยมาเกือบ 20 ปี โดยเริ่มจากการเป็นอาจารย์ผู้สอนในระดับปริญญาตรี และต่อมาได้เปลี่ยนมาเป็นอาจารย์ผู้สอนในระดับปริญญาโทจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ผู้เขียนเห็นความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่เกิดขึ้นกับระบบการศึกษาไทย โดยในบทความนี้ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงเฉพาะการศึกษาในระดับปริญญาโท ซึ่งผู้เขียนเป็นอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรอยู่ ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้อย่างชัดเจนโดยเฉพาะ 2 ปีการศึกษาล่าสุด คือ จำนวนผู้เรียนที่เพิ่มมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด

          แม้ผู้เขียนจะดีใจที่มีนักศึกษาจำนวนมากให้ความสนใจกับหลักสูตร แต่ก็อดตั้งคำถามในใจไม่ได้ว่า

อะไรที่ทำให้นักศึกษามีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดขนาดนี้” และคำตอบที่ได้รับผ่านการสัมภาษณ์นักศึกษาที่เข้ามาเรียน คือ หลักสูตรมีรูปแบบการเรียนการสอนที่ยืดหยุ่น ช่วยอำนวยความสะดวกในการเรียนมากขึ้น เมื่อได้คำตอบแล้วผู้เขียนในฐานะที่เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยมานาน และยังชอบการเรียนการสอนแบบ onsite จึงเกิดคำถามต่อมาและนำไปสู่การปรับตัวว่า “การเรียนการสอนที่ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนได้ทั้ง Onsite, Online และ On-demand จะเกิดประสิทธิภาพในการเรียนรู้ได้จริงหรือไม่ และจะทำอย่างไรให้รูปแบบการเรียนการสอนที่ยืดหยุ่นเหล่านี้ ทั้งตอบโจทย์ผู้เรียนและเกิดประสิทธิภาพในการเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน

          ก่อนที่จะไปสู่การตอบคำถาม ผู้เขียนกลับมาคิดทบทวนถึงสมัยที่ผู้เขียนกำลังเรียนในระดับปริญญาโท ทำให้เห็นภาพว่า ในอดีต “ปริญญาโท” เป็นพื้นที่สำหรับความรู้ขั้นสูง สำหรับสร้างนักวิชาการ นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง มหาวิทยาลัยจะทำการคัดเลือก “คนที่พร้อมเรียน” มากกว่าออกไป “ตามหาคนเรียน” ซึ่งตรงข้ามกับปัจจุบันที่มหาวิทยาลัยเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากจำนวนประชากรวัยเรียนลดลง งบประมาณรัฐมีอย่างจำกัด และการแข่งขันระหว่างมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น หลักสูตรปริญญาโทจำนวนมากต้องเผชิญกับความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือ ต้องทำการตลาด หาผู้เรียน และออกแบบหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของ “ลูกค้า” มากกว่าจะยึดติดกับรูปแบบวิชาการที่เข้มข้นเช่นเดิม ซึ่งหลักสูตรที่ผู้เขียนเป็นอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรอยู่ก็เผชิญกับความจริงนี้เช่นเดียวกัน

          เป็นที่น่าสังเกตว่าปัจจุบันผู้เรียนในระดับปริญญาโทไม่ใช่นักศึกษาที่เพิ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีแล้วมาเรียนต่อปริญญาโทเลย โดยไม่ได้ทำงานประจำ ดังเช่นในอดีต หากแต่เป็นคนทำงาน ผู้บริหาร ข้าราชการ หรือผู้ประกอบการที่ต้องการ Upskill Reskill และ New skill กลุ่มคนเหล่านี้มีข้อจำกัดด้านเวลา ภาระครอบครัว และความคาดหวังต่อผลลัพธ์จากการเรียนที่ชัดเจนกว่าเดิม การเรียนจึงต้อง “ยืดหยุ่น เข้าถึงง่าย และคุ้มค่า” มากกว่าเน้นความเข้มข้นเชิงวิชาการดังเช่นในอดีต ด้วยเหตุนี้ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ จึงหันมาใช้รูปแบบการเรียนการสอนที่หลากหลาย ทั้ง Onsite Online และ On-demand เพื่อดึงดูดผู้เรียน แต่คำถามที่ต้องขบคิดอย่างจริงจัง คือ รูปแบบใดตอบโจทย์มากที่สุด และอะไรคือประสิทธิภาพที่แท้จริงของการเรียนรู้ระดับปริญญาโท

          การเรียนแบบ Onsite หรือการเข้าเรียนในห้องเรียนแบบดั้งเดิม ยังคงเป็นรูปแบบที่มีข้อได้เปรียบรูปแบบอื่นอย่างปฏิเสธไม่ได้ เนื่องจากเป็นรูปแบบที่ทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้เรียน เกิดการถกเถียง แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้างเครือข่ายวิชาชีพ ซึ่งเป็นหัวใจของการผลิตบัณฑิตระดับปริญญาโทให้เป็นผู้นำทางวิชาการและวิชาชีพ อย่างไรก็ตาม Onsite กลับกลายเป็นอุปสรรคสำหรับผู้เรียนจำนวนมาก ในเรื่องค่าเดินทาง เวลา และความไม่ยืดหยุ่น ทำให้คนทำงานจำนวนไม่น้อย “อยากเรียนแต่ไม่ได้เรียน” หลักสูตรที่ยึดติดกับการเข้าเรียนแบบ Onsite ทุกครั้งจึงเท่ากับปิดประตูใส่กลุ่มเป้าหมายหลักของบัณฑิตศึกษายุคใหม่

          ในอีกด้าน การเรียนแบบ Online เป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากหลังวิกฤตโควิด-19 เทคโนโลยีทำให้ผู้เรียนเข้าถึงห้องเรียนได้จากทุกที่ ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายและเวลา เปิดโอกาสให้คนต่างจังหวัดหรือแม้แต่คนที่อยู่ต่างประเทศสามารถเข้าเรียนได้ ความยืดหยุ่นนี้ทำให้หลายหลักสูตรมีจำนวนนักศึกษาเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ความสะดวกไม่ได้เท่ากับคุณภาพเสมอไป ปัญหาที่พบบ่อย คือ การมีส่วนร่วมลดลง ผู้เรียนเปิดกล้องแต่ไม่สนทนา หรือบางครั้งเพียงล็อกอินทิ้งไว้ การเรียนรู้จึงกลายเป็นเพียงการรับฟังแบบผิวเผิน ความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับนักศึกษาห่างเหิน การทำวิจัยที่ต้องอาศัยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันทำได้ค่อนข้างยาก หากออกแบบไม่ดี Online อาจกลายเป็นเพียงการถ่ายทอดเนื้อหาทางเดียว ซึ่งไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของการเรียนในระดับปริญญาโท

          ส่วนรูปแบบ On-demand หรือการเรียนย้อนหลังตามเวลาที่สะดวก ถือเป็นคำตอบของสังคมที่เวลาไม่ตรงกัน ผู้เรียนสามารถจัดตารางชีวิตตัวเอง เรียนซ้ำ หรือทบทวนเนื้อหาได้ตามต้องการ เหมาะสมกับ      การเรียนเนื้อหาเชิงทฤษฎีหรือความรู้พื้นฐาน อย่างไรก็ตาม รูปแบบนี้มีความเสี่ยงสูงต่อการขาดวินัย การเลื่อนเวลาเรียนไปเรื่อย ๆ และขาดการปฏิสัมพันธ์ หากใช้เป็นรูปแบบหลักอาจทำให้บัณฑิตศึกษากลายเป็นเพียงคอร์สออนไลน์มากกว่าพื้นที่สร้างนักคิดขั้นสูง

          ดังนั้น การถกเถียงว่ารูปแบบใดดีที่สุดอาจเป็นคำถามที่ตั้งผิดตั้งแต่ต้น เพราะแต่ละรูปแบบมีจุดแข็งและข้อจำกัดต่างกัน สิ่งสำคัญกว่า คือ การออกแบบระบบผสมผสานที่ใช้จุดเด่นของแต่ละรูปแบบอย่างเหมาะสม โดยใช้ On-demand สำหรับเนื้อหาพื้นฐาน Online สำหรับการบรรยายหรือกิจกรรมที่ต้องการความยืดหยุ่น และ Onsite สำหรับกิจกรรมที่ต้องการปฏิสัมพันธ์สูง การจัดสัดส่วนเช่นนี้ไม่เพียงตอบโจทย์ผู้เรียนซึ่งเป็นคนทำงาน แต่ยังคงรักษาคุณภาพทางวิชาการไว้ได้

          ท้ายที่สุดแล้ว คำตอบอาจไม่ใช่ Onsite, Online หรือ On-demand อย่างใดอย่างหนึ่ง หากแต่เป็นการผสมผสานอย่างมีเป้าหมาย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้สำหรับการสร้างปัญญา และยืดหยุ่นพอสำหรับชีวิตจริงของผู้เรียน หากทำได้เช่นนี้ บัณฑิตศึกษาจะไม่ต้องวิ่งหาลูกค้า

แต่ผู้เรียนจะเป็นฝ่ายวิ่งเข้าหาเอง เพราะเห็นคุณค่าที่แท้จริงของการศึกษา

ผศ.ดร.วิลาสินี จินตลิขิตดี

ผู้เขียนบทความ

ผศ.ดร.วิลาสินี จินตลิขิตดี

คำค้นหา:มหาวิทยาลัย, ห้องเรียน, Onsite, Online, On-demand
แชร์เรื่องนี้: