ตอนเด็ก ๆ แม่ของผู้เขียนเคยใช้ให้ไปหยิบกะละมังสีเขียว แต่พอไปเห็นกลับพบว่ากะละมังเป็นสีฟ้า ทั้งยังเคยอ่านเรื่องราวของแฟนหนุ่มที่แยกสีลิปสติกไม่ออกขณะอยู่หน้าเคาน์เตอร์เครื่องสำอางกับแฟนสาว นอกจากนี้ยังเคยรู้สึกว่าเวลาทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มที่เป็นสีฟ้า ความอยากอาหารของผู้เขียนจะลดลง เรื่องราวเหล่านี้ผู้เขียนเคยคิดว่าเป็นความผิดปกติของการมองเห็นหรือการคิดไปเอง จนกระทั่งผู้เขียนได้อ่านหนังสือ คู่มือสีแห่งชีวิต: การใช้จิตวิทยาของสีเพื่อเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้น โดย คาเร็น ฮาลเลอร์ ผู้เชี่ยวชาญจิตวิทยาสีแบบประยุกต์ จึงพบว่าเรื่องราวเหล่านี้ล้วนปกติและสีสามารถส่งผลทางจิตวิทยาต่อตัวเราได้จริง
ก่อนที่จะกล่าวถึงสาเหตุของสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านั้น ผู้เขียนขอให้ข้อมูลก่อนว่าพวกเราเห็นสีได้อย่างไร?
ปัจจัยหลักของการเห็นสีคือ แสง หรือจะพูดให้ถูก “สีก็คือแสง” เพราะเป็นความยาวคลื่นของแสงที่เดินทางจากดวงอาทิตย์มาถึงเรา สีแต่ละสีต่างมีความยาวคลื่นและความถี่เฉพาะ เราจึงเห็นสีแตกต่างกัน หากเราเห็นคลื่นทั้งหมดพร้อม ๆ กันจะทำให้เกิดแสงสีขาว นั่นหมายความว่าหากเรารวมทุกสีของสีรุ้งเข้าด้วยกันก็จะกลายเป็นแสงสีขาว เพราะประกอบด้วยความยาวคลื่นที่ต่างกันทั้งหมด (ฮาลเลอร์, 2563, น. 20-21)
ปัจจัยต่อมาคือ พื้นผิวหรือวัตถุที่แสงสะท้อน ไอแซค นิวตันกล่าวว่า สีคือแสงที่สะท้อนออกมาจากวัตถุ สีไม่ได้เกิดจากวัตถุนั้น ๆ โดยตรง เมื่อเรามองไปที่วัตถุ สีที่เราเห็นขึ้นอยู่กับแสงที่สะท้อนจากพื้นผิวของวัตถุเข้ามาที่ตาของเรา วัตถุมีสีต่างกันเพราะดูดซับความยาวคลื่นของแสงส่วนหนึ่งเอาไว้ และสะท้อนส่วนอื่นออกไป ตาของเราจึงเห็นเพียงสีที่สะท้อนออกไปเท่านั้น ด้วยเหตุนี้วัตถุสีขาวที่เห็นเป็นสีขาวเพราะมันสะท้อนสีอื่น ๆ ออกไป ส่วนวัตถุสีดำจะดูดซับทุกสีเข้ามาและไม่มีการสะท้อนแสงออก นั่นจึงเป็นสาเหตุที่เรารู้สึกไม่สบายตัวหากใส่เสื้อสีดำในวันที่มีแสงแดด (ฮาลเลอร์, 2563, น. 22)
ปัจจัยสุดท้าย คือ ดวงตา ในดวงตาของเรามีตัวรับแสงสองตัวคือแบบรูปแท่งและรูปกรวย แบบรูปแท่งมีหน้าที่ทำให้เรามองเห็นในที่แสงน้อย (ภาพกลางคืน) ส่วนแบบรูปกรวยมีหน้าที่เก็บและประมวลผลแสงที่มีระดับสูงกว่า โดยหลังดวงตาของเราจะมีตัวรับแสงรูปกรวยอยู่สามแบบสำหรับมองเห็นสีหรือความยาวคลื่น ตัวหนึ่งสำหรับคลื่นแสงที่มีความยาว (สีแดง) ตัวหนึ่งสำหรับคลื่นแสงที่สั้นกว่า (สีน้ำเงิน) และตัวหนึ่งสำหรับคลื่นที่อยู่ตรงกลาง (สีเขียว) การเกิดสีอื่นจำนวนนับล้านเป็นผลของการทำงานร่วมกันของตัวรับแสงรูปกรวยทั้งสามนี้ และสมองจะทำหน้าที่ตีความสัญญาณออกมา สีจึงเป็นผลผลิตของวิธีการที่ดวงตาตีความแสง และเป็นสาเหตุที่เราไม่สามารถมองเห็นสีในความมืดได้ นอกจากนี้การที่สุนัขมองเห็นสีได้น้อยกว่าเราก็เกิดจากการที่สุนัขมีตัวรับแสงรูปกรวยในดวงตาเพียงสองชนิด เราจึงมองเห็นสีได้มากกว่าสุนัขนั่นเอง (ฮาลเลอร์, 2563, น. 24)
กลับมาที่การตอบคำถามถึงสาเหตุต่าง ๆ ของเหตุการณ์ที่ผู้เขียนได้ประสบในย่อหน้าแรก เริ่มด้วยว่าทำไมหลาย ๆ คนเรียกสีเขียวว่าสีฟ้า สิ่งนี้ดูเชื่อมกับการมองว่าสองสีนี้เป็นสีกลุ่มเดียวกัน ซึ่งเราอาจสังเกตได้จากวัฒนธรรมการเรียกชื่อของสองสีนี้ในหลาย ๆ ประเทศ ฮาลเลอร์ (2563, น. 47) กล่าวว่า "ที่จริงแล้วหลายวัฒนธรรมไม่มีคำที่เรียกสี blue อย่างภาษาอังกฤษเองก็เพิ่งมีมาไม่นานนี้ และมักใช้คำคำเดียวเรียกทั้งสี blue และ green ตัวอย่างเช่น ภาษาเวียดนามใช้คำเรียกสี green แทนสีท้องฟ้า หรือไฟเขียวในภาษาญี่ปุ่นก็เรียกด้วยคำที่ใช้เรียกสี blue เช่นกัน"
ต่อมาเหตุการณ์ที่ผู้ชายมักแยกสีลิปสติกของผู้หญิงไม่ออกเกิดจากวิวัฒนาการของมนุษย์ โดยนักมานุษยวิทยากล่าวว่า ผู้ชายพัฒนาความสามารถในการแยกแยะระหว่างผู้ล่ากับเหยื่อในระยะไกล ผู้ชายจึงเก่งเรื่องการมองวัตถุที่เคลื่อนไหวเร็วจากระยะไกล ในขณะที่ผู้หญิงมีวิวัฒนาการของความสามารถในการหาอาหารและรู้ว่าอะไรกินแล้วปลอดภัยอันเป็นสิ่งสำคัญต่อการอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ ผู้หญิงจึงเก่งกว่าเวลาที่ต้องมองความต่างของสีในระยะใกล้ ซึ่งผู้ชายต้องอาศัยความยาวคลื่นของแสงที่มากกว่าเล็กน้อยถึงจะเห็นแบบที่ผู้หญิงเห็น ทั้งสี โทน และเฉด ยิ่งไปกว่านั้นในปัจจุบันผู้หญิงบางคน (จำนวนไม่มากนัก) มีพัฒนาการการเปลี่ยนแปลงทางยีนที่ทำให้มีตัวรับแสงรูปกรวยเพิ่มเป็นสี่แบบจากสามแบบ ทำให้สามารถมองเห็นสีได้ถึง 100 ล้านสี คนกลุ่มนี้เรียกว่า “เทตราโครแมต” ผลคือพวกเขาสามารถเห็นสีได้นับสิบบนท้องฟ้าไร้เมฆ หรือเห็นรุ้งได้เป็นร้อยสี ในทางกลับกันด้านตรงข้ามของเทตราโครแมตคือ ภาวะการมองเห็นสีไม่สมบูรณ์หรือที่เรียกว่าตาบอดสี เกิดขึ้นเมื่อตัวรับแสงรูปกรวยล้มเหลวในการตอบสนองต่อความยาวคลื่นของแสงอย่างเหมาะสม โดยในประเทศอังกฤษภาวะนี้เกิดกับผู้ชาย 1 ใน 12 คน ส่วนผู้หญิงราว 1 ใน 200 คน ดังนั้นโอกาสที่จะพบผู้ชายตาบอดสีจึงมีมากกว่าผู้หญิง (ฮาลเลอร์, 2563, น. 42-44)
ส่วนความอยากอาหารที่ลดลง ขณะผู้เขียนทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มที่เป็นสีฟ้า ก็เกี่ยวพันกับจิตวิทยาของสี โดยการวิจัยทางวิทยาศาสตร์บอกว่า ทุกสี ทุกเฉด ทุกโทนมีผลทางจิตวิทยาแบบเฉพาะตัว ในบรรดาสีทั้ง 16 ล้านสีที่เราแยกได้ด้วยตาเปล่า ไม่มีสีใดเลยที่ไม่มีผลทางจิตวิทยา ไม่ว่าตัวเราจะรับรู้ถึงผลของมันหรือไม่ก็ตาม และหากเราแบ่งตามความเข้มข้นของสี สีที่มีความอิ่มและความเข้มข้นสูงมักทำหน้าที่กระตุ้น และสีที่มีความอิ่มและความเข้มข้นต่ำมักทำหน้าที่ปลอบประโลมเรา ด้วยเหตุนี้ในทางจิตวิทยา เวลาเราเห็นอาหารเป็นสีฟ้าหรือสีน้ำเงิน สัญชาตญาณจะบอกทันทีว่ามีพิษและไม่ปลอดภัย เพราะอาหารสีนี้ไม่มีอยู่จริง จึงทำให้ความอยากอาหารลดลงมากที่สุด ถึงแม้ปัจจุบันจะมีอาหารหรือเครื่องดื่มสีนี้ออกมา เราก็จะสังเกตได้ว่าร้านต้องทำการตลาดอย่างหนักโดยการกระตุ้นให้เราอยากลองเสี่ยงหรือลองทานแทน (ฮาลเลอร์, 2563, น. 68, 71, 86) ด้วยเหตุด้านจิตวิทยานี้เอง ผู้เขียนจึงเห็นว่า “สี” สามารถช่วยสร้างความสุขให้กับการทำงานของเราได้เช่นกัน
ก่อนที่เราจะเชื่อมโยงว่าสีสามารถสร้างความสุขให้เราได้อย่างไร?
ฮาลเลอร์ได้แบ่งโทนชุดสีออกเป็นสี่ฤดูด้วยกันคือ 1. ฤดูใบไม้ผลิ 2. ฤดูร้อน 3. ฤดูใบไม้ร่วง และ 4. ฤดูหนาว ฮาลเลอร์กล่าวว่า เราสามารถใช้สีมากกว่าหนึ่งสีร่วมกันได้หากไม่ต้องการให้รู้สึกว่าใช้สีนั้นมากเกินไป แต่อย่างไรต้องเป็นโทนสีที่อยู่ในฤดูเดียวกัน ไม่เช่นนั้นอาจเกิดความไม่กลมกลืนซึ่งจะส่งผลทำให้เกิดความขัดแย้งตามมา
การใช้สีเพื่อสร้างความสุขในการทำงานนี้เราอาจใช้ผ่านการเลือกสีชุดไปทำงาน โดยอันดับแรกเราต้องทราบก่อนว่าเราเหมาะกับโทนชุดสีฤดูใด เพราะหากเราใช้โทนชุดสีฤดูผิดจะทำให้เราดูป่วยแทนได้ ซึ่งอาจหาคำตอบได้จากการทดสอบ Personal Color หรือวิธีที่สะดวกกว่านั้นคือ การเลือกตัวแทนสีเสื้อผ้าในแต่ละฤดูแล้วทาบใต้ใบหน้าของเราหน้ากระจก หากเสื้อผ้าโทนสีของฤดูใดทำให้หน้าเราผ่องใสและดูมีสุขภาพดีมากที่สุดแสดงว่าโทนสีฤดูนั้นเหมาะกับเรา นอกจากสีชุดแล้ว เราอาจเสริมความสุขด้วยการวางของที่มีสีนั้นบนโต๊ะทำงาน หรือจัดโต๊ะทำงานเป็นโทนสีนั้น หรือเลือกต้นไม้ที่มีสีนั้นมาประดับตกแต่งบนโต๊ะทำงาน หรือเมื่อเราต้องการอารมณ์หรือความรู้สึกของสีใดก็สามารถจ้องสีจากสิ่งเหล่านั้นได้เช่นกัน
ขั้นต่อไปคือการเลือกสี โดยเราต้องเลือกให้เหมาะสมกับการส่งเสริมอารมณ์ ความคิด ความรู้สึก และสถานการณ์การทำงานในแต่ละวันของเรา เพื่อให้การทำงานเป็นไปด้วยดีและราบรื่นอันจะนำพาซึ่งความสุขมาสู่ตัวเราต่อไป
ฮาลเลอร์ ได้แบ่งสีจิตวิทยาของสีพื้นฐานเป็น 11 สี ซึ่งแต่ละสีควรเลือกใช้และควรเลี่ยงใช้ในการทำงาน ดังต่อไปนี้
- สีแดง ควรเลือกหากเราต้องการให้คนมองเห็น หรือต้องการความเซ็กซี่ ซุกซน หรือดูมีพลังที่สามารถควบคุมทุกอย่าง หรือต้องการมีแรง สีนี้ช่วยเติมพลังให้วันที่เหนื่อยล้าได้ อย่างไรก็ตามไม่ควรใช้มากเกินไปเพราะอาจทำให้ดูก้าวร้าว ท้าทาย และน่ารำคาญ และควรเลี่ยงเมื่อต้องทำงานกับเด็กเพราะอาจสร้างแรงกระตุ้นที่มากเกินไป ไม่เหมาะกับสถานพยาบาล และเมื่อต้องเข้าพบผู้ใหญ่
- สีชมพู ควรเลือกสีชมพูอ่อนเมื่อต้องทำงานกับเด็ก หรือต้องการแสดงความเมตตาและใส่ใจ หรือต้องการกอดตัวเองเพราะสีนี้ช่วยปลอบประโลมได้ แต่ไม่ควรใช้มากเกินไป เพราะทำให้ดูอ่อนแอ ดูเรียกร้อง ดูไม่มั่นคง ส่วนสีชมพูเข้มช่วยทำให้เกิดความรู้สึกไม่ยอมแพ้ แต่ไม่ควรใช้สีชมพูมาเจ็นต้าและชมพูโทนเย็นเมื่อต้องอยู่กับเด็ก เพราะอาจให้ความรู้สึกเย็นชาและแข็งกระด้างได้
- สีเหลือง ควรเลือกเมื่อต้องการความสดใส เพิ่มความมั่นใจในตัวเอง เพิ่มความเป็นมิตร สีนี้ยังช่วยยกระดับจิตได้ แต่ไม่ควรใช้มากเกินไปเพราะอาจทำให้รู้สึกกังวลและขุ่นเคือง และควรเลี่ยงเมื่อไม่ต้องการดึงดูดความสนใจมาที่ตัวเอง หรือในสถานการณ์ที่ต้องจริงจัง หรือมีความกังวลอยู่ก่อนแล้ว
- สีส้ม ควรเลือกเมื่อต้องการความร่าเริงสดใส การมีอารมณ์ที่ดี สร้างรอยยิ้มให้ผู้คน หรืออยากให้ตัวเองดูเข้าถึงง่าย เพราะสีนี้ช่วยสร้างความสนุกสนาน รื่นเริง ทั้งยังช่วยให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ขณะระดมสมอง แต่ไม่ควรใช้มากเกินไปเพราะอาจทำให้รู้สึกเหลาะแหละ ไม่รู้จักโต และไม่จริงจัง
- สีน้ำตาล ควรเลือกเมื่อต้องการความมั่นคงหนักแน่น จริงจัง พึ่งพิงได้ แต่ไม่ควรใช้สีนี้มากเกินไปเพราะอาจถูกมองว่าไม่มีอารมณ์ขัน จริงจังเกินไป และขาดความลุ่มลึก และควรเลี่ยงใช้ในงานที่ต้องการพลังงานสูง
- สีฟ้าหรือน้ำเงิน ควรเลือกสีฟ้าอ่อนเมื่อต้องการดูเป็นคนเข้าถึงง่ายและเป็นมิตร หรือต้องการปลอบประโลมจิตใจตัวเอง ควรเลือกสีฟ้าหรือสีน้ำเงินเข้มเมื่อต้องการดูทรงภูมิ มีความรู้ น่าเชื่อถือ ไว้ใจได้ อีกทั้งสีน้ำเงินยังช่วยให้เราสามารถจดจ่ออยู่กับงาน นอกจากนี้ควรเลือกสีเทอร์ควอยส์เมื่อต้องการความราบรื่นในการสื่อสารและการแบ่งปันแนวคิด แต่ไม่ควรใช้สีกลุ่มนี้มากเกินไปเพราะทำให้ดูเย็นชา ห่างเหิน ไม่เป็นมิตร และควรเลี่ยงใช้สีฟ้าหรือสีน้ำเงินเข้มเมื่อต้องทำงานร่วมกันเป็นทีมหรือต้องการสร้างความผูกพันในทีม
- สีเขียว ควรเลือกเมื่อต้องการรู้สึกสบาย หรือต้องการรู้สึกถึงความสมดุลและความสงบ สีเขียวมะนาวมีพลังเหมาะกับการขายของ แต่ไม่ควรใช้สีเขียวมากเกินไปเพราะอาจทำให้รู้สึกหยุดนิ่ง เบื่อหน่าย และไร้ชีวิต และควรเลี่ยงใช้สีเขียวมะนาวเมื่อต้องอยู่กับเด็กที่ต้องการใช้สมาธิ เพราะสีนี้อาจทำให้คนรอบตัวรู้สึกอารมณ์ไม่ดีได้
- สีม่วง ควรเลือกเมื่อต้องการทำสมาธิหรือสวดมนต์ สีนี้ช่วยให้จิตดิ่งลึกได้มากขึ้น ทั้งยังช่วยรักษาการตื่นรู้ของจิตวิญญาณและสมาธิ สามารถจดจ่อกับตัวเอง และยังสื่อถึงความหรูหราและคุณภาพได้อีกด้วย แต่ไม่ควรใช้มากเกินไปเพราะจะทำให้ดูเป็นคนคิดมากและชอบจมอยู่กับความคิดตัวเอง และควรเลี่ยงใส่ตลอดเวลาเพราะอาจทำให้ดูจริงจังน้อยลง
- สีเทา ควรเลือกเมื่อต้องการซ่อนตัวไม่ให้ใครเห็นหรือเป็นจุดสนใจ หรือต้องการคงความยุติธรรมไว้ แต่ไม่ควรใช้สีนี้มากเกินไปเพราะจะดูขาดความมั่นใจและไม่เด็ดขาด และควรเลี่ยงใช้หากต้องการเป็นจุดสังเกต หรือต้องการความโดดเด่นเมื่อต้องทำงานเป็นทีม
- สีขาว ควรเลือกเมื่อต้องการสมองที่ปลอดโปร่ง หรือต้องการจิตใจที่เปิดโล่ง หรือความรู้สึกตรงประเด็น และควรเลี่ยงใช้หากไม่ต้องการดูเข้าถึงยาก เย็นชา ไม่ใส่ใจ และชอบเหยียด
- สีดำ ควรเลือกเมื่อไม่ต้องการให้ใครสังเกตเห็นหรือโดดเด่น หรือต้องการความเด็ดขาดแบบไม่ให้มีใครกล้าคัดค้าน แต่ไม่ควรใช้สีนี้มากเกินไปเพราะจะดูเป็นคนเย็นชา เข้าไม่ถึง หรือมีภัยคุกคาม และควรเลี่ยงใช้เมื่อต้องทำงานกับเด็ก หรือเมื่อต้องการเปิดการสนทนา
แม้ “สี” จะเป็นสิ่งธรรมดาที่เราเห็นชินตาอยู่ทุกวัน แต่เมื่อมองลึกลงไปเราจะพบว่ามันไม่ธรรมดาเลย เพราะแต่ละเฉดสีไม่เพียงสะท้อนความแตกต่างในการมองเห็นของแต่ละคนเท่านั้น หากยังซ่อนพลังที่สามารถเปลี่ยนอารมณ์ ความคิด ความรู้สึก และบรรยากาศในการทำงานของเราให้มีความสุขขึ้นได้อีกด้วย ดังนั้นผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้อ่านจะไม่ลืมเติมสีเพื่อสร้างความสุขของการทำงานในแต่ละวันให้กับตนเองนะคะ
รายการอ้างอิง
ฮาลเลอร์, คาเร็น. (2563). คู่มือสีแห่งชีวิต: การใช้จิตวิทยาของสีเพื่อเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้น
[The Little Book of Colour: How to Use the Psychology of Colour to Transform Your Life]
(พัดชา, ผู้แปล)(พิมพ์ครั้งที่ 2). นนทบุรี: ภาพพิมพ์.

