หากพิจารณาในบริบทของสังคมไทย “นรก” ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ในความเชื่อทางศาสนาเท่านั้นหากแต่เป็น “วาทกรรมเชิงอำนาจ” ที่แทรกซึมและเข้าไปกำกับการดำเนินชีวิตของบุคคลอย่างแยบยล ความเชื่อเรื่องนรกกลายเป็นกลไกสำคัญในการผลิตและธำรงระเบียบวินัยของบุคคลในชีวิตประจำวัน ทั้งด้านพฤติกรรมและความคิด ผ่านการสร้างภาพความน่าหวาดกลัว/น่าเกรงกลัวควบคู่ไปกับการสร้างกรอบความคิดเรื่องทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำบุญ ทำทาน รักษาศีลด้วย
ในทางพระพุทธศาสนา ภาพของ “นรก” ถูกประกอบสร้างให้เชื่อมโยงกับผลแห่งกรรมหรือการกระทำของบุคคล และมีมิติเชิงพื้นที่ซึ่งถูกสร้างในจินตนาการ โดยเป็นพื้นที่แห่งการลงทัณฑ์อันเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน ไร้ทางหลีกหนี และต้องเวียนว่ายอยู่กับความเจ็บปวดอยู่อย่างนั้นของผู้ที่ทำอกุศลกรรม ทั้งยังเป็นพื้นที่ตัดสินทางศีลธรรม ด้วยการจัดจำแนกมนุษย์ตามผลแห่งกรรม โดยยืนยันตรรกะว่าหากทำอะไรไว้จะได้ผลตอบแทนเช่นนั้น เช่น คนทำดีจะได้ขึ้นสวรรค์ ส่วนคนทำชั่วจะตกนรก ในกระบวนการนี้ ผู้ที่อยู่ในนรกถูกลดทอนสถานะเป็น “สัตว์นรก” อันเป็นการตอกย้ำเส้นแบ่งระหว่างคนดีที่ควรได้ขึ้นสวรรค์กับคนชั่วที่ต้องได้รับโทษทัณฑ์อย่างชัดเจน ประเด็นดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า แนวคิดเรื่องนรกตั้งอยู่บนกรอบวิธีคิดแบบคู่ตรงข้าม (binary opposition) ระหว่าง “ความดี” กับ “ความชั่ว” อย่างเข้มข้น
แนวคิดเรื่อง “นรก” มิได้ดำรงอยู่เพียงในฐานะความเชื่อทางศาสนา หากยังปรากฏในการใช้ภาษาในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการใช้ภาษาเชิงเปรียบเทียบที่หยิบยืมแนวคิดเรื่อง “นรก” มาเปรียบเทียบหรือเป็นสัญลักษณ์แทนประสบการณ์ ความรู้สึก หรือสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความทุกข์ ความกดดัน และความเลวร้าย
บทความนี้ผู้เขียนขอชวนคิดเกี่ยวกับแนวคิดและการใช้คำว่า “นรก” ในบริบทสังคมไทย โดยผู้เขียนมองว่า คำว่า “นรก” มักถูกใช้ใน 2 มิติอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ นรกในฐานะความเชื่อทางศาสนาและนรกในเชิงเปรียบเทียบ
“นรก” ในฐานะความเชื่อทางศาสนา คือการใช้นรกเป็นเครื่องมืออธิบายผลแห่งกรรมอย่างเป็นรูปธรรม ในที่นี้ ผู้เขียนจะขออธิบายจากวรรณคดีเรื่องไตรภูมิพระร่วงหรือไตรภูมิกถา ของพญาลิไทย กษัตริย์องค์ที่ 5 แห่งกรุงสุโขทัย นิพนธ์ขึ้นราว พ.ศ. 1888 ซึ่งมีเนื้อความหลักช่วงต้นกล่าวถึงนรกภูมิไว้อย่างละเอียดลออ และสะท้อนโลกทัศน์และระบบความเชื่อของสังคมไทยอย่างน่าสนใ
ในไตรภูมิพระร่วง “นรก” ถูกสร้างให้เป็นสถานที่ที่มีโครงสร้างชัดเจน มีรั้วรอบขอบเขต มีอำนาจปกครองและมีกระบวนการยุติธรรมรองรับ คือ มีพญายมราชเป็นใหญ่ปกครองอยู่ มียมบาลเป็นผู้ควบคุมสัตว์นรก สัตว์นรกจะถูกตัดสินโดยพิจารณาจากผลของการกระทำ หากทำดีจะได้ไปยังสวรรค์ หากทำชั่วยมบาลจะพาไปยังนรก ซึ่งให้ภาพการตัดสินเชิงศีลธรรมไปพร้อมกับฉายความน่าหวาดกลัวของนรกภูมิ
ไตรภูมิพระร่วง พรรณนานรกภูมิไว้อย่างชัดเจนว่าแบ่งนรกออกเป็น 8 ขุมใหญ่ ซึ่งอยู่ภายใต้แผ่นดิน นรกชั้นล่างสุดเรียกว่า อเวจีนรก ในขุมนรกไม่มีที่ว่างเปล่า เต็มไปด้วยสัตว์นรกเบียดเสียดกันอยู่ มีไฟนรกลุกโชนตลอดเวลา นรกใหญ่นี้ล้อมรอบด้วย นรกบ่าว 16 ขุม และมียมโลกอีก รวมทั้งสิ้นได้ 456 ขุม นอกจากนี้ ยังมีโลกันตนรกซึ่งตั้งอยู่นอกกำแพงจักรวาลด้วย[1] ภาพของนรกภูมินี้ไม่ได้เป็นเพียงคำบรรยาย แต่ยังสะท้อนการตอกย้ำวาทกรรมความเชื่อว่า ผลกรรมมีอยู่จริงและไม่มีทางหลีกหนี สัตว์นรกต้องเสวยทุกข์จากบาปของตนจนกว่าจะสิ้นกรรม
เป็นที่น่าสังเกตว่า กรอบความคิดแบบคู่ตรงข้ามยังคงเข้มข้นและมีหน้าที่ขับเน้นให้ภาพอบายภูมิเป็นภาพที่ตรงข้ามกับสุคติภูมิอย่างสุดขั้ว ดังจะเห็นว่า นอกจากไตรภูมิจะเล่าเรื่องนรกภูมิแล้วยังเล่าถึงสวรรค์อย่างละเอียด ซึ่งเป็นกลวิธีการเปรียบเทียบเชิงสุดขั้วเพื่อแยกนรกกับสวรรค์ออกจากกัน โดยให้ภาพว่าในขณะที่ผู้ทำชั่วต้องทนทุกขเวทนาอย่างแสนเข็ญชั่วกัปชั่วกัลป์ ผู้ทำดีจะได้ไปเป็นเทพเทวดาได้รับความสุขเกษมอย่างเปรียบมิได้เช่นกัน การขับเน้นภาพตรงกันข้ามนี้ สัมพันธ์กับการเข้าไปกำกับพฤติกรรมของบุคคลให้ทำความดี ละเว้นความชั่ว
นอกจาก “นรก” จะเป็นความเชื่อทางศาสนาแล้ว ยังมีนัยทางการเมืองการปกครอง ด้วยการให้บุคคลควบคุมตนเองจากความคิดความรู้สึกภายใน ทำให้เกิดการเกรงกลัวที่จะทำชั่ว แม้ไม่มีใครเห็น เพื่อความสงบเรียบร้อย และยังให้ภาพว่า ความยุติธรรมจะเกิดขึ้นเสมอ ซึ่งเป็นดังการเยียวยาจิตใจบุคคลและเป็นกลไกควบคุมทางศีลธรรมไปพร้อมกัน ในที่นี้ การใช้อำนาจจึงไม่ได้มาจากการบังคับทางตัวบทกฎหมายหรือในทางกายภาพเพียงอย่างเดียว หากแต่มาจากอิทธิพลความเชื่อที่แฝงฝังอยู่ในจิตใจและมีอำนาจในการสร้างระเบียบวินัยการประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวัน
ส่วน “นรก” ในเชิงเปรียบเทียบ เป็นการเปรียบเทียบกับผู้ที่ตกอยู่ในสภาวะความทุกข์ทั้งจากทางกายและทางใจที่มนุษย์สามารถเผชิญได้ในชีวิตประจำวัน หรือสื่อถึงประสบการณ์ความทุกข์ที่หนักหน่วงจนรู้สึกเหมือนถูกลงโทษ ไม่ได้หมายถึงการไปรับโทษทัณฑ์ในโลกหลังความตายอย่างที่ปรากฏในไตรภูมิ
นรก ในเชิงเปรียบเทียบปรากฏการใช้ในภาษาหลายลักษณะ เช่น การใช้ในสำนวนไทย เช่น “สวรรค์ในอก นรกในใจ” ชี้ให้เห็นว่าสุขทุกข์เกิดจากภายในจิตใจ “ตกนรกทั้งเป็น” เปรียบถึงความทุกข์แสนสาหัสในชีวิตจริง เป็นต้น การใช้แทนการพรรณนาสภาพแวดล้อม เช่น “ร้อนเหมือนนรก” แสดงถึงอากาศที่ร้อนจัด หรือ “ที่นี่นรกมาก” หมายถึงที่ที่มีความอึดอัด ไม่สบาย เป็นต้น การใช้พูดเชิงเปรียบเทียบ เช่น “อยู่ต่อไปก็เหมือนตกนรกอเวจี” และ “ตกนรกโลกันต์” เป็นการขยายภาพความทรมานให้รุนแรงยิ่งขึ้นผ่านการเปรียบเทียบ เป็นต้น หรือการใช้แทนความรู้สึกด้านลบหรือความทุกข์ใจ เช่น “งานนี้นรกชัด ๆ” หมายถึงงานหนัก งานที่ทำให้เกิดความเครียด “นรกบนดิน” แทนความรู้สึกทุกข์ใจกับสิ่งที่เผชิญอยู่ เป็นต้น นอกจากนี้ คำว่า นรก ยังใช้เป็นคำด่าทอต่อว่า เช่น “ไปลงนรกซะไป” หรือ “ทำแบบนี้ นรกจะกินหัว” หรือการใช้เรียกคนเลวว่า “สัตว์นรก” เป็นต้น
ในที่นี้ คำว่า “นรก” ได้ถูกเลื่อนความหมายจากสถานที่ลงโทษทัณฑ์ผู้ประพฤติอกุศลกรรมหลังความตาย มาสู่การเปรียบเทียบกับประสบการณ์อันเลวร้ายหรือการเผชิญความทุกข์ในชีวิตประจำวัน
เป็นที่น่าสังเกตว่า การใช้คำว่า “นรก” ในภาษานั้น เป็นการหยิบยืมความหมายมาจากความเชื่อทางศาสนา โดยยังคงใช้ในความหมายเชิงลบเพื่อสื่อความถึงความทุกข์ ความเจ็บปวด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องทางอารมณ์ความรู้สึกเกือบทั้งสิ้น อย่างไรก็ดี การใช้ในภาษาส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นการตัดสินว่าบุคคลนั้นทำชั่วหรือไม่ แต่มักเป็นการเปรียบเทียบกับประสบการณ์อันเลวร้ายมากกว่า
เมื่อพิจารณาแนวคิดเรื่อง “นรก” ในฐานะวาทกรรมเชิงอำนาจ จะเห็นว่าไม่ได้ดำรงอยู่เพียงแต่ในความเชื่อเท่านั้น หากแต่ถูกผลิตซ้ำและตอกย้ำความหมายผ่าน “ภาษา” ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน และภาษาในวรรณกรรม ซึ่งยังคงมีอิทธิพลต่อการประพฤติปฏิบัติของบุคคลอยู่เสมอ นอกจากนี้ ยังปรากฏอยู่ในภาษาภาพในงานศิลปกรรม เช่น สมุดภาพไตรภูมิ หรือภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนภาพนรกสวรรค์ ซึ่งถือเป็นการถอดภาษาที่เป็นลายลักษณ์และความเชื่อที่เป็นความคิดความรู้สึกให้กลายเป็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ภาษาต่าง ๆ เหล่านี้ จึงเป็นเครื่องมือที่ทำให้วาทกรรมความเชื่อเรื่องนรกดำรงอยู่และมีอิทธิพลในสังคม
การใช้คำว่า “นรก” ในสังคมไทย จึงเป็นมากกว่าการสื่อสารความหมายทั่วไป โดยเป็นการหล่อหลอมพฤติกรรม ความคิด และความรู้สึกของผู้คนต่อกรอบ “ความดี – ความชั่ว” และผลของการกระทำอย่างแนบเนียน ทั้งยังเป็นกลไกควบคุมบุคคลทั้งกายกรรม มโนกรรม และวจีกรรม อาจกล่าวได้ว่า ภาษาเป็นเครื่องมือในการรองรับและขับเคลื่อนแนวคิดเรื่อง “นรก” ผ่านการใช้ในชีวิตประจำวันและพื้นที่ทางวัฒนธรรมต่าง ๆ
ในที่นี้ แนวคิดเรื่อง “นรก” จึงสะท้อนให้เห็นค่านิยมและโครงสร้างทางความคิดของสังคมไทยอย่างน่าสนใจ
แหล่งข้อมูล
[1] ดูเนื้อหาไตรภูมิกถาเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ https://vajirayana.org

