logo
ผศ.ดร. วิลาสินี จินตลิขิตดี
4 พฤษภาคม 2569

สภามหาวิทยาลัย : กลไกสำคัญของการขับเคลื่อนทุกความสำเร็จของมหาวิทยาลัย

10004 อ่าน
7 แชร์

เมื่อก้าวเข้าไปในรั้วมหาวิทยาลัย ภาพที่เราเห็น คือ ห้องเรียนที่มีชีวิตชีวา อาจารย์ตั้งใจสอน นักศึกษามุ่งมั่นเรียนรู้เพื่ออนาคต การขับเคลื่อนงานวิจัยและสร้างองค์ความรู้ การบริการวิชาการที่เชื่อมโยงกับชุมชน และบุคลากรที่ทำงานอย่างทุ่มเท สิ่งเหล่านี้คือภาพของมหาวิทยาลัยที่เราคุ้นเคย แต่รู้ไหมว่า ทำไมมหาวิทยาลัยถึงมีทิศทางที่ชัดเจน ทำไมบางช่วงมีการเปิดหลักสูตรใหม่ ปรับโครงสร้าง หรือกำหนดนโยบายสำคัญ เบื้องหลังการขับเคลื่อนเหล่านี้มี “กลไกสำคัญ” ที่คอยกำหนดทิศทาง กำกับดูแล และทำให้ทุกอย่างเดินไปอย่างมีระบบ

กลไกนั้น คือ “สภามหาวิทยาลัย” ผู้เขียนเชื่อว่าทุกคนเคยได้ยินคำว่าสภามหาวิทยาลัย แต่จะมีสักกี่คนที่รู้จักและเข้าใจอำนาจและหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัย บทความนี้จึงอยากชวนทุกคนมาทำความรู้จักกับ “สภามหาวิทยาลัย” ในแบบที่เข้าใจง่าย เพื่อให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่าสภามหาวิทยาลัยมีความสำคัญกับมหาวิทยาลัยอย่างไร

ภายใต้พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ. 2547 สภามหาวิทยาลัยมีอำนาจและหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย อนุมัติแผนพัฒนา ออกระเบียบและข้อบังคับ อนุมัติให้ปริญญา พิจารณาให้ความเห็นชอบหลักสูตร แต่งตั้งและถอดถอนตำแหน่งบริหารและตำแหน่งทางวิชาการ อนุมัติงบประมาณรายจ่าย เป็นต้น  แต่สิ่งที่ทำให้สภามหาวิทยาลัยมีพลังในการขับเคลื่อน ไม่ได้อยู่เพียงอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมาย หากแต่อยู่ที่ “องค์ประกอบของกรรมการ” ที่หลากหลายและทำงานร่วมกันอย่างสมดุล 

สภามหาวิทยาลัย ประกอบด้วย นายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัยโดยตำแหน่ง ได้แก่ อธิการบดี ประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการ และประธานกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ กรรมการสภามหาวิทยาลัยจากผู้ดำรงตำแหน่งบริหาร และกรรมการสภามหาวิทยาลัยจากคณาจารย์ประจำ เพื่อให้มองเห็นภาพของสภามหาวิทยาลัยได้อย่างชัดเจน ผู้เขียนขออธิบายโดยใช้ภาพของกาแฟหนึ่งแก้วในการทำความเข้าใจ “สภามหาวิทยาลัย”

โดยหากเปรียบสภามหาวิทยาลัยเป็นกาแฟหนึ่งแก้ว กรรมการแต่ละประเภท คือ “ส่วนผสม” ที่มีบทบาทเฉพาะตัว และไม่สามารถขาดจากกันได้ 

ในการรังสรรค์กาแฟที่มีคุณภาพขึ้นมาหนึ่งแก้วนั้น “บาริสตา” เป็นผู้ควบคุมกระบวนการทั้งหมด โดยบาริสตาที่ดีต้องรู้ว่าเมื่อใดควรสกัดกาแฟให้เข้ม เมื่อใดควรปรับรสชาติให้กลมกล่อม เปรียบเสมือนนายกสภามหาวิทยาลัย ที่ต้องทำหน้าที่กำกับการประชุม เชื่อมโยงความคิดเห็นที่หลากหลาย และทำให้การตัดสินใจของสภามหาวิทยาลัยมีเอกภาพ บทบาทนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากขาดการกำกับที่ดี แม้ว่าจะมีส่วนผสมดีเพียงใด ผลลัพธ์ก็อาจไม่ลงตัว

  • “เมล็ดกาแฟ” เป็นส่วนผสมหลักที่กำหนดรสชาติ เมล็ดกาแฟจากแหล่งต่างกันให้รสชาติที่ต่างกัน เช่นเดียวกับกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิที่นำประสบการณ์จากภาคธุรกิจ ภาครัฐ และสังคม เข้ามาเติมเต็มมุมมองของมหาวิทยาลัย ช่วยให้การกำหนดนโยบายไม่ปิดกั้นอยู่ในโลกของวิชาการเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกับความต้องการของสังคมและตลาดแรงงาน 
  • “น้ำร้อน” ทำให้สารที่อยู่ในเมล็ดกาแฟถูกสกัดออกมาอย่างแท้จริง แม้จะมีเมล็ดกาแฟที่ดีเพียงใด หากไม่มีน้ำร้อน กาแฟก็ไม่เกิด เช่นเดียวกับนโยบายที่แม้จะดีเพียงใด หากไม่มีผู้บริหารที่สามารถนำไปปฏิบัติจริงได้ ก็ไม่เกิดผล อธิการบดีจึงมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงนโยบายของสภามหาวิทยาลัยกับการดำเนินงานจริง ทำให้แนวคิดกลายเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้
  • “นมข้นหวาน” ช่วยเติมความละมุนและความกลมกล่อมให้กับกาแฟ นมข้นหวานไม่ได้มีหน้าที่เพียงเพิ่มความหวาน แต่ช่วยปรับเนื้อสัมผัสและเชื่อมรสชาติทั้งหมดให้เข้ากันอย่างลงตัว เช่นเดียวกับประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการที่เป็นตัวแทนเสียงของบุคลากร โดยสะท้อนความคิดเห็น ความต้องการ และข้อกังวลของบุคลากร ช่วยให้การตัดสินใจของสภามหาวิทยาลัยมีความเข้าใจในมิติของบุคลากรมากขึ้น และทำให้การขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยเป็นไปอย่างราบรื่น มีความสมดุล และได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน
  • ไซรัป” ช่วยเพิ่มเอกลักษณ์ให้กับเครื่องดื่ม ไซรัปไม่ได้มีหน้าที่เพียงเพิ่มรสชาติ แต่ทำให้กาแฟมีความหลากหลาย น่าสนใจ และเชื่อมโยงกับความต้องการของผู้ดื่มที่แตกต่างกัน เช่นเดียวกับบทบาทของประธานกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงมหาวิทยาลัยกับสังคม ชุมชน และภาคส่วนต่าง ๆ สนับสนุนทรัพยากร สร้างความร่วมมือ และเปิดโอกาสใหม่ ๆ ทำให้มหาวิทยาลัยไม่เพียงดำรงอยู่ได้ แต่ยังเติบโตอย่างมีพลังและมีเอกลักษณ์ในโลกที่เปลี่ยนแปลง
  • “นมหรือฟองนม” ช่วยให้กาแฟมีความนุ่มนวลและกลมกล่อมมากขึ้น เปรียบได้กับกรรมการสภามหาวิทยาลัยจากผู้ดำรงตำแหน่งบริหาร โดยกรรมการกลุ่มนี้เข้าใจระบบการทำงานจริง ช่วยทำให้แนวคิดเชิงนโยบายสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างราบรื่น และลดช่องว่างระหว่างนโยบายกับการปฏิบัติ 
  • “ระดับความเข้มของกาแฟ” ช่วยกำหนดเอกลักษณ์ของกาแฟ กาแฟที่ดีต้องมีความเข้มที่เหมาะสม เช่นเดียวกับบทบาทของกรรมการสภามหาวิทยาลัยจากคณาจารย์ประจำที่จะช่วยรักษามาตรฐานทางวิชาการ ทำให้การพัฒนามหาวิทยาลัยไม่สูญเสียคุณภาพ และยังคงยืนหยัดอยู่บนฐานของความรู้

เมื่อมองภาพรวมจะเห็นได้ว่ากาแฟที่ดีไม่ได้เกิดจากส่วนผสมใดส่วนผสมหนึ่ง แต่เกิดจากความสมดุลของทุกองค์ประกอบ เช่นเดียวกับสภามหาวิทยาลัยที่การกำหนดทิศทางของมหาวิทยาลัยจะมีคุณภาพได้ก็ต่อเมื่อกรรมการแต่ละประเภททำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่และทำงานร่วมกันอย่างสอดประสาน

ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้ การพัฒนาทักษะใหม่ ๆ หรือการออกแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นมากขึ้น บทบาทของสภามหาวิทยาลัยจึงยิ่งสำคัญ เพราะต้องเป็นผู้กำหนดทิศทางที่ทำให้มหาวิทยาลัยสามารถก้าวทันการเปลี่ยนแปลงได้

  • ทุกการพิจารณาเห็นชอบหลักสูตร คือ การกำหนดโอกาสของผู้เรียน
  • ทุกการกำหนดนโยบาย คือ การวางอนาคตขององค์กร
  • ทุกการกำกับดูแล คือ การสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม

และทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันของกรรมการสภามหาวิทยาลัยที่เปรียบเสมือนส่วนผสมต่าง ๆ ของกาแฟ 

เมื่อเรายกกาแฟขึ้นดื่ม เราอาจไม่ได้คิดถึงรายละเอียดของกระบวนการผลิต แต่เราสัมผัสได้ถึง “ความกลมกล่อม” ที่เกิดขึ้น เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยที่ผู้เรียนอาจไม่ได้เห็นการทำงานของสภามหาวิทยาลัยโดยตรง แต่สามารถสัมผัสได้ผ่านคุณภาพการศึกษา โอกาสที่ได้รับ และทิศทางขององค์กร และเบื้องหลังของความกลมกล่อมนั้น คือ การผสมผสานขององค์ประกอบที่หลากหลายในสภามหาวิทยาลัยที่ช่วยกันชงอนาคตของมหาวิทยาลัยอย่างตั้งใจ รอบคอบ และมองการณ์ไกล

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่ากาแฟจะดีเพียงใด สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงรสชาติ แต่คือ ความตั้งใจในทุกขั้นตอน ที่ทำให้เป็นกาแฟที่ดี และสภามหาวิทยาลัยก็ทำหน้าที่นั้นให้กับมหาวิทยาลัยอย่างสง่างามและทรงพลังเสมอมา

ผศ.ดร. วิลาสินี จินตลิขิตดี

ผู้เขียนบทความ

ผศ.ดร. วิลาสินี จินตลิขิตดี

คำค้นหา:มหาวิทยาลัย, ห้องเรียน, สภา, การบริหาร
แชร์เรื่องนี้: