logo
นฤพล ศรีสว่าง
4 พฤษภาคม 2569

ถอดบทเรียนประสบการณ์บริหาร “ผอ.สนอ.” : บทพิสูจน์จากผลลัพธ์เชิงประจักษ์ “นฤพล ศรีสว่าง”

2125 อ่าน
2 แชร์

นฤพล ศรีสว่าง “ลูกหม้อสวนสุนันทา” ขนานแท้ ...

จบการศึกษาด้านการเงิน จากคณะวิทยาการจัดการ และรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต จากวิทยาลัยนวัตกรรมและการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา จากตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายอาคารสถานที่ ก้าวสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการกองกลาง ผู้อำนวยการกองบริหารงานบุคคล และในปัจจุบัน ดำรงตำแหน่ง “ผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี” อันเป็นตำแหน่งสูงสุดของสายสนับสนุน ณ ขณะนี้

ประสบการณ์การทำงานที่สวนสุนันทา 25 ปี จากตำแหน่งพนักงานตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งในวันนั้น ก้าวขึ้นสู่ “เบอร์ 1” ของสายสนับสนุนในวันนี้ ไม่ง่ายนักที่คนๆหนึ่งจะยืนหยัดฝ่าคลื่นลมมายืนอยู่ได้ 

นั่นหมายความว่า วันเวลาที่ล่วงผ่าน ย่อมสั่งสมประสบการณ์ที่เป็นองค์ความรู้ในตัว (Tacit Knowledge) อยู่มากมาย วันนี้ “แก้วเจ้าจอมออนไลน์” จะถอดบทเรียนจากประสบการณ์การบริหารของผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดีมาให้รับทราบ

เริ่มต้นจากทำให้เห็นเป็น “รูปธรรม”

ผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดีกล่าวว่า การทำงานทุกอย่าง ย่อมมีปัญหาและอุปสรรคให้ฟันฝ่า โดยเฉพาะเมื่อการทำงานของเราจะสร้าง “ความเปลี่ยนแปลง” ให้เกิดขึ้นกับองค์กร

เมื่อองค์กรมีการเปลี่ยนแปลง การต่อต้านจากคนในองค์กรเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากแต่สามารถจัดการได้ เหตุผลหลักไม่ได้เกิดจากการ "ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง" โดยตรง แต่มักเกิดจาก "การต่อต้านการถูกเปลี่ยน" หรือ “ความกลัวในสิ่งที่ยังไม่รู้”

ตามหลักวิชาการแล้วความกลัวการเปลี่ยนแปลง มีสาเหตุมาจาก

  • ขาดความเข้าใจ (Lack of Understanding)
  • ความกลัวสิ่งที่ไม่รู้ (Fear of the Unknown) กลัวว่าจะทำงานใหม่ไม่ได้ หรือกลัวการต้องออกจาก Comfort Zone
  • ขาดความเชื่อมั่น (Lack of Trust)
  • ความพึงพอใจในสถานะปัจจุบัน (Status Quo) ความรู้สึกสะดวกสบายกับการทำงานรูปแบบเดิมๆ

ประการสำคัญ คือการสู้กับความคิดของคน ผอ.นฤพล ศรีสว่าง กล่าวว่า มีโอกาสมาบริหารงานอย่างเต็มตัวครั้งแรกในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายอาคารสถานที่ อันเป็นเวลาเดียวกันกับที่มีการเปลี่ยนแปลงคณะผู้บริหารครั้งใหญ่ของมหาวิทยาลัย คือเปลี่ยนแปลงยกชุดในตำแหน่งอธิการบดี รองอธิการบดี สิ่งเหล่านี้ ทำให้แรงต้านเพิ่มขึ้นอีกเท่าทวีคูณ การทำงานในแต่ละย่างก้าวเกิดแรงต้านและถูกจับตามองมากยิ่งขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกตั้งคำถามว่า จะเปลี่ยนแปลงอะไร เปลี่ยนแปลงไปทำไม เพื่ออะไร?

