หากให้ลองนึกถึงสำนวนเกี่ยวกับเวลา คุณจะนึกถึงสำนวนใดบ้าง บ้างอาจนึกถึง “เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก” หรือ “เวลาและวารีไม่คอยใคร” หรือ “ช้าเป็นการ นานเป็นคุณ” หรือ “เวลาเป็นของมีค่า” ไม่ว่าคุณจะนึกถึงสำนวนใดก็ตามคงเห็นไม่ต่างกันว่า “เวลา” เป็นสิ่งสำคัญ
อย่างไรก็ตามหลายคนอาจเข้าใจไปว่าเพราะ “เวลา” เป็นสิ่งสำคัญจึงต้องใช้ทุกวินาทีอย่างมีคุณค่าและเกิดประโยชน์ จึงยอมทำงานตลอดทั้งวันหรือทำเพียงในสิ่งที่เห็นว่ามีสาระ โดยอาจลืมคิดไปว่าเราเป็นคนไม่ใช่หุ่นยนต์ ร่างกายจึงไม่อาจทนทำเรื่องเหล่านั้นได้ตลอดทั้งวัน
แม้กระนั้นการที่คุณเห็นว่า “เวลา” เป็นสิ่งสำคัญก็ไม่ใช่ความคิดที่ผิด เพราะกรอบความคิดนี้ไหลเวียนอยู่ในสังคมไทยพร้อม ๆ กับการเติบโตของระบบทุนนิยม โดยเฉพาะการเกิดขึ้นของประดิษฐกรรมที่เรียกว่า “นาฬิกา” ทำให้สิ่งที่เป็นนามธรรมอย่าง “เวลา” กลายเป็นรูปธรรมที่สามารถนับได้ อาทิ การนับเวลาเป็นชั่วโมง นาที หรือวินาที ซึ่งต่างจากในอดีตที่เราเรียกเวลาผ่านปรากฏการณ์ทางธรรมชาติหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น เช้ามืด แต่ไก่โห่ สายจนตะวันส่องก้น เย็น โพล้เพล้ ค่ำ ชั่วเคี้ยวหมากจืด ด้วยเหตุนี้ทำให้เวลาที่สามารถแจงนับได้แล้วถูกจัดเป็นหน่วยย่อยที่ชัดเจนอย่างน้อยสามหน่วยเท่า ๆ กัน คือ เวลางาน 8 ชั่วโมง เวลาว่าง 8 ชั่วโมง และเวลานอน 8 ชั่วโมง (Sebastian de Grazia, 1962 อ้างถึงใน สมสุข หินวิมาน, 2558, น. 31) ส่งผลให้ทัศนะจาก “งานเป็นเล่น เล่นเป็นงาน” เปลี่ยนมาเป็น “งานเป็นงาน เล่นเป็นเล่น” และอยู่ภายใต้กฎของจิตวิญญาณแห่งระบบทุนนิยมที่ว่า “เวลาเป็นเงินเป็นทอง” “คนขยันเท่านั้นจึงจะอยู่รอด” โดยใช้เวลาให้ “คุ้มค่าทุกนาที” เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในทางเศรษฐกิจสังคม (สมสุข หินวิมาน, 2558, น. 31-32) ด้วยเหตุนี้เราจึงต่างเห็นเหมือนกันว่าเวลาเป็นสิ่งสำคัญ
สมสุข หินวิมาน (2558, น. 32) กล่าวว่า ไม่แปลกที่มนุษย์อันพึงประสงค์ของระบอบเศรษฐกิจทุนนิยมจึงเป็นเยี่ยง “มนุษย์งาน” ถ้อยคำสำนวนต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับความมุ่งมั่นในการทำงานจะได้รับการผลิตซ้ำอยู่เสมอโดยสถาบันต่าง ๆ ทางสังคม ไม่ว่าจะเป็น “หนักเอาเบาสู้” “ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน” หรือคำขวัญของแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่หนึ่งที่ว่า “งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข” คำว่า “งาน” แห่งระบบทุนนิยมจึงเป็นที่มาของ “ความมั่งคั่ง” และ “คุณค่าแห่งมนุษย์” รวมถึงเงินจากการทำงานกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของผู้คน ส่งผลให้เราเห็น “งาน” เป็นสิ่งสำคัญต่อจากเวลา และให้ความสำคัญแก่งานมากกว่าเรื่องอื่น ๆ โดยเฉพาะเรื่องเล่น เราจึงเห็น “งาน” กับ “เล่น” เป็นสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกันเสมอ
อย่างไรก็ตามสังคมไทยในอดีตมิได้แยกเรื่องงานและเรื่องเล่นอย่างชัดเจนเหมือนในปัจจุบัน ดังผ่องพันธุ์ มณีรัตน์ (อ้างถึงใน สมสุข หินวิมาน, 2558, น. 26-27) ได้กล่าวว่า การให้คำจำกัดความของคำว่า “งาน” ของคนไทยมีพื้นฐานมาจากสภาพความเป็นสังคมเกษตรกรรม ภายใต้ความสัมพันธ์ทางสังคมแบบชุมชนที่เหนียวแน่น ทำให้งานเกษตรมิได้ตัดสายพันธะที่เชื่อมร้อยกิจกรรมอื่น ๆ ไปโดยสิ้นเชิง แบบแผนการดำเนินชีวิตแบบเกษตรดั้งเดิมจึงผสมเอาไว้ทั้งงานอาชีพและกิจกรรมอื่น ๆ ที่ชาวบ้านเห็นว่ามีความสำคัญเท่าเทียมกับ “งาน” เช่น งานบุญ งานแต่งงาน งานเทศกาล กิจกรรมอื่นที่มิใช่งานอาชีพนี้ ชาวบ้านหมายรวมถึงทั้งงานมงคล งานอวมงคล ไปจนถึงงานธรรมดา ๆ ในชีวิตประจำวันที่ไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่ชัดเจนในทางเศรษฐกิจด้วย เช่น งานบ้าน งานอดิเรก ในแง่นี้เอง คนไทยในสังคมดั้งเดิมจึงบ่มเพาะไว้ซึ่งความคิดที่ว่า “งานเป็นเล่น เล่นเป็นงาน” และยิ่งไปกว่านั้นแม้แต่ในกิจกรรมงานอาชีพ คนไทยก็ยังใช้ “เล่น” เป็นเครื่องมือช่วยลดความตึงเครียดของการทำงานหนัก เช่น การร้องเพลงเกี่ยวข้าวหรือตั้งวงเล่นเต้นกำรำเคียวขณะทำงานลงแขกในฤดูเก็บเกี่ยว
จากข้อความข้างต้นนี้ทำให้เห็นว่าเวลาสำหรับเรื่องเล่นมีความสำคัญไม่แพ้เวลางาน เพราะสามารถช่วยลดความตึงเครียดจากการทำงานได้ อย่างไรก็ตามในปัจจุบันเราไม่อาจใช้เวลางานมาทำเรื่องเล่นได้ตลอดเหมือนดังอดีตแล้ว ดังนั้นเวลาที่สามารถทำได้จึงเหลือเพียงเวลาว่าง Eugene T. Lies (1933 อ้างถึงใน ชีฟเวอร์, เจ.เอส., 2543, น.323) ถือคำจำกัดความตามพจนานุกรมของคำว่า “เวลายามว่าง” คือ ความเป็นอิสระจากงานอาชีพหรือจากธุรกิจที่จำเป็น และชีฟเวอร์, เจ.เอส. (2543, น.322) ได้กล่าวว่า เวลายามว่างควรถือเป็นเวลาที่ปราศจากความซ้ำซากและน่าเบื่อในการประกอบอาชีพ เป็นเวลาเพื่อการศึกษา เป็นเวลาที่ใช้ในการเรียนรู้ประโยชน์ต่าง ๆ ซึ่งเวลาว่างจะสามารถก่อให้เกิดขึ้นได้ นันทนาการซึ่งเป็นการแสดงพฤติกรรมอย่างหนึ่งของมนุษย์ก็อาจบังเกิดผลในระหว่างที่ใช้เวลายามว่างนั้น เนื่องจากเป็นสิ่งรวมระหว่างสุนทรียภาพกับธุรกิจเข้าด้วยกัน โดยอาศัยจิตวิญญาณแห่งการแสดงออกซึ่งตัวเอง
นอกจากนี้กุสุมา พูลเฉลิม และมานพ ชูนิล (2557) ได้ศึกษาพฤติกรรมการใช้เวลาว่างในที่ทำงานและสัมพันธภาพระหว่างเพื่อนร่วมงานที่พยากรณ์ความสุขในการทำงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรีและจังหวัดปทุมธานี พบว่าพฤติกรรมการใช้เวลาว่างในที่ทํางานมีความสัมพันธ์กับความสุขในการทํางานของบุคลากรอยู่ในระดับมาก อันสอดคล้องกับโครงการสร้างเสริมคุณภาพชีวิตคนทํางานจังหวัดชลบุรี ที่ได้จัดทําคู่มือความสุข 8 ประการในการทำงาน Happy Work Place ซึ่งองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องก็คือ Happy Relax (ผ่อนคลาย) โดยกล่าวว่าหากคนทำงานไม่รู้จักผ่อนคลายต่อการแก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตจะนำไปสู่ความเครียดทั้งร่างกายและจิตใจที่มากขึ้น ส่งผลให้ปราศจากความสุขในการดำเนินชีวิตและการทำงาน สิ่งเหล่านี้สร้างปัญหาให้กับสถานประกอบการ เพราะความสามารถและประสิทธิภาพในการทำงานของคนทำงานลดลง ผลผลิตที่ได้ลดลง เพื่อให้ได้ผลผลิตตามเป้าหมายทางสถานประกอบการจึงต้องพยายามนำเอามาตรการและวิธีการต่าง ๆ มาใช้ในการผลิต สุดท้ายเมื่อคนทำงานไม่สามารถรับสภาพการทำงานได้ ทำให้มีการลาออก เปลี่ยนงาน ก่อให้เกิดความสูญเสียมากมายทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณการผลิต เช่น ค่าใช้จ่ายในการหาคนทำงานทดแทนและฝึกอบรมก่อนทำงาน โอกาสในการผลิตที่ควรจะได้ หากสถานประกอบการมีมาตรการประเมินความเครียด และมาตรการผ่อนคลายต่าง ๆ เช่น กิจกรรมบันเทิงหรือพักผ่อนเวลาพัก จะช่วยลดความเหนื่อยล้าและความเครียดในการทำงาน ซึ่งสอดคล้องกับกรมสุขภาพจิต (2562) ที่กล่าวว่า
ความเครียดที่แฝงตัวมากับหน้าที่ที่รับผิดชอบส่งผลให้สุขภาพจิตใจนั้นย่ำแย่และเป็นต้นตอที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพกายอีกมากมาย ดังนั้นการผ่อนคลาย เช่น การออกกำลังกาย การหาเวลาพักผ่อน การพูดคุยกับคนใกล้ชิด ฯลฯ สามารถช่วยลดระดับความเครียดและเพิ่มคุณภาพการทำงานได้
ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่ควรก้มหน้าก้มตาทำงานเพียงอย่างเดียว แต่ควรหาเวลาว่างเพื่อปลดปล่อยอารมณ์ ลดความกดดัน และผ่อนคลายให้หายเหนื่อยจากการทำงานบ้าง โดยกิจกรรมที่เราใช้ในเวลาว่างอาจเป็นสิ่งที่เราเห็นว่ามีสาระหรือไม่มีสาระอย่างการเล่นก็ได้ เพราะจุดประสงค์หลักของเวลานี้คือการทำกิจกรรมเพื่อให้เราผ่อนคลายจากความเครียดให้มากที่สุด และความสำคัญของการใช้เวลาว่างเพื่อการผ่อนคลายนี้ได้เคยปรากฏเป็นนโยบายของรัฐบาลสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามมาก่อนแล้ว เนื่องจากในสมัยนั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ประชาชนอดอยาก เครียด และต้องคอยหลบระเบิดจากภาวะสงครามนี้ จึงเกิดการกำหนดให้เอาการร้องรำทำเพลงมาบำรุงขวัญราษฎรเพื่อมิให้รู้สึกหวาดหวั่นทุกข์ร้อนจนเกินไป หน่วยงานรัฐถึงขนาดกำหนดให้วันพุธครึ่งวันหยุดราชการมารำวง จนทำให้การรำวงเป็นที่นิยม อันเป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่าการบำรุงขวัญราษฎรนั้นประสบความสำเร็จ ผลพลอยได้ก็คือทำให้ญี่ปุ่นเองก็เห็นว่าคนไทยไม่ได้วิตกกังวลอะไรกับการยึดบ้านยึดเมืองในครั้งนั้น และช่วยลดความตึงเครียดให้กับทั้งสองฝ่าย (ปรามินทร์ เครือทอง, 2562)
ดังนั้นเมื่อเราเห็นว่าการใช้เวลาว่างสำคัญขนาดนี้แล้ว ก็อย่าลืมหาเวลาว่างเพื่อผ่อนคลายกันด้วยนะคะ
บรรณานุกรม
กรมสุขภาพจิต. (28 มิถุนายน 2562). ฝึกลดเลเวลความเครียด เพิ่มคุณภาพการทำงาน. https://dmh.go.th/news-dmh/view.asp?id=29776
กุสุมา พูลเฉลิม และมานพ ชูนิล. (2557). พฤติกรรมการใช้เวลาว่างในที่ทำงานและสัมพันธภาพระหว่างเพื่อนร่วมงาน ที่พยากรณ์ความสุขในการทำงานของบุคลากร. วารสารจันทรเกษมสาร. 20(39), 99–108. สืบค้นจาก https://li01.tci-thaijo.org/index.php/crujournal/article/view/28844
ชีฟเวอร์, เจ.เอส. (2543). ความคิดเห็นต่าง ๆ เกี่ยวกับเวลาว่างและนันทนาการ: การวิเคราะห์เชิงวิจารณ์. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ.
ปรามินทร์ เครือทอง. (17 เมษายน 2562). “รำวง” อาวุธของจอมพล ป. ที่ใช้รับมือญี่ปุ่น สู่ภาคปฏิบัติ หยุดราชการครึ่งวันมารำวง?. https://www.silpa-mag.com/culture/article_31303
สมสุข หินวิมาน. (2558). ว่างยังวุ่น: ชนชั้น เพศสภาพ และเวลาว่างของผู้หญิง. กรุงเทพฯ: พารากราฟ.

