logo
อาจารย์นภัสกร ทรัพย์เฟื่องฟู
30 มีนาคม 2569

สำนักทรัพย์สินฯ..บนความเปลี่ยนแปลง นภัสกร ทรัพย์เฟื่องฟู “ไม่ใช่กลับไปเหมือนเดิม” แต่คือการ “ก้าวไปข้างหน้าให้ไกลกว่าเดิม”

14130 อ่าน
57 แชร์

สำนักทรัพย์สินและรายได้ เป็นหน่วยงานในกำกับหน่วยงานแรกของมหาวิทยาลัยที่ทำงานเชิงธุรกิจเต็มรูปแบบ อันเป็นวิสัยทัศน์ของผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาในอดีต ที่ต้องการพิสูจน์ให้เห็นว่า องค์ความรู้ของสวนสุนันทาที่มีอยู่ สร้างมูลค่าได้ ผลงานที่ผ่าน ถือได้ว่าเป็นแม่แบบที่หลายมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะราชภัฏด้วยกันเองถือเป็นแนวปฏิบัติที่อยากจะทำให้ได้เหมือนสวนสุนันทา

สำนักทรัพย์สินและรายได้ ในวันนี้ มีอาจารย์นภัสกร ทรัพย์เฟื่องฟู เป็นผู้อำนวยการ เข้ามารับตำแหน่งพร้อมๆ กับความท้าทายมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำถามจากคนในว่า ในอดีตสำนักทรัพย์สินฯเคยรุ่งเรืองมาก เคยสร้างรายได้เกือบ 2,000 ล้านบาทต่อปี แต่ตอนนี้ ตัวเลขตกต่ำลงไป

เกิดอะไรขึ้น??

ต้องเรียนอย่างตรงไปตรงมาว่า ตัวเลขที่ลดลง เกิดจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในมหาวิทยาลัย กับอีกสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ ไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะของสำนักทรัพย์สินและรายได้เท่านั้น หากแต่เป็นผลจาก การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลต่อองค์กรจำนวนมากทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน ในอดีต สำนักทรัพย์สินและรายได้ ภายใต้การนำของท่านอธิการบดี รองศาสตราจารย์ ดร.ชุติกาญจน์ ศรีวิบูลย์ เป็นรองอธิการบดีกำกับดูแล มีปัจจัยเกื้อหนุน เรียกได้ว่ามีไทม์มิ่งที่เหมาะสมมาก  แต่ในปัจจุบันบริบททางเศรษฐกิจ สังคม และพฤติกรรมผู้บริโภค ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ทำให้รูปแบบการดำเนินธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวตามยุคสมัย

ผู้อำนวยการสำนักทรัพย์สินฯอธิบายถึงสาเหตุแห่งการเปลี่ยนแปลงว่า ...

ประเด็นแรก คือ การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเฉพาะหลังสถานการณ์ COVID-19ผู้บริโภคจำนวนมากหันมาใช้บริการและสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น การเติบโตของ Digital Platform และ E-commerce ทำให้รูปแบบการค้าปลีกแบบดั้งเดิมมีความสำคัญลดลง การจำหน่ายสินค้าและบริการภายในมหาวิทยาลัยจึงไม่สามารถพึ่งพาการให้บริการแบบ On-site เพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป สำนักทรัพย์สินและรายได้จึงต้องปรับตัวอย่างจริงจัง ด้วยการนำแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้ามาใช้ในการจำหน่ายสินค้าและบริการควบคู่กันไป เพราะหากยังคงยึดติดกับรูปแบบการทำงานเดิม โอกาสในการแข่งขันและการเติบโตย่อมเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง

ประเด็นที่สอง คือ การแข่งขันที่สูงขึ้น และความคล่องตัวของภาคเอกชน ในปัจจุบัน คู่แข่งทางธุรกิจมีจำนวนมากขึ้น และมีความสามารถในการปรับตัวได้รวดเร็ว ภาคเอกชนสามารถพัฒนาธุรกิจ ใช้เทคโนโลยี และปรับระบบบริหารจัดการได้อย่างทันสมัย ในขณะที่องค์กรในกำกับมหาวิทยาลัยยังมีข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ กระบวนการ และโครงสร้างการตัดสินใจบางประการ ทำให้การปรับตัวต้องใช้เวลา อย่างไรก็ตาม เรากำลังพยายามปรับระบบการบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและยกระดับความสามารถในการแข่งขันให้ใกล้เคียงกับภาคเอกชนมากขึ้น

