logo
อาจารย์ ดร.สุวิทย์ คงสงค์
20 เมษายน 2569

พลังนักสังคมศาสตร์กับการกล้าชนเผือกร้อนเพื่อทวงคืนสิทธิชุมชน บทเรียนและประสบการณ์ตรงจาก อาจารย์ ดร.สุวิทย์ คงสงค์

981 อ่าน
1 แชร์

กลับมาพบกันอีกครั้งกับการแบ่งปันประสบการณ์บนเส้นทางการทำงานวิจัย

จากบทความก่อนหน้าที่เราได้พูดคุยกันถึงการเปลี่ยนวิธีคิด การมองปัญหาเชิงระบบแบบ “มองช้างทั้งตัว” และเสน่ห์ของการนำเสนอแบบพรรณนา (Description) ที่ช่วยปลดล็อคข้อจำกัดจนสามารถเข้าถึงแหล่งทุนวิจัยขนาดใหญ่ได้นั้น

วันนี้ผมอยากจะขยายความถึง “เคล็ดลับ” อีกประการหนึ่งที่เป็นแก่นแท้และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้งานวิจัยสายสังคมศาสตร์ของเรามีความโดดเด่น ทรงพลัง และสามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนในระดับนโยบายได้ ปัจจัยที่ว่านั้น คือการ “กล้าหยิบยกประเด็นปัญหาที่รุนแรงและท้าทาย” หรือที่ผมมักจะเรียกว่า “Hot Issue” มาเป็นโจทย์วิจัย

บ่อยครั้งที่นักวิจัยหลายท่านมักจะเลือกทำโจทย์วิจัยที่ปลอดภัย (Play Safe) เป็นโจทย์กระแสหลักที่ตอบสนองต่อนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจ หรือเป็นงานวิจัยที่ทำเสร็จแล้วได้ผลตอบแทนเชิงพาณิชย์ทันที   งานเหล่านั้นอาจจะทำง่ายและเห็นตัวเลขกำไรชัดเจน แต่มันกลับไม่ใช่งานที่เข้าไปแก้ปัญหาความทุกข์ร้อนที่แท้จริงของประชาชน สำหรับผมแล้ว หากเราต้องการยกระดับคุณค่าของนักสังคมวิทยาให้เป็นที่ประจักษ์ เราต้องกล้าที่จะแตะปัญหาที่เป็น “เผือกร้อน” ปัญหาที่หมักหมม เรื้อรัง และมีผู้เสียผลประโยชน์จำนวนมากคอยกดทับไว้ไม่ให้ใครรับรู้

1. ย้อนรอย “ยุคทอง” ที่แลกด้วยน้ำตา: เบื้องหลังการละเมิดสิทธิในป่าคอนกรีต

ผมขออนุญาตยกตัวอย่างจากประสบการณ์ตรงของผมเอง ผมเคยทำวิจัยเรื่อง “การละเมิดสิทธิชุมชน” ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ระดับโครงสร้างที่ฝังรากลึกในสังคมไทยมายาวนาน ปัญหานี้สืบเนื่องมาตั้งแต่ยุคที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทยเติบโตแบบก้าวกระโดดในช่วงปี พ.ศ. 2525 เป็นต้นมา

ในยุคนั้น ภายใต้การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดูสวยหรู กลับมีการเพิกเฉยต่อกฎหมายการจัดสรรที่ดินอย่างรุนแรง ตามหลักการแล้ว เมื่อโครงการแล้วเสร็จ ผู้ประกอบการจะต้องส่งมอบพื้นที่ส่วนกลางและโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ให้กับนิติบุคคลเพื่อให้ลูกบ้านได้บริหารจัดการร่วมกัน แต่ในความเป็นจริง ผู้ประกอบการจำนวนมากกลับไม่ยอมส่งมอบ ซ้ำร้ายยังนำทรัพย์สินส่วนกลางเหล่านั้นไปแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว เปลี่ยนพื้นที่อยู่อาศัยให้กลายเป็น “พื้นที่แห่งความขัดแย้ง”