การทำงานในช่วงนั้นได้กำลังใจจากผู้บริหารว่า การบริหารอาคารสถานที่ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ง่ายที่สุด เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงทาง “กายภาพ” ที่ผู้คนสามารถสัมผัสได้ด้วยสายตาโดยตรง ผิดกับวิสัยทัศน์อื่นๆ ของผู้บริหารในยุคนั้นอย่างคำว่า “องค์กรผาสุก” “มหาวิทยาลัยราชภัฏอันดับ1” ซึ่งยังมีความเป็นนามธรรมสูงมาก ดังนั้น งานที่ทำจึงถือว่าง่ายแล้ว หากจะเปรียบหน้างานกับคนอื่นๆ

จากจุดนี้ เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เดินหน้าการทำงานอย่างเชื่อมั่น การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงจากหน้าประตูมหาวิทยาลัยฝั่งถนนสามเสน ทางเดินเท้าเข้ามหาวิทยาลัย สวนหย่อม โดยใช้คอนเซปต์ “รีสอร์ท” เป็นแม่แบบ และค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปทีละจุดๆ

การเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นนับได้ว่าเป็น “กายภาพ” ที่สวยงาม เปลี่ยนแปลงจากสภาพเดิมจนผิดหูผิดตา แม้ว่าจะไม่มีคำชม แต่กระแสการต่อต้านและความกลัวก็ค่อยๆ จางหายไป

นับได้ว่า การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนทางกายภาพ เป็นประตูไปในสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมา

การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนต้องมาพร้อมจิตสำนึก

สวนสุนันทาในวันนี้ ถือได้ว่า เป็นมหาวิทยาลัยที่มีความสวยงามมาก บนความสวยงามนั้น หากจะถามว่าเพราะเหตุใด ส่วนหนึ่งเราบอกได้ว่ามีความสะอาดและปราศจากขยะ

กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดีกล่าวว่า เป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญและต้องใช้ยุทธวิธีมากมายเพื่อจัดการกับปัญหาเรื่องขยะนี้ เพราะในยุคก่อน ถือว่าขยะเป็นปัญหาใหญ่ขององค์กร นอกเหนือจากการบริหารจัดการที่ขาดประสิทธิภาพของมหาวิทยาลัยแล้ว คนในองค์กรทั้งนักศึกษาและบุคลากรภายในก็ไม่ใส่ใจกับความสะอาดเท่าที่ควร

เราจะพบว่า มีขยะถูกทิ้งขว้างเต็มถนน ถังขยะล้นไปด้วยขยะที่ยังไม่ถูกจัดเก็บ ต้นไม้ข้างทางมีขยะถูกซุกไว้ รวมทั้งยังมีขวดน้ำ แก้วพลาสติกที่กินเสร็จแล้ว ก็ทิ้งขว้างอย่างมักง่าย ในขณะที่ในสนามฟุตบอลหน้าตึกครุศาสตร์ มีกิ่งไม้กองสุมรอเผาทิ้งอยู่เป็นจุดๆ 

การบริหารจัดการ เริ่มจากหลักการที่ว่าต้องฉายภาพให้คนในองค์กรเห็นว่า มหาวิทยาลัยที่ใสสะอาดปราศจากขยะนั้น จะมีสภาพอย่างไร การบริหารจัดการในประเด็นนี้ เริ่มต้นจากการระดมบุคลากรที่มีที่พักในมหาวิทยาลัย จัดตารางเวรมาทำความสะอาด กวาดขยะในมหาวิทยาลัยตั้งแต่ตี 4 เมื่อเริ่มเวลาการทำงานประมาณ 8.00 น. ทุกคนในองค์กรจะพบว่า มหาวิทยาลัยมีความสะอาดขึ้นอย่างผิดหูผิดตา แต่เวลาผ่านไป 1-2 ชั่วโมง ก็จะกลับมาในวังวนเดิม คือขยะจำนวนมโหฬาร จะถูกนำมาทิ้งเกลื่อนถนนเหมือนเดิม

“ฝ่ายอาคารสถานที่รับมือกับสิ่งนี้ โดยจัดเตรียมทีมงานเฉพาะกิจ เป็นคนงานจาก Out Source  อีก 2 ชุด มีถุงขยะ อุปกรณ์การเก็บขยะ ไม้กวาด ไม้แหลมๆ สำหรับจัดการขยะที่มีคนยัดทิ้งในพุ่มไม้ เดินเก็บขยะอีกครั้ง ประมาณ 7.00-12.00 น. และในเวลา 13.30-16.00 น. เราทำงานอย่างนี้เป็นแรมปีเพื่อต่อสู้กับความไม่มีวินัยของคนในมหาวิทยาลัย” 

สิ่งสำคัญที่สุดคือการปลุกจิตสำนึกให้คนในองค์กรเกิดความตระหนัก โดยเฉพาะนักศึกษา มหาวิทยาลัยใช้พลังนักศึกษามาเป็นแรงขับเคลื่อนในการรณรงค์ไม่ให้คนทิ้งขยะ โดยมีคำขวัญผ่านการสื่อสารภายในองค์กรในทุกรูปแบบ มีการประกวดแข่งขันในแต่ละคณะ วิทยาลัย ศูนย์ สำนัก/สถาบัน ด้วยคำขวัญ “อาคารสวยดี ไม่มีสิ่งปฏิกูล” หน่วยงานใดชนะเลิศ จะได้รับรางวัลในการประชุมใหญ่ประจำปีของมหาวิทยาลัย

การทำงานอย่างหนักหน่วง พร้อมๆ กับการทำคลิปวิดีโอรณรงค์ต่างๆ เพื่อการปลุกจิตสำนึกไปพร้อมๆ กัน ให้ผลเป็นที่น่าพอใจ จนกล่าวได้ว่า ในปัจจุบันนี้ ใครก็ตามที่จะทิ้งขยะลงพื้นสักหนึ่งชิ้น จะมีความรู้สึกผิดและกระดากอายเป็นอย่างยิ่ง เพราะคนผู้นั้น จะเป็นผู้ที่ทำให้มหาวิทยาลัยที่สดใสสวยงามพลันมัวหมองขึ้นมาทันที

ไม่ง่ายเลยที่จะก้าวมาถึงจุดนี้ได้ ยากที่สุด “การต่อสู้กับความเชื่อ”

สวนสุนันทา มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันยาวนาน เป็นความภาคภูมิใจของคนในองค์กรเป็นอย่างยิ่ง ในความภาคภูมิใจดังกล่าวนี้ จึงเกิดเป็นความรักและความหวงแหนตามมา 

ในการบริหารจัดการด้านอาคารสถานที่ ปัญหาที่พบมากที่สุดก็คือเมื่อจะลงมือทำการสิ่งใด มักจะไปกระทบสิ่งของดั้งเดิมที่เป็นความเคยชินทุกคนรู้สึกว่าจะต้องเป็นอยู่อย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ใหญ่ สถานที่ หรือตึกสำคัญๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริเวณเนินพระนางอันเป็นที่ตั้งของพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ฯ

เมื่อเข้ามาทำหน้าที่ใหม่ๆ ผอ.นฤพล ศรีสว่างเล่าว่า อธิการบดีในขณะนั้น มีคำสั่งให้ ปรับปรุงบริเวณเนินพระนางหรือภูดิน รวมไปถึงบริเวณสนามฟุตบอลหน้าคณะครุศาสตร์ ปรากฏว่าเกิดกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงในหมู่คณาจารย์เก่า แต่ผู้บริหารก็ไม่หวั่นไหว เดินหน้าสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมไว้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เปลี่ยนแปลงบริเวณรอบๆด้าน โดยไม่ให้กระทบที่ตั้งของพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ฯ นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงสนามหญ้าที่ดูแล้วไม่สวยงามเพราะมีหญ้าตายจากการเหยียบย่ำของนักศึกษาและบุคลากรที่มาใช้สนาม มาเป็นสนามหญ้าเทียมและลู่ยางสงเคราะห์ พร้อมๆ กับไฟสปอร์ตไลท์ส่องสว่างเพื่อให้ประโยชน์ยามค่ำคืน ปรากฏว่าเมื่อก่อสร้างเสร็จแล้ว ทั้งบริเวณรายรอบเนินพระนางและสนามกีฬา เปลี่ยนแปลงกลับมาสวยงามขึ้นอย่างผิดหูผิดตา นักศึกษาเจ้าหน้าที่ใช้ประโยชน์ได้อย่างจริงจัง ความกดดันตลอดระยะเวลาหลายเดือนจึงค่อยๆ จางหายไป

ประสบการณ์ในเรื่องนี้คือ เมื่อมีกระแสการต่อต้าน ต้องมีความมุ่งมั่นและเชื่อมั่นในสิ่งที่เราทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ในกรณีดังกล่าวนี้ คณะผู้บริหารมีการเตรียมการอย่างเป็นระบบ มีการจ้างออกแบบงานจากผู้มีความรู้และประสบการณ์ รวมทั้งมีความรู้ด้านประวัติศาสตร์และความเป็นมาของสวนสุนันทา

ในขณะเดียวกัน การทำงานที่ต้องต่อสู้กับ “ความเชื่อ” ก็ต้องมี “พิธีกรรม” ที่รักษาความรู้สึกอันละเอียดอ่อนนี้ไว้ด้วย โดยจะพบว่า ในช่วงเวลา ณ ขณะนั้น มหาวิทยาลัยจะมีพิธีกรรม งานบวงสรวงพระนางเกิดขึ้นในทุกช่วงเวลาสำคัญ บริหารงานมหาวิทยาลัย ต้องไม่ละเลยที่จะต้องบริหารความเชื่อของคนในองค์กรไปพร้อมๆ กันด้วย

สุดท้ายแล้ว “หัวใจสำคัญ” ใช้ประโยชน์และบริหารจัดการได้

ผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดีเล่าความหลังว่า งานอาคารสถานที่เป็นงานที่ต้องทำให้พื้นที่ในทุกอณูของมหาวิทยาลัยใช้ได้จริง หลายสิ่งหลายอย่างที่ทำขึ้น เป็นเรื่องปกติธรรมดาในเวลานี้ เช่น การติดสปอร์ตไลท์ให้มหาวิทยาลัยเกิดความสว่างไสวในยามค่ำคืน ทำให้มหาวิทยาลัยที่เคยเงียบเหงาเมื่อถึงเวลาค่ำ พลันมีสีสันและมีชีวิตชีวาขึ้นมาในทันที

ผอ.นฤพล ศรีสว่าง กล่าวว่า เมื่อครั้งที่เข้ามาทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายอาคารสถานที่ ปรากฏว่าวิสัยทัศน์ของผู้บริหารในขณะนั้น ตั้งเป้าหมายว่า จะทำให้สวนสุนันทามีบรรยากาศเป็น “มหาวิทยาลัยชาววัง” ซึ่งในตอนนั้นแทบจะนึกภาพไม่ออกเลยว่าหน้าตาจะเป็นอย่างไร

สิ่งที่จะนำไปสู่ความสำเร็จได้ คือการวางแผนงานอย่างเป็นระบบและสามารถนำไปสู่การปฏิบัติ ได้ในทุกขั้นตอน ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือการทำสิ่งที่เป็น “นามธรรม” ให้เกิดเป็น “รูปธรรม” ที่สัมผัสได้

อธิการบดีสั่งให้นำ “ความคิด” มาเขียนเป็นตัวหนังสือผ่านแผนงานและโครงการ เขียนแล้วยังนึกภาพไม่ออก ให้วาดเป็นภาพออกมาให้เห็น จากครั้งแรกไม่เข้าใจในคำบอกกล่าวนี้ แต่ภายหลังจึงเกิดความกระจ่างขึ้นมาในความคิด และกลายเป็นแนวทางในการทำงานมาถึงปัจจุบัน เพราะการวาดเป็นภาพนั้นก็คือการหาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาเขียนแบบตามความคิดที่เป็นจินตนาการของเรา เป็นกระบวนการหนึ่งในการวางแผน ออกแบบ และจัดซื้อจัดจ้าง

อันนี้ไม่ใช่งานง่าย เพราะคนที่จะเขียนแบบตามความรู้สึกนึกคิดของเราได้ ต้องเป็นมืออาชีพมากๆ รวมทั้งต้องมีความรู้เกี่ยวกับความเป็นวังสวนสุนันทาอีกด้วย สุดท้ายเราจบลงด้วยการเชิญศิลปินแห่งชาติด้านสถาปัตยกรรมฯมาให้ความคิด และนำมาสู่การออกแบบตัวอาคารโดยใช้การสวมหน้ากากตึกให้มีรูปลักษณ์เป็นอาคารโบราณ เน้นสีดั้งเดิม เขียว แดง เหลืองตามอาคารสำนักงานศิลปะและวัฒนธรรมที่เป็นอาคารต้นแบบ ในขณะที่ภายในอาคาร ยังคงความสมัยใหม่ตามโครงสร้างเดิม อาคารต่างๆ ของสวนสุนันทาจึงเป็นไปตามคอนเซ็ปต์ที่ผู้บริหารวางไว้ คือสวยงามเสมือนดั่งเป็นวัง แต่ภายในใช้งานแบบอาคารสมัยใหม่

บรรยากาศของความเป็นอุทยานภายในสวนสุนันทาผ่านการออกแบบโดยทีมงาน “สวนนงนุช”

โดยคุณกำพล ตันสัจจา เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจก็คือ แม้ว่าผู้บริหารจะออกแบบต้นไม้ในประวัติศาสตร์ที่อยู่คู่กับมหาวิทยาลัยมากมายเพียงใด แต่คุณกำพลยืนยันด้วยต้นไม้หลักคือ ปาล์ม โดยให้เหตุผลว่า สวยงามอย่างรวดเร็ว จัดสวนง่าย และประการสำคัญหลังเสร็จสิ้นแล้ว ไม่ต้องบริหารจัดการใดๆ อีก มิฉะนั้นแล้ว มหาวิทยาลัยจะต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่คือการจัดการกับใบไม้ที่ร่วงหล่นมากมายมหาศาลในเวลาต่อมา ซึ่งข้อมูลนี้ เป็นที่ประจักษ์ความจริง ณ วันนี้ เพราะสวนสุนันทา ไม่มีปัญหาในเรื่องนี้อีกเลย

บทสรุปจากบทเรียนในประสบการณ์การบริหารครั้งนี้คือ สิ่งที่จะสมบูรณ์แบบที่สุดได้นั้น คือการทำ “นามธรรม” ให้เป็น “รูปธรรม” ที่สัมผัสได้ รวมทั้งหลังจากนั้นแล้ว ต้องบริหารจัดการได้ด้วย มิฉะนั้น จะเป็นความสำเร็จแบบวูบวาบ ไม่เป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน

โลกของจินตนาการนั้นสวยงามสมบูรณ์แบบ แต่จินตนาการที่ดี ต้องนำมาสู่การปฏิบัติและบริหารจัดการได้ด้วย

นฤพล ศรีสว่าง

ผู้เขียนบทความ

นฤพล ศรีสว่าง

ผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี

คำค้นหา:บริหาร, บุคลากร, องค์กร, มหาวิทยาลัย, อธิการบดี
แชร์เรื่องนี้: