มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา วิทยาเขตนครปฐม มีพื้นที่มากกว่า 200 ไร่ ตั้งอยู่กลางทุ่งนาที่ห่างไกลจากแม่น้ำท่าจีน อันเป็นแม่น้ำสายหลักของจังหวัดนครปฐม มีเพียงคลองส่งน้ำชลประทานเล็ก ไว้สำหรับเกษตรกรในละแวกนี้ เพื่อใช้เพาะปลูกและการกสิกรรม ในขณะที่มหาวิทยาลัยเองต้องใช้ปริมาณน้ำมหาศาลเพื่อการอุปโภคบริโภค
จะบริหารจัดการน้ำอย่างไร? เพื่อไม่ให้เบียดบังเกษตรกร เพื่อการอยู่ร่วมกันกับชุมชนอย่างสันติ เป็นเรื่องที่ดูเหมือนง่าย แต่ต้องใช้สติปัญญาในการบริหารจัดการพอสมควรเลยทีเดียว...
การบริหารจัดการน้ำของวิทยาเขตนครปฐม ภายใต้การบริหารงานของรองอธิการบดีวิทยาเขต นับตั้งแต่รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน โสมรณวัตร ที่ขยับไปเป็นรองอธิการบดีฝ่ายบริหาร เปลี่ยนผ่านมาถึงผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.แก่นเพชร ศรานนทวัฒน์ มีเรื่องราวที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย
วิทยาเขตนครปฐมในมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา มีการบริหารจัดการน้ำที่บำรุงรักษาภูมิทัศน์อย่างเป็นระบบเพื่อความยั่งยืนและประสิทธิภาพ พื้นที่รับน้ำดิบ 37 ไร่ โดยประมาณ สามารถรับน้ำได้ถึง 480 ล้านลิตร แหล่งต้นน้ำได้รับน้ำมาจากคลองซอยบน ซึ่งแยกมาจากคลองนราภิรมย์ ซึ่งแหล่งต้นน้ำมาจากแม่น้ำท่าจีนสายหลัก วิธีการนำน้ำดิบเข้าพื้นที่จะใช้ "หลักการประตูระบายน้ำแบบบานเปิด-ปิดอัตโนมัติ" หรือเรียกอีกอย่างว่า "ประตูระบายน้ำ Flap Valve" เป็นวิถีพื้นบ้านที่ชาวบ้านนิยมใช้กัน ซึ่งไม่ต้องอาศัยพลังงานไฟฟ้าหรือน้ำมัน การคำนวณขั้นต้นของปริมาณน้ำที่สูญเสียไปในแต่ละวันที่เกิดจากการใช้งาน (Consumption), การระเหย (Evaporation) และการซึม (Seepage) สูญเสียไปประมาณ 1,500 คิวต่อวัน
สำหรับพื้นที่วิทยาเขตนครปฐม มหาวิทยาลัยได้วางระบบท่อจ่ายน้ำโดยชุดควบคุมอัตโนมัติ (Automatic Controller) 7 สถานี ได้แก่ สถานีทางเข้าศาลตายาย สถานีวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถานีโซนแนวไผ่ซางหม่น สถานีวิทยาลัยวิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน สถานีสาขาวิทยาศาสตร์การกีฬาและสุขภาพ สถานีหอพักนักศึกษา สถานีบ้านพักเจ้าหน้าที่อาคารและสถานที่ เป็นหัวใจสำคัญในการตั้งเวลาและแบ่งโซนรดน้ำ (Zones) ทำให้รดน้ำได้แม่นยำตามความต้องการของพืชแต่ละประเภท ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ในวิทยาเขตนครปฐม ซึ่งระบบนี้ช่วยกระจายและเพิ่มเสถียรภาพของแรงดันน้ำ อีกทั้งยังช่วยให้เจ้าหน้าที่ดูแลสวนสามารถควบคุมการเปิด-ปิดน้ำเฉพาะในพื้นที่ที่ต้องบำรุงรักษาหรือซ่อมแซมได้ โดยที่ยังคงสามารถจ่ายน้ำไปยังส่วนงานอื่น ๆ ได้ตามบริบทของแต่ละส่วน
งานระบบบำบัดน้ำเสียในพื้นที่วิทยาเขตนครปฐม “น้ำดีไล่น้ำเสีย”
ในการแก้ไขมลพิษทางน้ำนั้น ให้ใช้หลักการแก้ไขโดยพระราชดำริ "น้ำดีไล่น้ำเสีย" โดยใช้หลักการตามธรรมชาติแห่งแรงโน้มถ่วงของโลก (Gravity Flow) ใช้น้ำที่มีคุณภาพดีจากคลองซอยบน ให้ช่วยผลักดันและเจือจางน้ำเน่าเสีย คือหลักการบำบัดน้ำเสียโดยการทำให้เจือจาง (Dilution) วิธีนี้จะทำได้ด้วยการเปิด-ปิดประตูอาคารควบคุมน้ำ รับน้ำจากคลองซอยบนในช่วงจังหวะน้ำขึ้น ผลดีก็คือ น้ำในพื้นที่วิทยาเขตนครปฐม มีโอกาสไหลถ่ายเทหมุนเวียนกันมากขึ้น น้ำที่มีสภาพทรงอยู่กับที่และเน่าเสียก็จะกลับกลายเป็นน้ำที่มีคุณภาพดี “การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติในเชิงอนุรักษ์ควบคู่ไปกับการพัฒนาที่เรียบง่าย” ไม่ขัดกับหลักธรรมชาติ เป็นมิตรกับชุมชน และนำไปสู่ประโยชน์ที่ต้องการได้
ดัชนีความสมบูรณ์ทางชีวภาพ โดยใช้ปลาตะเพียนเป็นตัวชี้วัดคุณภาพน้ำ
ปลาตะเพียนเป็นสิ่งมีชีวิตที่เหมาะสมในการประเมินคุณภาพของแหล่งน้ำ ความหลากหลายทางถิ่นที่อยู่ ซึ่งปลาตะเพียนโดยทั่วไปมีอายุ 5-10 ปี เมื่ออาศัยอยู่ในแหล่งน้ำภายในวิทยาเขตนครปฐม ปลาตะเพียนจะมีวงจรชีวิตที่นานกว่าเมื่อเทียบกับสัตว์น้ำชนิดอื่น ทำให้สามารถบ่งบอกถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เนื่องจากปลาตะเพียนมีขนาดใหญ่ ช่วยให้ง่ายในการศึกษาสามารถมองเห็นและจำแนกชนิดได้ด้วยตาเปล่า ปลาตะเพียนจึงเป็นสิ่งมีชีวิตในแหล่งน้ำที่สำคัญในการเป็นตัวชี้วัดดัชนีความสมบูรณ์ทางชีวภาพ
ระบบระบายน้ำภายในวิทยาเขตนครปฐม
วิทยาเขตนครปฐมได้ดำเนินตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทฤษฎีใหม่ที่สมบูรณ์นั้น คือ สระเก็บกักน้ำจะต้องทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเต็มความสามารถ โดยต้องมีแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่สามารถเพิ่มเติมน้ำในสระเก็บกักน้ำให้เต็มอยู่เสมอ "ตามระบบทฤษฎีใหม่ที่สมบูรณ์ อ่างใหญ่ เติมอ่างเล็ก อ่างเล็ก เติมสระน้ำ"
โคก-หนอง-นา โมเดล เกษตรทฤษฎีใหม่เข้ากับภูมิปัญญาพื้นบ้าน
การจัดการพื้นที่ซึ่งเหมาะกับพื้นที่วิทยาเขตนครปฐมโดย "โคก-หนอง-นา โมเดล" เป็นการผสมผสานเกษตรทฤษฎีใหม่เข้ากับภูมิปัญญาพื้นบ้านให้สอดคล้องกับธรรมชาติ การให้ธรรมชาติจัดการตัวเอง ซึ่งถือเป็นทฤษฎีที่เหมาะสมกับพื้นที่การเกษตร การเตรียมพื้นที่กักเก็บน้ำต้องทำให้น้ำสามารถกระจายไปได้เต็มพื้นที่ โดยขุด “คลองไส้ไก่” หรือคลองระบายน้ำรอบพื้นที่วิทยาเขตนครปฐม ตามภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยขุดให้คดเคี้ยวไปตามพื้นที่เพื่อให้น้ำกระจายความชุ่มชื้นไปได้อย่างทั่วถึง ลดพลังงานในการรดน้ำต้นไม้ นอกจากนั้นยังสามารถช่วยให้พื้นที่ในวิทยาเขตนครปฐมสวยงามอย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีสถานีสูบระบายน้ำฝน 1 สถานี ได้แก่ สถานีโรงสูบน้ำ เพื่อป้องกันสถานการณ์น้ำท่วม สามารถนำไปใช้ในการวางแผนบริหารจัดการน้ำให้เกิดการหมุนเวียนในพื้นที่เพิ่มได้อีกด้วย