ประเด็นที่สาม คือ การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างทางสังคม สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ คนในวัยเรียนน้อยลง ขณะเดียวกันก็เกิดกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีพฤติกรรมและค่านิยมแตกต่างจากอดีต ทำให้แนวโน้มความนิยมและรูปแบบการใช้บริการเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด ตัวอย่างเช่น การถ่ายภาพหมู่บัณฑิต ซึ่งในอดีตได้รับความนิยมสูง บัณฑิตจำนวนมากนิยมสั่งซื้อภาพถ่ายอย่างเป็นทางการ แต่ในปัจจุบันบัณฑิตจำนวนไม่น้อยเลือกถ่ายภาพกับเพื่อนหรือครอบครัวด้วยตนเองมากกว่า อีกทั้งความนิยมในการเข้าร่วมพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตรในบางส่วนก็ลดลง ด้วยมุมมองของบัณฑิตมองว่าค่าใช้จ่ายในงานฯสูง ส่งผลให้ความต้องการใช้บริการชุดครุยวิทยฐานะลดลงตามไปด้วย ดังนั้น สำนักทรัพย์สินและรายได้จึงจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ธุรกิจ เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในทุกช่วงวัย และสร้างฐานลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น

ประเด็นที่สี่ คือ การปรับโครงสร้างเชิงกลยุทธ์ของมหาวิทยาลัยในช่วงที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจไม่เห็นคือ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาได้มีการปรับโครงสร้างองค์กรอย่างจริงจัง โดยมีการแยกงานด้านบริการวิชาการและการอบรมไปจัดตั้งเป็นหน่วยงานใหม่ คือ สำนักบริการวิชาการ ซึ่งเดิมเป็นส่วนงานที่สร้างรายได้จำนวนหนึ่งให้กับสำนักทรัพย์สินและรายได้ จึงส่งผลให้รายได้ของสำนักลดลงตามโครงสร้างใหม่

ขณะเดียวกัน สำนักทรัพย์สินและรายได้เองก็ได้ ทบทวนและปรับกลยุทธ์การดำเนินงาน ให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการทบทวนโครงการเดิม ปรับแผนธุรกิจ ลดต้นทุน ยุติธุรกิจที่ไม่สร้างมูลค่า และวางรากฐานสำหรับธุรกิจใหม่ กระบวนการปรับตัวเชิงกลยุทธ์นี้เอง ทำให้รายได้ในระยะสั้นอาจลดลง และผลลัพธ์ของการลงทุนยังไม่ปรากฏอย่างเต็มที่

แม้ว่ารายได้ในปัจจุบันจะลดลงจากอดีตอย่างมาก แต่ผู้อำนวยการสำนักทรัพย์สินฯไม่ได้มองว่านี่คือความล้มเหลว หากแต่เป็น ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน และเป็นโอกาสสำคัญในการ Transform องค์กร

เป้าหมายของสำนักทรัพย์สินฯ คือ การเปลี่ยนบทบาทจากหน่วยงานที่ทำหน้าที่บริหารทรัพย์สิน ไปสู่หน่วยงานที่สามารถสร้างมูลค่า พัฒนาธุรกิจเดิม และสร้างธุรกิจใหม่ เชื่อมโยงกับบริบทเศรษฐกิจของประเทศ

“รายได้ที่ลดลงในวันนี้ เป็นผลจากทั้งปัจจัยภายนอกและการปรับตัวภายในองค์กร แต่สิ่งที่เรากำลังทำคือสร้างฐานที่มั่นคงและยั่งยืนกว่าเดิม ดิฉันเชื่อว่า การกลับไปเหมือนอดีตไม่ใช่คำตอบ สิ่งสำคัญคือการสร้างอนาคตใหม่ให้แข็งแรงกว่าเดิมค่ะ”

รายได้หลักของสำนักทรัพย์สินและรายได้ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มาจากการดำเนินธุรกิจด้านการจำหน่ายผลิตภัณฑ์และการให้บริการในรูปแบบต่าง ๆ โดยสามารถอธิบายแหล่งที่มาของรายได้หลักผ่านโครงสร้างของฝ่ายธุรกิจสำคัญภายในสำนักได้ ดังนี้

ฝ่ายธุรกิจแรก ฝ่ายธุรกิจโรงแรมวังสวนสุนันทา โดยมี “อาคารฝึกประสบการณ์วิชาชีพ โรงแรมวังสวนสุนันทา” เป็นศูนย์กลางการให้บริการ โรงแรมแห่งนี้มีห้องพักพร้อมรองรับผู้ใช้บริการจำนวน 64 ห้อง พร้อมให้บริการด้านห้องประชุมและการจัดสัมมนา ทั้งภายในและภายนอกสถานที่ รวมถึงการจัดงานเลี้ยงและบริการอาหารสำหรับการประชุมและกิจกรรมต่าง ๆ และยังมี ห้องอาหารแก้วเจ้าจอม ที่เปิดให้บริการอาหารชาววัง อันเป็นเอกลักษณ์ที่สะท้อนความงดงามของวัฒนธรรมไทยและอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัย

ฝ่ายธุรกิจที่สอง ฝ่ายธุรกิจผลิตอาหารและเครื่องดื่ม ให้บริการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เบเกอรี รวมถึงน้ำดื่มแบรนด์ “เจ้าจอมเบเกอรี่” ที่มุ่งเน้นคุณภาพ ความพิถีพิถัน และภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนความเป็นสวนสุนันทา

ฝ่ายธุรกิจที่สาม ฝ่ายธุรกิจมัลติมิเดียเพื่อการศึกษา ทำหน้าที่จัดจำหน่ายสินค้าเกี่ยวกับนักศึกษา ไม่ว่าจะเป็นเครื่องแบบ ชุดแต่งกายนักศึกษา ชุดครุยวิทยฐานะ ตลอดจนของที่ระลึกภายใต้สัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานย่อยที่สำคัญ ได้แก่ โฟโต้สวนสุนันทา ที่ให้บริการด้านการถ่ายภาพและวิดีโอ และ ศูนย์สื่อสิ่งพิมพ์แก้วเจ้าจอม ซึ่งให้บริการงานสื่อสิ่งพิมพ์ครบวงจร

ฝ่ายธุรกิจสุดท้าย ฝ่ายธุรกิจพื้นที่ให้เช่า ซึ่งดูแลการบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ภายในมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า ศูนย์อาหาร หรือพื้นที่สำหรับการประกอบธุรกิจ รวมถึงการให้เช่าพื้นที่สำหรับจัดกิจกรรมและงานอีเวนต์ต่าง ๆ ภายในมหาวิทยาลัย เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง

ดิฉันมองว่าการกลับมายิ่งใหญ่ขององค์กร ไม่ได้หมายถึงการทำทุกอย่างให้เหมือนในอดีต แต่คือการทำให้องค์กร แข็งแรงขึ้น และทันโลกมากกว่าเดิม เพราะโลกในวันนี้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากเรายังใช้โมเดลการทำงานแบบเดิม แม้รายได้จะกลับมาในระยะหนึ่ง แต่ก็อาจไม่ยั่งยืนในระยะยาว

ดังนั้น วิสัยทัศน์ของผู้อำนวยการฯ จึงมุ่ง เปลี่ยนบทบาทของสำนักทรัพย์สินและรายได้ จากหน่วยงานที่ทำหน้าที่บริหารทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว ไปสู่หน่วยงานที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของมหาวิทยาลัย โดยแนวทางหลักมีอยู่ 5 ประเด็นสำคัญ

ประการแรก คือ การยกระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการให้ได้มาตรฐานสากล ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพอาหาร รสชาติ ความสะอาด หรือการบริการที่ต้องมี Service Mind อย่างแท้จริง

ประการที่สอง คือ ทุกการลงทุนคือความเสี่ยง ต้องมีแผนรองรับ การลงทุนต้องอยู่บนพื้นฐานของการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ ทุกการลงทุนต้องมีแผนธุรกิจที่ชัดเจน มีการคำนวณจุดคุ้มทุน และมีแนวทางรองรับหากเกิดความเสี่ยง ขณะเดียวกันเราต้องเปิดมุมมองใหม่ ๆ ในการหารายได้ ไม่ยึดติดกับกรอบเดิม หากมีโอกาสหรือช่องทางธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพ เราต้องกล้าคิด กล้าทดลอง แต่ต้องทำอย่างมีข้อมูลและการวิเคราะห์รองรับ

ประการที่สาม คือ การใช้จุดแข็งของมหาวิทยาลัยให้เกิดคุณค่าสูงสุด โดยมหาวิทยาลัยสวนสุนันทามีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นด้านความเป็น “วัง” และความเป็นไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีมหาวิทยาลัยอื่นเหมือน เราจึงต้องนำอัตลักษณ์นี้มาสร้างเรื่องราว (Storytelling) ให้เกิดความแตกต่างและมีเสน่ห์ เพื่อดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ พร้อมกับรักษาฐานลูกค้าเดิมให้เหนียวแน่น หากพูดถึง “ความเป็นชาววัง” ก็ต้องนึกถึง สวนสุนันทา

ประการที่สี่ คือ การทำงานแบบพันธมิตร เพราะในโลกยุคปัจจุบัน ไม่มีองค์กรใดสามารถเติบโตได้เพียงลำพัง เราจึงให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และนักลงทุน เพื่อสร้างเครือข่ายทางธุรกิจใหม่ ๆ เพิ่มโอกาสในการพัฒนา และทำให้องค์กรมีความคล่องตัวมากขึ้น

ประการสุดท้าย คือ การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาใช้ในการบริหารจัดการองค์กร เพื่อให้การทำงานมีความรวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพมากขึ้น เราได้เริ่มนำระบบเทคโนโลยีมาปรับใช้ในหลายส่วนขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นระบบพัสดุและสต็อกสินค้า ระบบการเงิน หรือระบบงานขาย ซึ่งช่วยลดขั้นตอนการทำงาน เพิ่มความโปร่งใส และช่วยให้สามารถบริหารต้นทุนและรายได้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การสร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่ ให้ก้าวออกจากรูปแบบการทำงานแบบราชการ ไปสู่ระบบการทำงานที่มีความคล่องตัว เปิดโอกาสให้คนทำงาน กล้าคิด กล้าทำ และกล้าปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง

อีกโจทย์สำคัญที่สำนักฯให้ความสำคัญมาก คือ การสร้างการรับรู้และชื่อเสียงของสำนักทรัพย์สินและรายได้ เพราะเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจว่า แม้แต่ในหมู่นักศึกษาของมหาวิทยาลัยเอง หลายคนยังไม่รู้จักสำนักแห่งนี้ หากคนภายในยังไม่รู้จัก ก็ยากที่คนภายนอกจะรู้จักเช่นกัน ดังนั้น เราจึงต้องสร้างทั้ง ผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพ ควบคู่กับการสื่อสารและการนำเสนอที่เข้มแข็ง เพื่อให้สำนักทรัพย์สินและรายได้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ดังนั้น เมื่อชื่อเสียงเกิดขึ้น ความเชื่อมั่นก็จะเกิดขึ้น และท้ายที่สุดก็จะนำไปสู่ การสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน

เป้าหมายของเรา จึงไม่ใช่เพียงการ “กลับไปเหมือนเดิม” แต่คือการ “ก้าวไปข้างหน้าให้ไกลกว่าเดิม” เพื่อให้องค์กรสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

มุมมองความคิด

นภัสกร ทรัพย์เฟื่องฟู

ผู้บริหารสวน’นัน... ที่อายุน้อยที่สุด

       

นภัสกร ทรัพย์เฟื่องฟู สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาชีววิทยา จากมหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อปี พ.ศ. 2559 ต่อมาได้ศึกษาต่อในระดับ วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีการจัดการสิ่งแวดล้อม จากมหาวิทยาลัยมหิดล และปัจจุบันกำลังศึกษาในระดับ ปริญญาเอก สาขาวิชาสังคมศาสตร์สิ่งแวดล้อม(PhD Candidate) มหาวิทยาลัยมหิดล

