เราเคยมองว่างานวิเทศสัมพันธ์นั้นเป็นการนำพามหาวิทยาลัยของเราไปสู่โลกภายนอก เพื่อสร้างการรับรู้และขยายเครือข่ายความร่วมมือในระดับนานาชาติ
ในบทบาทของผม แม้จะถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับ “ต่างประเทศ” เป็นหลัก แต่ในความเป็นจริง งานวิเทศสัมพันธ์ในวันนี้ไม่ได้จบอยู่เพียงการเชื่อมโยงกับโลกภายนอก หากแต่เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการ “ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของมหาวิทยาลัยจากภายใน”
คำถามสำคัญจึงเริ่มเปลี่ยนไป ภายใต้ข้อจำกัดที่นักศึกษาส่วนใหญ่ยังไม่มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศ เราจะทำอย่างไรให้พวกเขาสามารถ “เป็นพลเมืองโลก” (Global Citizen) และพร้อมก้าวสู่ความเป็นมืออาชีพในระดับสากลได้
ความเป็นสากล ไม่ควรเป็นโอกาสของบางคน แต่ต้องเป็นโครงสร้างของทุกคน
จาก “โอกาสของบางคน” สู่ “โครงสร้างของทั้งมหาวิทยาลัย”
Internationalisation at Home ไม่ใช่เพียงแนวคิดทางเลือก แต่กำลังกลายเป็นแกนกลางของการพัฒนาอุดมศึกษาในหลายประเทศ เพราะความเป็นสากลนั้นไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงนักศึกษากลุ่มเล็ก ๆ ที่ มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศ แต่ควรเป็น “ประสบการณ์พื้นฐาน ”ของนักศึกษาทุกคน
สำหรับผม นี่คือการเปลี่ยน mindset ที่สำคัญที่สุด จากการ “พาคนออกไปสู่โลก” ไปสู่การ “นำโลกเข้ามาอยู่ในมหาวิทยาลัย”
การสร้างความเป็นสากลสามารถเริ่มต้นได้จาก “ห้องเรียน”
Internationalisation at Home ไม่ได้เกิดจากกิจกรรมเพียงไม่กี่ครั้ง แต่ต้องเริ่มจาก “โครงสร้างหลัก” ของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะหลักสูตร เนื้อหาที่สอนสะท้อนบริบทโลกหรือไม่ นักศึกษาได้เรียนรู้จากมุมมองที่หลากหลายเพียงใด และมีการเชื่อมโยงกับผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศอย่างไร
การเชื่อมพันธมิตรระหว่างประเทศจึงไม่ควรเป็นเพียงการแลกเปลี่ยน แต่ต้องถูก “ออกแบบ” ให้เข้าไปอยู่ในกระบวนการเรียนรู้ นำไปสู่การจัดทำ Action Plan ที่ชัดเจนในมุมที่เป็น Outcome-Driven ว่าความร่วมมือแต่ละรายการจะสร้างผลลัพธ์อะไร และเชื่อมโยงกับการเรียนการสอนอย่างไร
ความเป็นสากลจึงไม่ควรถูกมองเป็นกิจกรรมเสริม หรือเพียงการตอบตัวชี้วัด แต่ต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการเรียนรู้ เช่น การเชิญผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศมาร่วมสอน การจัด virtual exchange การออกแบบ joint classroom หรือ co-teaching รวมถึงการผลักดัน inbound student ให้มีบทบาทในห้องเรียนอย่างแท้จริง
อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือ Visiting Professor การดึงผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ซึ่งไม่เพียงสร้างประสบการณ์ให้กับนักศึกษา แต่ยังช่วยยกระดับมุมมองของอาจารย์และระบบการเรียนรู้โดยรวม
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ท้าทายมากกว่าการ “ทำให้เกิด” คือการ “ทำให้เชื่อมกัน”
ผมมองว่าปัจจุบัน แม้จะมีกิจกรรมความร่วมมือจำนวนมากซึ่งเป็นสิ่งที่ดี แต่ยังไม่สามารถสะสมให้เกิดเป็นพลังเชิงระบบ (systemic impact) ที่ส่งผลต่อมหาวิทยาลัยในระยะยาวได้อย่างชัดเจน ความร่วมมือจำนวนไม่น้อยยังคงขับเคลื่อนในลักษณะระยะสั้น ขาดการออกแบบในเชิงยุทธศาสตร์ระยะกลางและระยะยาว
ดังนั้น โจทย์สำคัญของงานวิเทศสัมพันธ์ในวันนี้ไม่ใช่การเพิ่ม “จำนวน” ความร่วมมือ แต่คือการออกแบบให้ทุกความร่วมมือเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบและสามารถสะสมผลลัพธ์จนกลายเป็น “การเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้าง” ของมหาวิทยาลัยได้จริง
ในทางปฏิบัติ เราเริ่มทำงานร่วมกับคณะและวิทยาลัยอย่างใกล้ชิด เชื่อม MOU ไปสู่ Action Plan ที่ชัดเจน ว่าความร่วมมือจะนำไปสู่กิจกรรมอะไร เชื่อมกับหลักสูตรใด และสร้างผลลัพธ์ในมิติใดของมหาวิทยาลัย รวมถึงเราเริ่มใช้ตัวชี้วัดที่สะท้อน “ผลลัพธ์จริง” เพื่อประเมินว่าความร่วมมือที่มีอยู่กำลังสร้างคุณค่าได้จริงหรือไม่ สิ่งนี้ทำให้การ “Go Global” ไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์แต่เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นจริงในระบบของมหาวิทยาลัย
ในท้ายที่สุด เรามองบทบาทของตนเองไม่ใช่เพียงผู้ประสานงาน แต่เป็น “ทูตของมหาวิทยาลัย” ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อ ประสาน และออกแบบระบบความร่วมมือ เพื่อสร้างพันธมิตรที่ยั่งยืนและคุณค่าในระยะยาว
เราไม่ได้เพียงพามหาวิทยาลัยไปสู่โลก แต่กำลังพา “โลก” กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัย
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

