หลาย ๆ ครั้งพอเอ่ยถึงคำว่า “พิพิธภัณฑ์” หลายคนก็อาจจะเริ่มหาว หรืออาจนึกถึงคาบเรียนประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยตัวเลขปีพุทธศักราชที่แสนน่าเบื่อ ต้องท่องจำบุคคลและสถานที่สำคัญที่จำยากพอ ๆ กับสูตรแคลคูลัส หรือยิ่งไปกว่านั้นอาจทำให้รู้สึกเหมือนถูกบังคับให้เข้าใจก้อนอิฐก้อนปูนที่ดูไม่ออกว่าสวยตรงไหน แต่วันนี้ ผู้เขียนไม่ได้ชวนมาเรียนประวัติศาสตร์หรอกครับ แต่อยากจะพาทุกท่านมา “หลงทาง” ไปด้วยกัน ในที่ที่เก็บความลับของภูมิปัญญาและความสร้างสรรค์อันชาญฉลาดของมนุษย์เอาไว้ เพราะบางทีความลับของ งานศิลปะ มักจะซ่อนอยู่ในจังหวะที่ยอมรับโดยตรงว่า “เราไม่รู้อะไรเลย”แต่กลับทำให้หัวใจของเราเริ่มขยับใกล้ชิดกับจิตวิญญาณของงานชิ้นนั้นมากกว่าความรู้ที่อักษรบนแผ่นป้ายเคยทำได้...และนี่แหละอาจเรียกว่า “จุดเริ่มต้นของความอยากรู้ที่จะเดินทางเพื่อเรียนรู้”
ลองจินตนาการดูนะครับ...ท่ามกลางห้องโถงกว้างที่มีทางเดินยาวสุดสายตา พร้อมแสงไฟที่สาดส่องแตะลงผิวสัมผัสของวัตถุที่ยืนหยัดผ่านกาลเวลามานับร้อยปี เราลองเริ่มก้าวเท้าแรกไปพร้อม ๆกัน เสียงเท้าที่กระทบพื้นดังกังวานท่ามกลางความเงียบของพิพิธภัณฑ์..ใช่แล้วครับนี่คือ “สัญญาณเริ่มต้นของการเดินทางที่แท้จริง”
เชื่อไหมครับว่า...รูปแกะสลักหินที่แตกหักไปครึ่งท่อนที่อยู่ตรงหน้าเรา ครั้งหนึ่งเคยถูกสลักด้วยมือที่สั่นเทาของช่างเพื่อต้องการรังสรรค์งานให้ออกมาวิจิตรมากที่สุด หรือรอยนิ้วมือบนเครื่องปั้นดินเผา ที่อาจเป็นรอยนิ้วมือของเด็กซน ๆ มาแตะเล่นตอนที่ยังไม่แห้ง หรืออาจสื่อถึงลายเซ็นต์ของช่างที่การันตีฝีมือของตนเองก็เป็นได้ ดังนั้น ประวัติศาสตร์ที่แท้จริงคงไม่ใช่เพียงเรื่องของ “ปีที่สร้าง” แต่เป็นเรื่องของ “ความรู้สึก” ที่คนรุ่นก่อนฝากไว้ให้ดูต่างหน้า ถ้าเบื่อการจำเรื่องยุคสมัย ลองทิ้งตำราไว้ที่บ้านแล้วใช้หัวใจ “แอบมอง” ชีวิตมนุษย์รุ่นพี่ (ที่เกิดมานานมาก) ผ่านวัตถุต่าง ๆ ภายในพิพิธภัณฑ์ดู บางทีอาจจะพบว่า...เรื่องที่สนุกที่สุดในโลก ไม่ได้อยู่ใน Netflix แต่อาจซ่อนอยู่เบื้องหลังบานกระจกที่จัดแสดงในแต่ละบานก็ได้
ลองขยับมาใกล้ ๆ ตู้กระจกจัดแสดงอีกนิด...ลองจินตนาการวัตถุที่อยู่ตรงหน้าคือ “แหวนทองคำหัวพลอย” ที่อาจมีรอยบุบ หากดูประวัติศาสตร์บนป้ายจัดแสดงอาจบอกเพียงแค่ว่า “เครื่องประดับสมัยอยุธยาตอนต้น ทำจากทองคำแท้ ...” เท่านั้น และเราอาจจะลืมไปหลังจากเดินผ่าน แต่ลองเปลี่ยนมุมมองการคิดใหม่ ลองจินตนาการดูว่า แหวนวงนี้ที่ถูกทำขึ้นด้วยความสวยงามนั้น อาจเกิดจากช่างละเมียดละไมในการทำเนื่องด้วยอาจเป็นของขวัญชิ้นแรกที่อาจมอบแด่สาวคนรัก หรืออาจเกิดจากความศรัทธาอันแรงกล้าต่อพุทธศาสนา จึงสร้างแหวนดังกล่าวอย่างพิถีพิถันจากเบี้ยหวัดที่เก็บหอมรอมริบมาทั้งปี “...แค่เปลี่ยนมุมมอง “อุณหภูมิ” การเยี่ยมชมก็เปลี่ยนไปด้วยใช่ไหมครับ...” และนี่คือเสน่ห์ของการหลงทางในพิพิธภัณฑ์แบบไม่ต้องพกความรู้มาเต็มกระเป๋า เพราะในรอยร้าวของวัตถุ หรือความซีดจางของสีที่เขียน มันมี “เรื่องราวและความเป็นมนุษย์” ซ่อนอยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ของเก่าที่ตายแล้ว แต่เป็น “จดหมายที่ยังส่งไม่ถึง” ของคนรุ่นพี่ในอดีตที่สื่อถึงช่วงอารมณ์ขณะหนึ่งทั้งสุข ทุกข์ ดีใจ และเสียใจ โดยระบายผ่านวัตถุต่าง ๆ เพื่อให้ผู้รับสารในปัจจุบันได้รับรู้เป็นได้
สุดท้ายแล้ว...พิพิธภัณฑ์อาจไม่ใช่สถานที่เก็บรักษาสิ่งของที่ตายแล้ว แต่มันคือ “กล่องเก็บความทรงจำ” ของมนุษยชาติที่ยังมีลมหายใจอยู่เสมอ การเดินทางเข้าไปโดยมือเปล่า ไม่มีความรู้ทางวิชาการ ไม่ได้แปลว่า สอบตกวิชาประวัติศาสตร์ แต่เป็นการอนุญาตตัวเองให้กลายเป็นคนขี้สงสัยอีกครั้ง ได้ลองมองดูรอยแยกของอิฐเก่าและจินตนาการถึงหยาดเหงื่อและศรัทธาของช่าง หรือลองจ้องมองที่นัยน์ตาของรูปปั้นที่ไม่รู้จักด้วยซ้ำว่าเป็นใคร แต่กลับเห็นความลึกซึ้งในแววตานั้นได้เป็นอย่างดี ในโลกที่ทุกอย่างหมุนเร็วและเต็มไปด้วยข้อมูลที่ต้องย่อยจนล้นสมอง ผู้เขียนเลยอยากชวนผู้อ่านลองไป “หลงทาง” ในความเงียบสักครั้ง ไปลองนั่งสบตากับประวัติศาสตร์แบบตัวต่อตัว และจะพบความลับที่สำคัญที่สุดคือ บรรดาวัตถุโบราณกว่าพันชิ้นที่จัดแสดงเรียงรายอยู่นั้น มันมีเศษเสี้ยวของ “ความรู้สึก” ที่อาจตรงกับหัวใจของเราในตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นความเหงา ความรัก หรือความภาคภูมิใจ และนี่แหละคือ วินาทีที่ประวัติศาสตร์จะกลายเป็นเรื่องของคุณอย่างแท้จริง
แล้วสุดสัปดาห์นี้...คุณพร้อมจะไปหลงทางเพื่อไปเรียนรู้แล้วหรือยังครับ?