นอกเหนือจากเส้นทางวิชาการ ยังมีบทบาทในภาคธุรกิจ โดยได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ที่ปรึกษาด้านธุรกิจ ให้กับหลายบริษัท. และปัจจุบันดำรงตำแหน่ง อาจารย์ประจำสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการจัดการสิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม.ราชภัฏสวนสุนันทา

ในเส้นทางการบริหาร เริ่มต้นจากตำแหน่ง ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจมัลติมีเดียเพื่อการศึกษา สำนักทรัพย์สินและรายได้ ในปี พ.ศ. 2565 และในปีถัดมา ได้รับความไว้วางใจจาก สภามหาวิทยาลัย ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักทรัพย์สินและรายได้ ขณะมีอายุเพียง 28 ปี เท่านั้น

 

ต้องยอมรับเลยค่ะว่า “กดดันมาก” ไม่ว่าจะเป็นแรงกดดันจากรอบข้าง เพราะตอนที่ได้รับโอกาสนี้ หลายคนก็มีคำถามเหมือนกันว่า อายุน้อย ไม่มีประสบการณ์บริหาร และไม่ได้เรียนธุรกิจ จะทำได้จริงไหม และแรงกดดันจากตนเองที่มีความกังวลจะทำผลงานออกมาได้ไม่ดีเท่าผู้ที่มากประสบการณ์ นับว่าเป็นช่วงเวลาที่มีความท้าท้ายมากที่สุดในชีวิต

ด้วยความคิดว่า ผู้นำทุกคนล้วนเริ่มต้นจากศูนย์ ไม่มีใครพร้อมตั้งแต่วันแรก สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่ประสบการณ์เพียงอย่างเดียว แต่คือทัศนคติในการเรียนรู้และการลงมือทำ

สิ่งแรกที่ทำคือ “ทำการบ้านให้มากและสร้างระบบในการทำงานให้เป็นรูปธรรม” ประกอบกับเชื่อว่า ผู้นำไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุด แต่ต้องสร้างทีมงานที่เก่งที่สุด พยายามดึงคนที่มีประสบการณ์เข้ามาช่วย และมีทักษะ soft skills ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสาร คล่องตัวต่างๆ ทำงานได้รวดเร็ว รวมถึงการทำงานเป็นทีม และให้พื้นที่ให้ทีมได้แสดงศักยภาพ โดยยึดแนวคิด “น้ำไม่เต็มแก้ว” เปิดรับฟังเสียงของลูกค้าทุกกลุ่ม นำข้อติเตียนหรือเรื่องร้องเรียน นำมาเป็นโจทย์ในการพัฒนาองค์กรต่อไป ซึ่งการสร้างทีมที่แข็งแกร่งต้องใช้เวลา แม้อาจยังไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม

มองความกดดันเป็นขุมพลัง เพราะมันทำให้เราต้องพัฒนาตัวเองเร็วขึ้น อ่านมากขึ้น เรียนรู้มากขึ้น และตัดสินใจอย่างรอบคอบ ถึงแม้ คนรุ่นใหม่อาจไม่มีประสบการณ์ แต่มีข้อได้เปรียบคือ กล้าคิด กล้าลองสิ่งใหม่ๆ ว่องไว และปรับตัวเร็ว ในส่วนสาขาเรียน ถึงจะไม่ตรงศาสตร์ แต่การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ทำให้มีพื้นฐานการคิดเชิงตรรกะ มองทุกอย่างเป็นหลัการ เป็นเหตุและผล สิ่งนี้นำมาใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการตัดสินใจในการบริหารงานได้เป็นระบบและมีความชัดเจน

วันนี้สิ่งที่ภูมิใจที่สุดไม่ใช่ตำแหน่ง แต่คือการที่ทีมงานเชื่อมั่นในตัวเรา และเห็นว่าองค์กรเริ่มเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง อยากให้คนรุ่นใหม่เห็นว่า อายุไม่ใช่ข้อจำกัด ถ้าเราตั้งใจเรียนรู้ ทำงานหนัก และไม่ยอมแพ้ เราทุกคนก็สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้

 

อาจารย์นภัสกร ทรัพย์เฟื่องฟู

เรียบเรียงโดย

ณัฐวลัญช์ วังนิล

คำค้นหา:สำนักทรัพย์สิน, รายได้, บริหาร, ธุรกิจ
แชร์เรื่องนี้: