โลกของการสื่อความหมายทางการท่องเที่ยว ประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวได้รับมิเพียงแต่มองด้วยสายตาเท่านั้น แต่เป็นการรับรู้ผ่าน “เรื่องเล่า” (Storytelling) ที่วางอยู่บนรากฐานประวัติศาสตร์ผสานกับความคิดสร้างสรรค์เพื่อดึงดูดผู้มาเยือน
ดังเช่นครั้งนี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสมาเยือนวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก หรือที่ชาวพิษณุโลกเรียกว่า “วัดใหญ่” ซึ่งโดยทั่วไปนั้น คนส่วนใหญ่เดินทางมาที่นี่มักจะมุ่งตรงไปชมความวิจิตรและสง่างามของ “พระพุทธชินราช” อาจกล่าวได้ว่าเป็นราชาแห่งพระพุทธรูปไทยองค์หนึ่ง และยังมีการนำไปจำลองเป็นจำนวนมาก แต่วันนี้ขอนำผู้อ่านมายังมุมเล็ก ๆ ไม่ไกลจากวิหารมากนัก มีพระพุทธรูปองค์ย่อมที่ประดิษฐานภายในวิหารน้อยท่ามกลางต้นโพธิ์ 3 ต้นที่เรียกว่า “โพธิ์สามเส้า” ซึ่งมีเรื่องเล่าที่น่า “อิ่มใจ” และ “อิ่มกระเป๋า” ไม่แพ้กัน ท่านคือ “พระเหลือ” พระพุทธรูปที่บ่งชี้ได้ถึงศรัทธาของคนในอดีต..จากของที่เหลือสู่สิ่งที่ “เลอค่า” ที่สุดจนปัจจุบัน
“พระเหลือ” หรือ "พระเสสันตปฏิมากร" พระนามที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงพระราชทานให้ ตำนานระบุว่า ภายหลังการสร้างพระพุทธรูป 3 พี่น้อง ได้แก่ พระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา (ปัจจุบันพระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา ประดิษฐาน ณ วัดบวรนิเวศวิหาร) ทั้งสามองค์สำเร็จนั้น ยังคงมีเศษสำริดและทองหลงเหลืออยู่ พระยาลิไทจึงรับสั่งให้นำมาหล่อเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย และเรียกว่า “พระเหลือ” พร้อมทั้งหล่อพระสาวก 2 องค์ยืนอยู่ด้านข้าง กลายเป็นเรื่องเล่า (Storytelling)และ กุศโลบายที่ทรงพลังตั้งแต่อดีตที่เปลี่ยน “ส่วนเกิน” ให้กลายเป็น “ส่วนเติมเต็ม” ที่สมบูรณ์ ดังเช่นหลอมเศษเสี้ยวบารมีแห่งพระพุทธรูปทั้งสามเป็นหนึ่งเดียว ประหนึ่งการเก็บมงคลที่หล่นหายให้กลายกลับเป็นความสมบูรณ์แบบ
จากเรื่องเล่า “ พระเหลือ” นั้น หากพิจารณาในแง่การตลาดการท่องเที่ยวและการสื่อความหมาย “พระเหลือ” ชื่อที่เรียบง่าย แต่สะท้อนถึงการใช้ชื่อและเรื่องราวที่เป็นกรณีศึกษาที่ดีมี 3 มิติ ทั้งมิติเชิงประวัติศาสตร์ที่อธิบายถึงเศษสำริดและทองที่เหลือจากการหล่อพระใหญ่ มิติเชิงจิตวิทยาที่สะท้อนความรู้สึกที่ไม่ถูกทิ้งขว้างเนื่องด้วยทุกอย่างมีค่าในตัวเอง และมิติเชิงความหมายเป็นมงคลที่หล่อหลอมรวมเข้ากับความเชื่อของคนไทยที่ว่า การ “เหลือ” คือสภาวะตรงกันข้ามกับความขาดแคลนในทางนิรุกติศาสตร์ เหตุนี้จึงทำให้พระเหลือกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญของนักท่องเที่ยวที่หลากหลาย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวสายมูเตลู (MUTELU) และสายประวัติศาสตร์ที่ต้องมาเยี่ยมชม
ดังนั้น “พระเหลือ” จึงไม่ใช่พระพุทธรูปที่สร้างจากโลหะที่เหลือทิ้ง แต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ขับเคลื่อนด้วยพลังแห่งการเล่าเรื่อง และเปลี่ยนจากทรัพยากรท่องเที่ยวที่อาจถูกมองข้ามให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว Must-visit Destination ได้อย่างลงตัว

