จากประสบการณ์การทำงานวิจัยด้านสังคมวิทยาและการพัฒนาสังคมมาอย่างยาวนาน ผมค้นพบความจริงประการหนึ่งว่า “งานวิจัยที่ทรงพลังที่สุด คือการทำงานวิจัยที่สามารถเชื่อมโยงบริบทอันเข้มแข็งของท้องถิ่นเข้ากับเป้าหมายระดับโลกได้เสมอ”
วันนี้ผมจึงอยากพาท่านไปสำรวจการเดินทางของ “ทุนทางสังคมและวัฒนธรรม” ของไทยเรา ว่ากลายเป็นกุญแจสำคัญที่โลกกำลังโหยหาได้อย่างไร และเราในฐานะนักวิจัยจะ “ปลดล็อค” ศักยภาพนี้ออกมาได้อย่างไร
1. บทเรียนจากอดีต: เมื่อเราเดินตามตะวันตกจนลืมรากเหง้า
หากเราย้อนมองประวัติศาสตร์การพัฒนาของประเทศไทย ตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 ถึง 7 เราจะเห็นภาพชัดเจนว่าเราถูกกระแส “การพัฒนาแบบไล่ตาม” (Catch-up development) ครอบงำ เราเดินตามเข็มทิศของตะวันตกที่เน้นการเติบโตทางอุตสาหกรรมเพียงด้านเดียวเพื่อให้ตัวเลข GDP สูงขึ้น
ในยุคแรกของการพัฒนาประเทศ เราได้รับทุนสนับสนุนจากธนาคารโลก แต่มีเงื่อนไขว่าต้องเขียนแผนพัฒนาตามทิศทางของเขา การพัฒนาจึงกลายเป็นการสร้าง “ฟันเฟือง” ในสายพานการผลิตอุตสาหกรรมเป็นหลัก เช่น ช่างเย็บผ้าในโรงงานถูกฝึกให้ติดกระดุมเก่งเพียงอย่างเดียว หรือทำแค่ปกเสื้อ เมื่อประเทศประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ คนที่เป็นแรงงานในภาคอุตสาหกรรมก็ไม่สามารถจะช่วยเหลือตัวเองได้ หรือเย็บเสื้อทั้งตัวได้ ทั้งที่ในอดีตบรรพบุรุษเราสามารถทอผ้าและตัดเย็บเสื้อได้เองทั้งตัว
ทุนทางสังคม คือรากฐานของการพัฒนาอย่างยั่งยืน... เมื่อเราถูกบังคับให้พัฒนาตามกระแสหลักแบบตะวันตกที่ไม่สอดคล้องกับบริบทไทย การพัฒนาก็ล้มเหลว แต่เมื่อนำทุนทางสังคมมาประยุกต์ใช้ การพัฒนาก็จะประสบความสำเร็จ
บทเรียนราคาแพงเกิดขึ้นในวิกฤตเศรษฐกิจ “ต้มยำกุ้ง” ปี 2540 เมื่อระบบอุตสาหกรรมล้มละลาย คนงานถูกเลิกจ้าง พวกเขาไม่สามารถเอาชีวิตรอดได้ในเมืองหลวง เพราะ “ทักษะชีวิตแบบองค์รวม” และ “ภูมิคุ้มกันท้องถิ่น” ได้ถูกทำลายไปนานแล้ว นี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เราต้องหันกลับมาตั้งคำถามว่า การพัฒนาที่ทิ้งรากเหง้านั้นมันยั่งยืนจริงหรือ
2. ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง: สุดยอดกลยุทธ์ “การจัดการความเสี่ยง” (Risk Management)
จุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศไทยเริ่มต้นขึ้นในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 ที่เราเริ่มนำ “คน” มาเป็นศูนย์กลาง และนำเอา “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เข้ามาขับเคลื่อนอย่างเต็มตัวในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 สำหรับผมในฐานะนักสังคมวิทยา ปรัชญานี้ไม่ใช่แค่เรื่องการสอนให้คนปลูกผักกินเองอย่างที่หลายคนเข้าใจผิด แต่ปรัชญานี้คือ “ศาสตร์แห่งการจัดการความเสี่ยง” ที่แยบยลที่สุด
ลองนึกถึง “ทฤษฎีเกษตรทฤษฎีใหม่” ที่แบ่งพื้นที่ 10 : 30 : 30 : 30 นี่คือการกระจายความเสี่ยง (Risk Diversification) ที่สมบูรณ์แบบ แม้คุณจะเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจจนต้องกลับบ้าน คุณก็ยังมีแหล่งอาหาร มีน้ำ และมีที่อยู่อาศัยเป็นภูมิคุ้มกัน
หลักการสำคัญคือ “ปลูกเพื่อกินก่อน เหลือแล้วค่อยขาย” และเมื่อเหลือจากการขายในครัวเรือน ก็ก้าวไปสู่การ “รวมกลุ่ม” ซึ่งก็คือการดึงเอา “ทุนทางสังคม” (Social Capital) ในระบบเครือญาติและวิถีการพึ่งพาอาศัยกันมาเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน แทนที่จะพึ่งพากลไกตลาดโลกเพียงอย่างเดียว
แนวคิดการบริหารความเสี่ยงระดับชาตินี้เอง ที่สร้างภูมิคุ้มกันให้ไทยรอดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกมาได้ครั้งแล้วครั้งเล่า จนองค์การสหประชาชาติ (UN) ต้องหันมามองเราด้วยความทึ่ง
3. จากภูมิปัญญาไทยสู่มาตรฐานโลก: รากฐานของ SDGs
ความมหัศจรรย์ของทุนทางสังคมไทยนี้ได้รับการยอมรับในระดับสากลอย่างเป็นรูปธรรม ในยุคของอดีตเลขาธิการ UN อย่างนายบัน คี มูน และนายโคฟี อันนัน ต่างตระหนักว่าแนวทางการพัฒนาแบบตะวันตกอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย ผู้นำโลกเหล่านี้ได้น้อมนำเอาแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงไปเป็นกุญแจในการแก้ปัญหาระดับโลก
ตัวอย่างที่ผมภูมิใจมาก คือเหตุการณ์ความไม่สงบในประเทศติมอร์-เลสเต และอีกหลายประเทศในแถบแอฟริกา เมื่อครั้งที่ไทยส่งทหารเข้าไปร่วมรักษาสันติภาพ เราไม่ได้ถืออาวุธเข้าไปสู้รบเพียงอย่างเดียว แต่เรานำเอา “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ติดตัวเข้าไปด้วย ทหารไทยสอนให้เขาทำการเกษตร สอนการพึ่งพาตนเอง เมื่อคนมีกิน ความขัดแย้งและการแย่งชิงทรัพยากรก็ลดลง จนนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน
ความสำเร็จเชิงประจักษ์เหล่านี้ ทำให้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตกผลึกกลายเป็นรากฐานสำคัญของ เป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals หรือ SDGs) ทั้ง 17 ประการ ไม่ว่าจะเป็นการขจัดความยากจน การลดความเหลื่อมล้ำ หรือการสร้างชุมชนที่ยั่งยืน ล้วนสอดคล้องกับหลักการ “พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน” ของเราทั้งสิ้น
4. บทพิสูจน์จากพื้นที่: พลังแห่งทุนทางสังคมและวัฒนธรรม
เพื่อให้เห็นภาพที่จับต้องได้ ผมขอแชร์ประสบการณ์ลงพื้นที่วิจัยในสองบริบทที่ต่างกันสุดขั้ว แต่กลับประสบความสำเร็จด้วยสูตรเดียวกัน
- กรณีศึกษาที่ 1 ชุมชนกะเหรี่ยงบ้านห้วยโป่งเลา จังหวัดแม่ฮ่องสอน
ชุมชนกลางป่าลึกที่ขาดความเจริญทางวัตถุ แต่กลับรุ่มรวยทางจิตวิญญาณ พวกเขาใช้ “ทุนทางวัฒนธรรม” คือพิธีกรรมความเชื่อในการจัดการทรัพยากร ในช่วงก่อนฤดูทำนาจะมีการ “เลี้ยงผีขุนน้ำ” เพื่อขอขมาและรักษาน้ำ นี่คือกลอุบายทางสังคมที่สร้างความสามัคคีและการแบ่งปันน้ำอย่างเป็นธรรม ผนวกกับระบบ “ครอบครัวขยาย” ที่เข้มแข็ง ทำให้พวกเขามีภูมิคุ้มกันสูงมาก ผลลัพธ์คือสมาชิกในชุมชนมีรายได้เสริมจากการทอผ้าและการปศุสัตว์ จนกลายเป็นชุมชนที่ “ไม่มีหนี้สินเลยแม้แต่ครัวเรือนเดียว” นี่คือเศรษฐกิจที่ยั่งยืนบนฐานของการเคารพธรรมชาติและเครือญาติ
- กรณีศึกษาที่ 2 ชุมชนตลาดน้ำวัดสะพาน เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร
ในพื้นที่ใจกลางเมืองหลวงที่ถูกรุกรานด้วยหมู่บ้านจัดสรรและถนนตัดผ่าน ชุมชนวัดสะพานกลับไม่ล่มสลาย เพราะพวกเขาใช้ “ทุนทางวัฒนธรรม” คือความศรัทธาในองค์พระพุทธรูปเก่าแก่ 230 ปี มาสร้างเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ขณะเดียวกันก็ใช้ “ทุนทางสังคม” จัดตั้ง “กลุ่มสัจจะออมทรัพย์และวิสาหกิจชุมชน” เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงิน ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เสริมเฉลี่ยครัวเรือนละ 20,000 - 40,000 บาทต่อเดือน พวกเขาสามารถปกป้องอัตลักษณ์ดั้งเดิมและอยู่ร่วมกับความเจริญของเมืองได้อย่างภาคภูมิ
5. อย่าเป็นนักวิจัยที่ “ตาบอดคลำช้าง”
ปัญหาใหญ่ของนักวิจัยในปัจจุบันคือ การแยกส่วนปัญหา มองสังคมไม่ครบวงจร เหมือนคนตาบอดคลำช้างที่จับได้แค่หูช้างก็เหมาเอาว่านั่นคือช้างทั้งตัว การขาด “การมองเชิงระบบ” (Systemic View) ทำให้งานวิจัยไม่สามารถแก้ปัญหาที่ต้นตอได้จริง
หากท่านเป็นนักวิจัยสายสังคมศาสตร์ ท่านต้องมองให้เห็น “ช้างทั้งตัว” ต้องมองเห็นว่าความขัดแย้งหนึ่งๆ มีที่มาจากโครงสร้างอุปถัมภ์อย่างไร หรือความสำเร็จหนึ่งๆ มีรากฐานมาจากทุนทางวัฒนธรรมจุดไหน เมื่อท่านตีโจทย์ความเชื่อมโยงระหว่าง “ทุนทางสังคมฐานราก” กับ “เป้าหมายระดับโลก (SDGs)” ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง งานวิจัยของท่านจะมีน้ำหนักและทรงพลังมหาศาล
บทสรุปและข้อคิดทิ้งท้าย: ทุนทางสังคมคือ “กุญแจ” ปลดล็อคอนาคต
ทุนทางสังคมและวัฒนธรรมไม่ใช่เรื่องล้าหลังหรือของเก่าเก็บแต่คือ “สินทรัพย์ที่มีค่าที่สุด” ในการวิจัยเพื่อการพัฒนา
จงภูมิใจในรากเหง้าของเรา และใช้ทุนเหล่านี้เป็นเข็มทิศในการสร้างงานวิจัยที่ตอบโจทย์มนุษยชาติ เมื่อใดที่ท่านสามารถเปลี่ยน “ภูมิปัญญาชาวบ้าน” ให้กลายเป็น “องค์ความรู้สากล” เมื่อนั้นงานวิจัยของท่านจะได้รับความเชื่อถือและงบประมาณสนับสนุนจากระดับชาติและระดับโลกอย่างแน่นอน
งานวิจัยที่ทรงคุณค่าที่สุด ไม่ใช่งานวิจัยที่วางอยู่บนหิ้ง แต่งานวิจัยที่ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมรากเหง้าเข้าสู่อนาคต เพื่อสร้างโลกที่ยั่งยืนร่วมกันครับ