ลองจินตนาการดูได้ครับ เมื่อมีโรงงานมาตั้งอยู่กลางหมู่บ้านจัดสรร มีรถเทรลเลอร์วิ่งเข้าออกตลอดวันคืน มีมลพิษ ฝุ่นละออง และความไม่ปลอดภัยเกิดขึ้นกลางที่พักอาศัย สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร คำตอบคือ “ระบบอุปถัมภ์” เจ้าหน้าที่รัฐที่ควรตรวจสอบกลับละเลยการปฏิบัติหน้าที่ เพราะผู้ประกอบการบางรายคือนักการเมืองที่มีอำนาจและอิทธิพล ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างนี้เองที่ทำลาย “ทุนทางสังคม” และ “ทุนทางวัฒนธรรม” ของชุมชนไปจนแทบไม่เหลือชิ้นดี

ภาพที่ 1 โบรชัวร์แสดงให้เห็นถึงสภาพพื้นที่สาธารณะของชุมชนภายในโครงการหมู่บ้านเมื่อในอดีต
ภาพที่ 1 โบรชัวร์แสดงให้เห็นถึงสภาพพื้นที่สาธารณะของชุมชนภายในโครงการหมู่บ้านเมื่อในอดีต
ภาพที่ 2 การประชุมของคณะกรรมการจากหน่วยงานภาครัฐ เพื่อหารือและร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาโดยมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
ภาพที่ 2 การประชุมของคณะกรรมการจากหน่วยงานภาครัฐ เพื่อหารือและร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาโดยมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

2. เปลี่ยน “เผือกร้อน” ให้เป็น “โจทย์วิจัยที่ทรงพลัง”

ปัญหาการละเมิดสิทธิชุมชนในลักษณะนี้ที่ผมเรียกว่า “เผือกร้อน” (Hot Issue) เป็นปัญหาระดับโครงสร้างที่มีความขัดแย้งสูงและฝังรากลึกในสังคม ปัญหาเหล่านี้มักจะเกี่ยวพันกับระบบอุปถัมภ์ กลุ่มทุนขนาดใหญ่ หรือผู้ประกอบการที่เป็นนักการเมืองผู้มีอิทธิพล บุคคลเหล่านี้มักจะพยายามใช้อำนาจที่มีในการ “นั่งทับปัญหา” หรือกดทับความจริงเอาไว้ไม่ให้ใครกล้ามารื้อฟื้น เพราะหากเรื่องนี้ถูกเปิดโปง เขาจะได้รับผลกระทบและสูญเสียผลประโยชน์มหาศาล ด้วยเหตุนี้ จึงแทบไม่มีนักวิจัยคนไหนอยากเอาตัวเข้าไปเสี่ยง หรือกล้าหยิบยกเรื่องเหล่านี้มาทำเป็นโจทย์วิจัย

แต่สำหรับเราในฐานะนักสังคมวิทยา เราไม่ได้มองความขัดแย้งเป็นเรื่องที่ต้องหลีกหนี เราได้รับการฝึกฝนให้มองความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติและเป็น “พลวัตทางสังคม” ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และที่สำคัญ การเป็นกระบอกเสียงเพื่อเข้าไปแก้ไขความอยุติธรรม ทวงคืนทุนทางสังคมให้กับชุมชนที่ถูกละเมิด ถือเป็น “หน้าที่” และจิตวิญญาณสำคัญของวิชาชีพเรา

ผมมักจะย้ำเตือนกับทีมงานและลูกศิษย์อยู่เสมอว่า...

กุญแจสำคัญของการวิจัย คือการตีโจทย์ให้แตก นำเสนอโจทย์ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างแท้จริง และต้องกล้าหยิบยก Hot Issue ที่หมักหมมและแก้ปัญหาได้ยาก ซึ่งเป็นโจทย์ที่มักไม่มีใครกล้าทำมาศึกษา

การกล้าเข้าไปทำวิจัยในเรื่องที่คนอื่นพยายามหลีกเลี่ยง นี่คือการ “สร้างโอกาสทอง” ในการแสดงตัวตนและศักยภาพของศาสตร์ทางสังคมให้สังคมได้รับรู้ ในการทำงานพื้นที่แบบนี้ เราไม่ได้เดินเข้าไปสู้กับผู้มีอิทธิพลด้วยกำลังกำปั้น แต่เราสู้ด้วย “ระเบียบวิธีวิจัยทางวิทยาศาสตร์สังคม” ที่เรามีความเชี่ยวชาญ

เราใช้กระบวนทัศน์ทางสังคมศาสตร์และการสร้างเครื่องมือวิจัยที่มีความแม่นยำ มีความตรงภายในและความตรงภายนอกที่สามารถตรวจสอบได้ เข้าไปตีแผ่รากเหง้าของปัญหา โครงสร้างของระบบอุปถัมภ์ และอธิบายกระบวนการที่ทำให้เกิดความขัดแย้งเหล่านั้นอย่างเป็นระบบ มีความเป็นเอกภาพ (Unity) ตั้งแต่วัตถุประสงค์ไปจนถึงแนวคิดทฤษฎี เมื่อเรามีหลักฐานเชิงประจักษ์และระเบียบวิธีที่รัดกุม งานวิจัยของเราก็จะกลายเป็นอาวุธที่ทรงพลังและไร้ข้อโต้แย้ง ซึ่งสามารถนำไปใช้ปกป้องสิทธิของชุมชนได้อย่างแท้จริง

ภาพที่ 3 พื้นที่สาธารณะของชุมชน แสดงให้เห็นผลกระทบจากการที่มีรถบรรทุกวิ่งเข้าออกภายในหมู่บ้านตลอดทั้งวันและคืน
ภาพที่ 3 พื้นที่สาธารณะของชุมชน แสดงให้เห็นผลกระทบจากการที่มีรถบรรทุกวิ่งเข้าออกภายในหมู่บ้านตลอดทั้งวันและคืน
ภาพที่ 4 พื้นที่สาธารณะของชุมชน แสดงถึงการนำไปสร้างเป็นที่พักคนงานของบริษัท สร้างความเดือดร้อนให้สมาชิกหมู่บ้านและทำให้เกิดความกลัว เนื่องจากแรงงานส่วนใหญ่เป็นต่างด้าว
ภาพที่ 4 พื้นที่สาธารณะของชุมชน แสดงถึงการนำไปสร้างเป็นที่พักคนงานของบริษัท สร้างความเดือดร้อนให้สมาชิกหมู่บ้านและทำให้เกิดความกลัว เนื่องจากแรงงานส่วนใหญ่เป็นต่างด้าว

3. ปลดล็อค “Unity” สูตรลับการเขย่าวงการวิจัยระดับชาติ (วช.)

เมื่อผมตัดสินใจนำโจทย์วิจัย “การละเมิดสิทธิชุมชนโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ” นี้ไปนำเสนอโจทย์วิจัยต่อ ผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งบางท่านมาจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ผมรู้ดีว่าต้องทำให้งานวิจัยนี้สมบูรณ์แบบที่สุด สิ่งที่ทำให้งานชิ้นนี้โดดเด่นคือ “ความเป็นเอกภาพ (Unity)” ของตัวโครงร่างการวิจัย

ความเป็นเอกภาพที่ผมหมายถึงคือ ความรัดกุมที่ร้อยเรียงเป็นเนื้อเดียวกัน ตั้งแต่ “ชื่อเรื่อง” ที่สะท้อนปัญหาชัดเจน “นิยามศัพท์” ที่ครอบคลุมบริบทสิทธิชุมชน ไปจนถึง “ระเบียบวิธีวิจัย” ที่หนักแน่น เมื่อคณะกรรมการจาก วช. เห็นโครงสร้างที่แน่นหนาประกอบกับเนื้อหาที่เป็น Hot Issue ปรากฏว่า         ทางผู้ทรงคุณวุฒิบางท่านมาจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ วช. ไม่เพียงแต่อนุมัติโครงการ แต่ยังยกระดับงานของเรา โดยขอให้ผมขยายพื้นที่วิจัยเข้าสู่เขตกรุงเทพมหานคร พร้อมเพิ่มงบประมาณสนับสนุนให้อีก

เหตุผลที่ผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สนับสนุนให้ขยายพื้นที่ ก็เพราะนี่คือ การ “ปะทะ” กับปัญหาเชิงโครงสร้างที่สังคมกำลังรอการแก้ไขอยู่ มันไม่ใช่แค่งานวิจัยที่ทำเสร็จแล้วขึ้นหิ้ง  แต่มันคืองานวิจัยที่กล้าชนกับผู้มีอิทธิพล และทวงคืนความยุติธรรมให้กับประชาชนอย่างแท้จริง

บทสรุปทิ้งท้าย: ปลุกพลังนักสังคมศาสตร์... จงภูมิใจและกล้าที่จะสร้างตัวตน

ผมเข้าใจดีว่าในโครงสร้างระบบการวิจัยของประเทศปัจจุบัน ผลงานวิจัยและทิศทางการให้ทุนมักจะถูกขับเคลื่อนโดยสายวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์หรือวิทยาศาสตร์ประยุกต์เป็นหลัก บ่อยครั้งที่งานวิจัยด้านสังคมศาสตร์ของเรามักถูกมองว่าเป็นเรื่องนามธรรม จับต้องได้ยาก ทำให้หลายคนรู้สึกท้อแท้และคิดว่างานของเราไม่ได้รับความเชื่อถือเท่าที่ควร

แต่ผมอยากจะบอกท่านว่า “อย่าด้อยค่าวิชาชีพของเราเป็นอันขาด” เพราะแท้จริงแล้ว พวกเราคือ “นักวิทยาศาสตร์ทางสังคม” ที่มีระเบียบวิธีวิจัยที่เข้มแข็งและแม่นยำไม่แพ้ศาสตร์ใด ความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง ปัญหาความเหลื่อมล้ำ หรือการละเมิดสิทธิชุมชน สิ่งเหล่านี้คือปัญหาที่เปราะบางและมีพลวัตสูง  ซึ่งสมการทางคณิตศาสตร์หรือโครงสร้างทางวิศวกรรมเพียงอย่างเดียวไม่อาจแก้ไขได้

งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์อาจจะเก่งในการประดิษฐ์นวัตกรรมหรือสร้างผลิตภัณฑ์ชิ้นใหม่ขึ้นมา แต่หากปราศจากนักสังคมศาสตร์ที่เข้าไปช่วยศึกษาพฤติกรรม ทัศนคติ และความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค นวัตกรรมชิ้นนั้นก็อาจจะไม่มีใครใช้งานและถูกวางทิ้งไว้บนหิ้ง การบูรณาการศาสตร์ทางสังคมเข้าไป คือกุญแจสำคัญที่ทำให้งานวิจัยมีชีวิต และสามารถนำผลงาน “ลงจากหิ้ง...ไปสู่ห้าง” ได้อย่างแท้จริง

การที่เราจะสามารถปลดล็อคข้อจำกัดและเข้าถึงทุนวิจัยระดับใหญ่ได้นั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ “การสร้างตัวตน (Identity) และสร้างจุดยืนที่มั่นคง”

ขอให้เรากล้าที่จะเดินออกจากกรอบเดิมๆ กล้าหยิบยกปัญหาที่เป็น “เผือกร้อน” (Hot Issue) หรือปัญหาที่หมักหมมจนไม่มีใครกล้าทำมาเป็นโจทย์วิจัย ใช้ความได้เปรียบของการเป็นนักวิธีวิทยาที่สามารถ “มองเห็นช้างทั้งตัว” ไม่ใช่เห็นแค่หูช้างแล้วด่วนสรุป เข้าไปตีแผ่รากเหง้าของปัญหาด้วยกระบวนทัศน์ทางสังคมศาสตร์ที่มีความสอดคล้องเป็นเอกภาพ (Unity)

เมื่อใดก็ตามที่เรากล้าปะทะกับความไม่ถูกต้อง กล้าเป็นกระบอกเสียงทวงคืนสิทธิให้กับชุมชน และทำวิจัยที่สร้างผลกระทบ (Impact) ต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายของประเทศ แหล่งทุนและสังคมจะเป็นฝ่ายมองเห็นคุณค่าและวิ่งเข้าหาเราเอง

จงภูมิใจในเสน่ห์ของการพรรณนาที่ลึกซึ้ง จงเชื่อมั่นในพลังของการมองโลกเชิงระบบ ขอให้ท่านมุ่งมั่น สร้างตัวตนให้สง่างาม

และนำศาสตร์ของเราไปเป็นฟันเฟืองสำคัญในการกอบกู้และพัฒนาประเทศชาติให้ยั่งยืนต่อไป เป็นกำลังใจให้นักสังคมศาสตร์ทุกท่านครับ

อาจารย์ ดร.สุวิทย์ คงสงค์
อาจารย์ ดร.สุวิทย์ คงสงค์
อาจารย์ ดร.สุวิทย์ คงสงค์

ผู้เขียนบทความ

อาจารย์ ดร.สุวิทย์ คงสงค์

คำค้นหา:วิจัย, นักสังคมวิทยา, ทุน, สิทธิชุมชน, เผือกร้อน, สังคม
แชร์เรื่องนี้: