logo
ผศ.ดร.เอกพงศ์ อินเกื้อ
23 มีนาคม 2569

ศิลปกรรมศาสตร์กับการเติบโตแบบก้าวกระโดด จากหน่วยงานขนาดจิ๋วสู่บิ๊กไซส์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกพงศ์ อินเกื้อ “ศิลปกรรมศาสตร์ไม่ได้วิกฤต... แต่อยู่ในช่วงเปลี่ยนเฟส”  

797000 อ่าน
52061 แชร์

คณะศิลปกรรมศาสตร์ เป็น 1 ใน 6 ของคณะวิชาในโครงสร้างที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับการยกระดับสถาบันขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏ

        เกิดขึ้นมาโดยเป็นคณะที่เล็กที่สุดในมหาวิทยาลัย โดยวัดจากจำนวนนักศึกษาและงบประมาณที่ได้รับ แต่สำหรับวันนี้ ภายใต้การบริหารงานของคณบดีคนที่ 4 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกพงศ์ อินเกื้อ คณะศิลปกรรมศาสตร์เปลี่ยนแปลงตัวเองจากหน่วยงานขนาดจิ๋วกลับกลายมาเป็นหน่วยงานบิ๊กไซส์อย่างสมบูรณ์แบบ

ตลอดวาระแรกของการทำหน้าที่คณบดี ผมเลือกขยับคณะทีละก้าว จากคณะเล็ก ๆ ของมหาวิทยาลัย ไปสู่คณะที่มีโครงสร้างชัดเจนขึ้น ทั้งด้านหลักสูตร คน และทรัพยากร วันนี้คณะมีหลักสูตรระดับปริญญาตรี 7 หลักสูตร ปริญญาโท 3 หลักสูตร และปริญญาเอก 3 หลักสูตร จำนวนนักศึกษาเพิ่มขึ้นกว่า 52 เปอร์เซ็นต์ และงบประมาณเพิ่มขึ้นมากกว่า 220 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับวันแรกที่ผมเข้ารับตำแหน่ง รวมถึงบรรยากาศเชิงวิชาการ กิจกรรมของนักศึกษาทั้งนักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติ มีอยู่ตลอดทั้งวัน เช้ายันค่ำ

         ผศ.ดร.เอกพงศ์ กล่าวว่า ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เป้าหมาย หากเป็นเพียง “ผลลัพธ์ข้างเคียง” ของการออกแบบระบบการเรียนรู้ใหม่ ห้องปฏิบัติการได้รับการปรับปรุงเพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ครบทั้งทักษะ ความคิด และเทคโนโลยี คณะศิลปกรรมศาสตร์มีนวัตกรรมจากงานวิจัยที่ไปถึงเวทีโลก ขณะเดียวกันก็สร้างเวทีจริงให้นักศึกษาได้ทดลอง ลงมือทำ และล้มเหลวอย่างมีความหมาย ไม่ใช่แค่เรียนให้จบตามหลักสูตร

เราพยายามเชื่อมคณะออกสู่โลกภายนอก ทั้งผ่านเครือข่ายนานาชาติ ผ่านชุมชน ผ่านเมือง และผ่านสนามจริง เพราะเราเชื่อว่าการเรียนรู้ที่ดีที่สุดไม่เกิดในตำรา แต่เกิดจากการเผชิญโลกจริงด้วยกรอบคิดที่ดีพอ

         

          คณบดีศิลปกรรมศาสตร์ กับสิ่งหนึ่งที่ภูมิใจไม่แพ้การเติบโตเชิงโครงสร้าง ก็คือบรรยากาศการทำงานภายในคณะ ทั้งฝ่ายวิชาการและฝ่ายสนับสนุนเดินไปในทิศทางเดียวกัน ร่วมมือกันมากกว่าการแข่งขันกันเอง เพราะไม่มีระบบใดจะทำงานได้ หากคนในระบบไม่เชื่อในเป้าหมายเดียวกัน

        “ถ้าถามผมว่า เป็นคณบดีมาขนขึ้นวาระ 2  Masterpiece คืออะไร ก็ต้องบอกว่า Masterpiece ของคณะศิลปกรรมศาสตร์ ไม่ใช่ผลงานชิ้นใดชิ้นหนึ่ง แต่คือการทำให้คณะกลายเป็น เครื่องยนต์สร้างอนาคต ที่ศิลปะ นวัตกรรม และสังคม เดินไปด้วยกันได้จริง และถ้าระบบนี้ยังทำงานต่อไปได้ เราเชื่อว่างาน Masterpiece ที่แท้จริง จะถูกสร้างขึ้นโดยคนรุ่นใหม่ที่เติบโตจากที่นี่”

         ดั้งเดิมและเนื้อแท้ของคณะศิลปกรรมศาสตร์ ยึดโยงอยู่กับสามเสาหลักคือจิตรกรรม นาฏศิลป์และดนตรี แต่มาถึงวันนี้ โลกเปลี่ยนแปลงไป สามเสาหลักนี้ อาจจะไม่แข็งแกร่งเพียงพอที่จะทำให้คณะยืนอยู่ได้ ในขณะเดียวกันคณบดีก็ไม่คนที่จบมาทางด้านสามศาสตร์นี้

         อะไรคือศิลปะในการบริหารจัดการ?

หากมองสถานการณ์การจัดการเรียนการสอนในวันนี้ ภาพที่เห็นอาจซับซ้อนกว่าที่เคยเป็นมา โลกไม่ได้ปฏิเสธศิลปะ การออกแบบ ดนตรี หรือการแสดง ตรงกันข้าม โลกกลับต้องการทักษะเหล่านี้มากขึ้นกว่าเดิมในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ สื่อ วัฒนธรรม และเศรษฐกิจประสบการณ์ สิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่ความต้องการของโลก แต่คือความคาดหวังของผู้เรียนต่อการศึกษาในมหาวิทยาลัย

          คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์เล่าว่า จากการพูดคุยกับนักศึกษาในคณะ สิ่งที่พวกเขาคาดหวังไม่ใช่การนั่งเรียนในห้องเรียนตลอดทั้งวัน แต่คือการได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ได้ทำงานจริง และได้เห็นเส้นทางของตนเองในโลกการทำงานตั้งแต่ยังเรียนอยู่ นี่คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุดต่อคำถามที่หลายมหาวิทยาลัยกำลังเผชิญ มหาวิทยาลัยยังจำเป็นอยู่หรือไม่ เพราะคำตอบของนักศึกษาไม่ใช่ “ไม่จำเป็น” แต่คือ “จำเป็น หากมหาวิทยาลัยยังสามารถพาพวกเขาไปเจอโลกจริงได้”

          ในมิติของจำนวนผู้เรียน หากดูเฉพาะตัวเลขการรับเข้า ศาสตร์หลักอย่างดนตรี ศิลปะ และนาฏศิลป์ ยังคงได้รับความนิยม และมีจำนวนนักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือกเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ในทุกปี แต่ในอีกด้านหนึ่ง จำนวนผู้สมัครก่อนการคัดเลือกกลับลดลงอย่างต่อเนื่อง นี่เป็นตัวเลขที่ไม่ควรถูกปกปิด เพราะมันสะท้อนอย่างชัดเจนว่าตลาดการศึกษาไม่ได้กว้างเหมือนเดิม และยิ่งตอกย้ำว่าการรักษาคุณภาพการเรียนการสอนสำคัญกว่าการขยายปริมาณ

         “ในมิติของคุณภาพบัณฑิต เรามองว่านี่คือพื้นที่ที่ศาสตร์ดั้งเดิมยังคงมีความได้เปรียบอย่างชัดเจน ศิลปะ ดนตรี และนาฏศิลป์ เป็นศาสตร์ที่ฝึกวินัย ความละเอียดอ่อน การทำงานเป็นทีม และความเข้าใจมนุษย์ ซึ่งเป็นทักษะที่เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้ง่าย และเมื่อมองไปที่เส้นทางอาชีพ บัณฑิตของคณะศิลปกรรมศาสตร์ส่วนใหญ่ยังคงทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์แทบทั้งหมด นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์ของศาสตร์ที่ยังคงตอบโจทย์โลก หากถูกจัดการเรียนรู้ให้เชื่อมกับความเป็นจริงอย่างเหมาะสม”

         ผศ.ดร.เอกพงศ์ อินเกื้อ กล่าวว่า โจทย์ของศิลปกรรมศาสตร์ในวันนี้ ไม่ใช่แค่การรักษาศาสตร์ดั้งเดิมไว้ด้วยความเคยชิน แต่คือการทำให้ศาสตร์เหล่านี้พูดกับโลกปัจจุบันได้อย่างชัดเจน เพราะเมื่อศิลปะยังช่วยให้มนุษย์เข้าใจโลก และเข้าใจซึ่งกันและกันได้ดีขึ้น มหาวิทยาลัยก็ยังมีบทบาท ตราบใดที่เรากล้ายอมรับว่ารูปแบบการเรียนรู้ต้องเปลี่ยนไปพร้อมกับโลก

       คณบดีคณะศิลปกรรมให้ทัศนะว่า การศึกษาไม่ใช่การเพิ่มหลักสูตร แต่คือการออกแบบระบบนิเวศใหม่ภายใต้วิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัย “ผู้นำการสร้างมืออาชีพ” คณบดีมองว่าทิศทางถัดไปของคณะศิลปกรรมศาสตร์ไม่ใช่การ “ขยายตัว” ในความหมายเชิงปริมาณ หากแต่เป็นการ “ขยับอีกหนึ่งก้าว” ในเชิงคุณภาพและโครงสร้างการเรียนรู้ ขณะนี้ กำลังตั้งคำถามใหม่กับตัวเองว่า ในโลกที่เปลี่ยนเร็วขนาดนี้ การศึกษาด้านศิลปกรรมศาสตร์ควรปรับตัวอย่างไร เพื่อให้ยังคงสร้างคุณค่าได้จริง ทั้งต่อผู้เรียนและต่อสังคม

        คณะศิลปกรรมศาสตร์ในปัจจุบัน มีนักศึกษาจีนมาศึกษาเป็นจำนวนมาก แต่ก็เริ่มจะมีปริมาณลดลง จะมีการเตรียมรับมือกับสถานการณ์เปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร?

         “คณะศิลปกรรมศาสตร์มีนักศึกษาจีนจำนวนมาก และในช่วงหลังเราก็เห็นแนวโน้มว่าปริมาณเริ่มลดลงจริง เรามองว่านี่ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ เพราะเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศและหลายสถาบันเช่นกัน เราไม่ได้กำลังเผชิญ วิกฤต แต่กำลังอยู่ใน การเปลี่ยนเฟสของตลาดการศึกษานานาชาติ ซึ่งจะบีบให้ทุกสถาบันต้องคิดใหม่ว่า เราจะสร้างคุณค่าให้ผู้เรียนอย่างไรในโลกที่มีทางเลือกมากขึ้น

        ผศ.ดร.เอกพงศ์ บอกว่า คำถามที่สำคัญกว่า “เรามีนักศึกษากี่คน” คือ “เราต้องการนักศึกษาแบบไหน และเราจะทำให้คนที่เหมาะกับเราเลือกมาอย่างไร” นักศึกษาจีนยังคงเป็นกลุ่มเป้าหมายที่เราสำคัญ แต่จะไม่ใช่เป้าหมายหลักเพียงกลุ่มเดียวอีกต่อไป เรากำลังขยับจากการพึ่งพาตลาดเดียว ไปสู่การสร้างความหลากหลายของผู้เรียนต่างชาติที่ไม่ใช่จีนเป็นแกน ผ่านหลักสูตรนานาชาติ และหลักสูตรระยะสั้น รูปแบบ Premium ที่นักศึกษาต่างชาติมองหาหลักสูตรที่ให้ประสบการณ์เข้มข้น ยืดหยุ่น และมีคุณค่าเชิงวัฒนธรรมความคิดสร้างสรรค์และประสบการณ์ที่หาได้ยาก การบูรณาการ “ศาสตร์” ของคณะ ศิลปะการออกแบบ ดนตรี และการแสดง จึงไม่ใช่เพียงเนื้อหาวิชา แต่เป็นเครื่องมือสร้างความแตกต่างและคุณค่าที่ทำให้ “เลือกแล้วอยากมา”

การรับมือครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องหลักสูตร แต่เป็นเรื่อง การวางตำแหน่ง และ การสื่อสาร ด้วย เรากำลังยกระดับประสบการณ์การเรียนรู้ให้ชัดขึ้น ขยายตลาดไปยังประเทศอื่น ๆ และทำงานร่วมกับเครือข่ายและหน่วยงานที่มี MOU เพื่อร่วมกันผลักดันการตลาดและการสื่อสารเชิงรุก ปัจจุบันเราคิดว่าสถาบันที่อยู่รอดไม่ใช่สถาบันที่มีตัวเลือกเยอะที่สุด แต่คือสถาบันที่กลายเป็น destination ในใจผู้เรียน ตอนนี้เรามีหลักสูตร Milan Luxury Immersion Program จะออกมาในปีหน้า ประชาคมจะเริ่มเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่า คณะศิลปกรรมศาสตร์กำลังปรับตัวอย่างไร เพื่อเติบโตบนคุณภาพและความหลากหลายในเวทีนานาชาติ”

         

        คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์กล่าวว่า หากศิลปกรรมสวนสุนันทาจะก้าวไปสู่ความยิ่งใหญ่ สิ่งที่ต้องเปลี่ยนไม่ใช่เพียงหลักสูตรหรือโครงสร้างองค์กร แต่คือ “วิธีคิด” ต่อการเรียนรู้และความคิดสร้างสรรค์ทั้งหมด เพราะ creative destination ไม่ได้เกิดจากการประกาศว่าจะทำอะไร แต่เกิดจากระบบที่ทำให้คนเก่งอยากเข้ามา และผลงานดีสามารถเติบโตได้จริง

         “สำหรับคณะศิลปกรรมศาสตร์ในอนาคต ผมเห็นภาพของพื้นที่เรียนรู้ที่เส้นแบ่งระหว่างการเรียน การทำงาน และการสร้างผลงานแทบไม่เหลืออยู่ หลักสูตรจะยืดหยุ่นมากขึ้น ข้ามศาสตร์มากขึ้น และทำงานใกล้ชิดกับเมือง อุตสาหกรรม และชุมชนจริง”

         หัวใจของบทบาทใหม่นี้ คือการเปลี่ยนการศึกษาให้เข้าใกล้ชีวิตจริงมากขึ้น การเรียนไม่ใช่การเตรียมตัวเพื่อทำงานในอนาคต แต่คือการทำงานจริงตั้งแต่วันนี้ ห้องเรียนไม่ใช่พื้นที่ถ่ายทอดความรู้ฝ่ายเดียว แต่เป็นสตูดิโอ ห้องทดลอง และพื้นที่สร้างสรรค์ที่ผลงานสามารถออกไปสู่โลกจริงได้ ศิลปะในระบบนี้จึงไม่ใช่วิชาเฉพาะทาง แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจสร้างสรรค์และอุตสาหกรรมประสบการณ์

         หากศิลปกรรมสวนสุนันทาจะก้าวไปสู่ความยิ่งใหญ่ เมื่อกลไกเหล่านี้ทำงานร่วมกัน creative destination จะไม่ใช่คำอธิบายเชิงอุดมคติ แต่กลายเป็นระบบนิเวศที่ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการทำงานจริง อุตสาหกรรมได้ทดลองนวัตกรรม และคณะศิลปกรรมศาสตร์ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางที่เชื่อมทุกฝ่ายเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม

นักศึกษาจะไม่ถูกถามว่าเรียนอะไร แต่จะเปลี่ยนมาถูกถามว่าสร้างคุณค่าอะไรให้กับสังคม

 

ชีวิตพลิกผัน...

ของเอกพงศ์ อินเกื้อ

จากมือระนาดเอกมาเป็นนักออกแบบระดับอินเตอร์

 

          เอกพงศ์ อินเกื้อ เป็นคนยะหา จังหวัดยะลา มาเรียนชั้นมัธยมศึกษา ใช้ชีวิตเด็กหออยู่ ที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี หรือชื่อที่คนทั่วไปรู้จักกันดีคือ “รูสะมิแล”

          ชีวิตการเรียนในวัยเด็ก เรียนเก่งเป็นที่เลื่องลือในจังหวัด อีกทั้งยังมีพรสวรรค์ทั้งด้านดนตรีและกีฬาพร้อมสรรพ  เป็นมือระนาดเอกที่หาตัวจับยาก กวาดรางวัลในทุกสนามมาอย่างราบคาบ แต่ความใฝ่ฝันในเยาว์วัยกลับกลายเป็นอยากเรียนด้านเศรษฐศาสตร์

          ในยุคสอบเข้ามหาวิทยาลัยในระบบเอ็นทรานซ์ ที่เลือกก่อนแล้วสอบทีหลัง ไม่ใช่ทราบคะแนนแล้วเลือกคณะเหมือนแอดมิดชั่นในยุคนี้ ทำให้พลาดหวังจากเศรษฐศาสตร์ ชีวิตเลยเสียศูนย์พักใหญ่  สุดท้ายหันไปเรียนด้านออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ที่มหาวิทยาลัยรังสิต จบตรีแล้วต่อโทด้านการออกแบบ สุดท้ายไปจบปริญญาเอก ทัศนศิลป์และการออกแบบ ที่มหาวิทยาลัยบูรพา

          มีความสามารถด้านการออกแบบแบบฉกาจฉกรรจ์ กวาดรางวัลระดับโลกมามากมาย อาทิ รางวัลเหรียญทอง ในงานประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมนานาชาติ XXIII Moscow International Salon of Inventions and Innovation Technologies «ARCHIMEDES–2020» จากสหพันธรัฐรัสเซียระหว่างวันที่ 24-27 มีนาคม 2563 จากผลงาน Composite Cushion Material from the Coffee Grounds and Waste EVA รางวัล GOLD medal จาก University Polytechnica of, Romania จากการประกวด ผลงานวิจัยในงาน X European Exhibition of Creativity and Innovation : EUROINVENT 2019ระหว่างวันที่ 14-20 พฤษภาคม 2562 ณ ประเทศโรมาเนีย จากผลงาน “Nature Mate” รางวัล The Excellent Invention จาก APIICIS, Portuguese จากผลงาน “Nature Mate” รางวัล Special Award จาก iCAN-TORONTO, Canada จากผลงาน “Nature Mate” รางวัล GOLD medal จากการประกวดผลงานวิจัยในงาน XV International Salon of Innovations and New Technologies สหพันธรัฐรัสเซีย วันที่ 26-28 กันยายน 2562 จากผลงาน “TEX (TURE) – CARE” และเหรียญทอง การประกวด E U R O I N V E N T 13th European Exhibition of Creativity and Innovation 2021 (ONLINE) Iasi, Romania จากผลงาน PEANUT SHELL PAPER

           ผ่านการอบรมหลักสูตรต่างๆ มามากมายเช่นกัน เช่น หลักสูตร “การบริหารหลักสูตรสู่ความเป็นเลิศ” สถาบันคลังสมองของชาติ  หลักสูตร ผู้จัดการงานวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม (RDI MANAGERS) ด้านชุมชนและพื้นที่ รุ่นที่ 1 จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และสถาบันคลังสมองของชาติ หลักสูตร “การขับเคลื่อนมหาวิทยาลัย” รุ่น 2 จัดโดย สถาบันคลังสมองของชาติ หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการพัฒนาผู้นำเมือง (ผู้นำเมือง รุ่น 9)  จัดโดย มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช และหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการบริหารเศรษฐกิจสาธารณะสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปศส.) รุ่นที่ 23  จัดโดย สถาบันพระปกเกล้า

          ปี 2562-2563 เป็นรองคณบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ อยู่แค่ 1 ปี ใน หลังจากนั้น ก็ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งคณบดีและครองตำแหน่งเป็นวาระที่ 2 จนถึงปัจจุบันนี้

       นอกจากนี้ ยังทำหน้าที่ในตำแหน่งสำคัญของมหาวิทยาลัย โดยเคยเป็นกรรมการสภาวิชาการและปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการสภามหาวิทยาลัยอีกด้วย

เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าและมีบทบาทสำคัญยิ่งของสวนสุนันทาในวันนี้

ผศ.ดร.เอกพงศ์ อินเกื้อ

เรียบเรียงโดย

ณัฐวลัญช์ วังนิล

คำค้นหา:ศิลปะ, ศิลปกรรม, ออกแบบ
แชร์เรื่องนี้: