คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ไม่ใช่คณะใหม่เอี่ยมถอดด้ามของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา แต่เป็นการแปลงร่างมาจากคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมเดิม โดยในมิติใหม่ จะใช้ศาสตร์ด้านวิศวะเป็นแนวนำในการจัดการเรียนการสอน และในวันนี้ “ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชนมภัทร โตระสะ” ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารสูงสุดในตำแหน่งคณบดี
สถานการณ์ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ฯหรือเทคโนโลยีเดิมในสถาบันต่างๆ ของไทย ในขณะนี้เป็นอย่างไรบ้าง? โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยราชภัฏแต่ละแห่ง เพราะมีปัญหาเรื่องเด็กเรียนน้อยต่อเนื่องกันมาหลายปี ในประเด็นดังกล่าวนี้ คณบดีคณะวิศวฯกล่าวว่า ต้องยอมรับความจริงว่า ปัจจุบันจำนวนนักเรียนที่เข้าสู่ระดับอุดมศึกษาลดลงอย่างต่อเนื่องมาหลายปี ซึ่งเป็นผลจากทั้งโครงสร้างประชากรและพฤติกรรมการเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ มหาวิทยาลัยโดยเฉพาะกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ ต้องปรับตัวเชิงรุก โดยสร้างหลักสูตรที่ตอบโจทย์และเป็นความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต
คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมของสวนสุนันทาเป็นคณะแรกในกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏที่ได้เปลี่ยนชื่อเป็น คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม
ในปัจจุบันมหาวิทยาลัยราชภัฏต่างๆ เริ่มปรับตัวในลักษณะเดียวกัน มีการเปลี่ยนชื่อคณะและพัฒนาหลักสูตรด้านวิศวกรรมมากขึ้น ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อแล้วมีประมาณ 4-5 แห่ง และอยู่ระหว่างดำเนินการอีกหลายแห่ง ส่วนแนวโน้มหลักสูตรในอนาคตต้องเป็นหลักสูตรที่สามารถพัฒนาทักษะที่จับต้องได้ เช่นการทำงานกับระบบจริง การใช้เทคโนโลยีอย่าง AI การแก้ปัญหาในสถานการณ์จริง และต้องทำได้อย่างมืออาชีพ ตามวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัย
ในส่วนของคณะฯ ได้ปรับตัวใน 4 มิติสำคัญ
มิติแรก คือ การเปลี่ยนจาก “การเรียนเพื่อให้จบ” ไปสู่ “การเรียนเพื่อให้มีงานทำ” โดยออกแบบหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน ที่เน้นการปฏิบัติทั้งในห้องเรียนและในสถานประกอบการ ทุกสาขาวิชาจัดให้มีโครงงานและโจทย์จากภาคอุตสาหกรรมเข้าประยุกต์ในการเรียนรู้ของนักศึกษาอย่างต่อเนื่อง
มิติที่สอง คือ การสร้าง “ทักษะที่ตลาดต้องการจริง” เราเน้นให้นักศึกษาได้ลงมือทำ ไม่ใช่แค่เรียนทฤษฎี เช่น การเขียนโปรแกรม การพัฒนาระบบ IoT การสร้างหุ่นยนต์ การออกแบบระบบอัตโนมัติ การออกแบบผลิตภัณฑ์ ออกแบบสื่อและนิทรรศการต่างๆ เป็นต้น นักศึกษาจะได้ทำงานจริง ทดลองจริง และแก้ปัญหาจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการมากในปัจจุบัน
มิติที่สาม คือ การใช้จุดแข็งของความเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่นการดูแลนักศึกษาอย่างใกล้ชิด อาจารย์สามารถทำงานร่วมกับนักศึกษาเป็นที่ปรึกษา และร่วมพัฒนาโครงการจริงไปด้วยกัน ทำให้นักศึกษาของเรามีความมั่นใจ กล้าคิด กล้าทำ และสามารถทำงานเป็นทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มิติที่สี่ คือ การเตรียมนักศึกษาให้พร้อมกับโลกอนาคต คณะมีการพัฒนาทักษะที่สำคัญในอนาคต เช่น การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI การมีทักษะเชิงปฏิบัติ และการบูรณาการความรู้ข้ามศาสตร์ เช่น วิศวกรรมร่วมกับการออกแบบ เพิ่มเติมให้กับนักศึกษา ซึ่งทั้งหมดนี้ได้บูรณาการเข้าไปในหลักสูตรเรียบร้อยแล้ว
เปลี่ยนชื่อคณะจากเทคโนโลยีนำ เป็นวิศวกรรมศาสตร์นำ มีการเปลี่ยนแปลงอะไรที่เป็นรูปธรรมบ้าง เพื่อไม่ให้ขึ้นชื่อว่าเป็น “เหล้าเก่าในขวดใหม่”
สิ่งที่เราเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม เริ่มตั้งแต่ระดับหลักสูตร เราได้ปรับแนวคิดจากการสอนแบบเน้นเนื้อหา ไปสู่การเรียนรู้ที่เน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ (Outcome-Based Education) โดยออกแบบหลักสูตรร่วมกับภาคอุตสาหกรรม เช่นสาขาวิชาการจัดการอสังหาริมทรัพย์และทรัพยากรอาคาร ได้ร่วมออกแบบหลักสูตรตามความต้องการของ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) กับ บริษัท สมาร์ท เซอร์วิส แอนด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด เพื่อผลิตบัณฑิตที่มีความรู้และทักษะในการบริหารอาคารต่างๆ ให้กับบริษัท เพื่อให้มั่นใจว่านักศึกษาจะได้รับทักษะที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานจริง รวมถึงการบูรณาการเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น AI, IoT และระบบอัตโนมัติ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้แล้ว ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชนมภัทร โตระสะ ยังกล่าวด้วยว่า ด้านสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ ได้ปรับจากห้องเรียนแบบเดิมไปสู่การสร้างห้องปฏิบัติ เช่น Smart Lab, Robotics Lab, Design Lab และพัฒนาห้องเรียนคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ที่ทันสมัย เพื่อให้นักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติจริง เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง และสามารถเชื่อมโยงทฤษฎีกับการใช้งานจริงได้ตั้งแต่ปีแรกของการศึกษา
บทบาทของอาจารย์เป็นมากกว่าผู้สอน มีการทำงานร่วมกับนักศึกษาอย่างใกล้ชิด ทั้งในด้านการทำ งานวิจัย และการพัฒนานวัตกรรม โดยมีการเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม และชุมชน เพื่อดึงโจทย์จริงเข้ามาใช้ในการเรียนการสอน ซึ่งช่วยให้นักศึกษาเข้าใจบริบทการทำงานจริง สามารถพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาได้อย่างเต็มที่ตั้งแต่ยังไม่สำเร็จการศึกษา
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชนมภัทร โตระสะ พูดถึงการเรียนการสอนที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ฯ ว่า สำหรับสาขาวิชาที่เป็นจุดขายของคณะ ขอแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก เนื่องจากคณะมีหลักสูตรที่หลากหลาย และสามารถตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมและตลาดแรงงานได้อย่างเป็นระบบ ทั้งด้านวิศวกรรม ด้านเทคโนโลยีและการจัดการ ด้านการออกแบบ ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ทำให้คณะมีความแตกต่างและโดดเด่นอย่างชัดเจน
ในกลุ่มวิศวกรรมศาสตร์ มีสาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และวิศวกรรมหุ่นยนต์ ถือเป็นหัวใจสำคัญในการการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสมัยใหม่ หรือ S-Curve ของประเทศ จุดเด่นของสาขานี้คือ การบูรณาการองค์ความรู้ด้าน AI, IoT, Embedded Systems และระบบอัตโนมัติเข้าด้วยกัน นักศึกษาได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง เช่น การพัฒนาหุ่นยนต์ ระบบเกษตรอัจฉริยะ หรือระบบควบคุมในโรงงานอุตสาหกรรม
ในกลุ่มการออกแบบ มีสาขาออกแบบกราฟิกและมัลติมีเดีย ซึ่งเป็นสาขาที่ได้รับความนิยมสูงอย่างต่อเนื่อง จุดเด่นของสาขานี้คือการพัฒนาทักษะด้าน Digital Content, UX/UI Design, Animation และสื่อมัลติมีเดียแบบครบวงจร ที่ตอบโจทย์ธุรกิจและสังคมในยุคดิจิทัลได้ ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม Creative Economy ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
ในกลุ่มเทคโนโลยีและการจัดการ มีสาขาเทคโนโลยีความปลอดภัยและอาชีวอนามัย ซึ่งในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมาได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อสำเร็จการศึกษานักศึกษาสามารถขอใบประกอบวิชาชีพเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับวิชาชีพ หรือ จป.วิชาชีพ ได้ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ภาคอุตสาหกรรมมีความต้องการสูง และมีความจำเป็นตามกฎหมายในสถานประกอบการ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม โรงพยาบาล โรงแรม และคลังสินค้า
คณะมีการปรับการเรียนการสอนแบบบูรณาการข้ามศาสตร์ เช่น
- วิศวกรรม + ออกแบบ → สร้าง Product ที่ใช้งานได้จริงและสวยงาม
- วิศวกรรม + Safety → พัฒนาระบบอุตสาหกรรมที่ปลอดภัย
- เทคโนโลยี + ธุรกิจ → ต่อยอดเป็น Startup ได้
มีหลักสูตรใหม่ๆ อะไรบ้างที่วางแผนจะเปิดการเรียนการสอน โดยเฉพาะหลักสูตรที่มีหลักประกันคุณภาพ เช่น จบแล้วมีใบวิชาชีพ กว.รับรอง ในจุดนี้ คณะมีความพร้อมแค่ไหน?
แนวทางการพัฒนาหลักสูตรของคณะ ไม่ได้มองเพียงการปรับหลักสูตรให้ทันสมัยเท่านั้น แต่คณะมุ่งเน้นไปที่การยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ โดยในปีที่ผ่านมาหลักสูตรของคณะได้รับการรับรองมาตรฐานวิชาชีพของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ สำหรับแนวทางการพัฒนาหลักสูตรใหม่ หลักสูตรแรกเป็นการปรับปรุงหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีไฟฟ้า เป็นหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า โดยปรับโครงสร้างหลักสูตร มาตรฐานการเรียนการสอน และผลลัพธ์การเรียนรู้ให้สอดคล้องกับเกณฑ์ของ สภาวิศวกร เพื่อเปิดโอกาสให้บัณฑิตสามารถขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรม หรือ กว. ได้ในอนาคต และคณะยังมีแผนในการพัฒนาหลักสูตรวิศวกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ซึ่งเป็นสาขาที่จะรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่มีการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ระบบขับเคลื่อนอัจฉริยะ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องเพิ่มมากขึ้น
การเตรียมความพร้อมในการพัฒนาหลักสูตรใหม่ มีการจัดทำห้องปฏิบัติการวิศวกรรมไฟฟ้าต่างๆ ตามที่สภาวิศวกรกำหนด การจัดหาครุภัณฑ์ต่างๆ รวมถึงการเตรียมอาคารสถานที่สำหรับฝึกปฏิบัติ เพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติในสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงกับการทำงานจริงมากที่สุด การเตรียมความพร้อมด้านระบบการเรียนรู้ โดยออกแบบการเรียนรู้ให้เชื่อมโยงกับมาตรฐานวิชาชีพ ตั้งแต่การเรียนในห้องปฏิบัติการไปจนถึงการฝึกประสบการณ์ในสถานประกอบการจริง เพื่อให้นักศึกษามีทั้งความรู้ ทักษะ และประสบการณ์พร้อมเข้าสู่กระบวนการวิชาชีพได้อย่างมั่นใจ
อะไรที่เป็น “อัตลักษณ์” ที่โดดเด่นให้กับวิศวะสวนสุนันทา แบบไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร?
คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ฯ กล่าวว่า อัตลักษณ์ของคณะคือ ‘นักปฏิบัติมืออาชีพ’ ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่ ‘ทำงานเป็น’ แต่หมายถึง ‘ทำงานได้จริงในโลกจริง และสามารถพัฒนาไปได้ต่อเนื่องในอนาคต’ โดยบัณฑิตของคณะมีทักษะเชิงปฏิบัติที่สามารถบูรณาการความรู้ทางวิศวกรรม เทคโนโลยี และการออกแบบ มาประยุกต์ใช้ในการทำงาน และสามารถแก้ปัญหาในสถานการณ์จริงได้ ทุกหลักสูตรของคณะได้รับการพัฒนาให้สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพหรือคุณวุฒิวิชาชีพ เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาสามารถพัฒนาตนเองไปสู่การได้รับการรับรองหรือใบอนุญาตประกอบวิชาชีพในสายงานของตนได้ ซึ่งถือเป็นเครื่องยืนยันถึงคุณภาพและความเป็นมืออาชีพของบัณฑิต บัณฑิตต้องพร้อมทำงาน มีทักษะวิชาชีพ (Hard Skills) ทักษะการทำงาน (Soft Skills) ทักษะอนาคต (AI, Digital, Innovation) และพร้อมเติบโตในสายงาน
ดังนั้น อัตลักษณ์ของคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่การสร้างบัณฑิตให้เก่งเพียงด้านเดียว แต่คือการสร้างบัณฑิตที่ทำได้จริง คิดเป็น แก้ปัญหาได้ และเติบโตได้ในโลกอนาคต
ตลาดแรงงานมีการแข่งขันสูงมาก สวนสุนันทาพร้อมหรือไม่กับการแข่งขันนี้?
ตอบได้ทันทีว่า "พร้อม" เพราะ...
หลักสูตรของคณะ เน้นการจัดการเรียนรู้ที่บูรณาการกับการทำงาน (Work-Integrated Learning: WIL) ซึ่งช่วยให้นักศึกษาได้พัฒนาทักษะผ่านประสบการณ์จริง ไม่ใช่เพียงการเรียนรู้ในห้องเรียน ได้ลงมือทำจริง ผ่านการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ การนำโจทย์หรือความต้องการของสถานประกอบการมาให้นักศึกษาปฏิบัติจริง และจัดการเรียนการสอนร่วมกับสถานประกอบการ ทั้งการฝังตัวและฝึกประสบการณ์ในสถานประกอบการ ทำให้นักศึกษามีทั้งทักษะและประสบการณ์ที่สอดคล้องกับการทำงานจริง ผลลัพธ์ที่คาดหวังคือ นักศึกษาจะมีความเข้าใจในบริบทการทำงาน มีทักษะการแก้ปัญหา และสามารถปรับตัวเข้าสู่การทำงานได้รวดเร็ว ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบสำคัญเมื่อเข้าสู่ตลาดแรงงาน
การพัฒนาหลักสูตรที่สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพในแต่ละสาขา เปิดโอกาสให้นักศึกษาสามารถพัฒนาตนเองไปสู่การได้รับการรับรองหรือใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนายจ้าง
การเชื่อมโยงสู่โอกาสการทำงานของบัณฑิต นอกจากการพัฒนาและออกแบบหลักสูตรร่วมกับสถานประกอบการแล้ว คณะได้พัฒนากลไกตั้งแต่การสร้างความเข้าใจในสายอาชีพ โดยการแนะแนวสายอาชีพในแต่ละสาขา การเชิญผู้เชี่ยวชาญจากภาคอุตสาหกรรมมาแบ่งปันประสบการณ์ การจัดกิจกรรมศึกษาดูงานในสถานประกอบการ
การพัฒนาทักษะพื้นฐานผ่านการเรียนแบบ Work-Integrated Learning (WIL) มาใช้เป็นกลไกหลักในการเชื่อมโยงการเรียนรู้กับการทำงาน โดยเน้นการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง การเรียนรู้ผ่านโครงงานที่อิงจากปัญหาจริง (Project-based Learning) เช่นการใช้กรณีศึกษาและโจทย์จากภาคอุตสาหกรรม การฝึกปฏิบัติในห้องปฏิบัติการที่จำลองสถานการณ์จริง
การได้รับประสบการณ์จริง การไปฝังตัว และฝึกประสบการวิชาชีพกับสถานประกอบการ ทำให้นักศึกษาเข้าใจวัฒนธรรมองค์กร พัฒนาทักษะการสื่อสารและการทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งนำไปสู่โอกาสการจ้างงาน
สำหรับการเป็นมืออาชีพนั้น คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์มองว่า การสร้างบัณฑิตให้เป็นมืออาชีพ ต้องมีการออกแบบหลักสูตรที่มุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ ตามแนวทาง Outcome-Based Education ที่ครอบคลุมความรู้เชิงวิชาการ ทักษะเชิงเทคนิค (Technical Skills) ทักษะการทำงาน (Soft Skills) และจริยธรรมวิชาชีพ การจัดการเรียนการสอนที่เน้นการลงมือปฏิบัติ การแก้ปัญหาจากสถานการณ์จริง และการทำงานเป็นทีม ซึ่งช่วยให้เกิดทั้งทักษะทางวิชาชีพและทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่นควบคู่กันไป ในคณะมีการจัดเตรียมห้องปฏิบัติการ เครื่องมือ และสนับสนุนสื่อการเรียนการสอน วัสดุฝึกปฏิบัติที่เพียงพอ รวมถึงการสร้างประสบการณ์ตรงในการฝึกปฏิบัติ และการฝึกประสบการณ์วิชาชีพในสถานประกอบการจริง เพื่อให้นักศึกษาได้สัมผัสมาตรฐานการทำงานจริง เรียนรู้วินัย ความรับผิดชอบ จริยธรรมในการทำงาน การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งเป็นคุณลักษณะสำคัญของความเป็นมืออาชีพ
สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่เราทำมานาน ทำตลอด และเข้มข้นยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ
“ชนมภัทร โตระสะ” จากวิศวกรติดตั้งระบบสื่อสารก้าวสู่คณบดีคณะวิศวะฯ
ผศ.ดร. ชนมภัทร โตระสะ จบจากคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมบัณฑิต ครุศาสตร์อุตสาหกรรมมหาบัณฑิต วิศวกรรมไฟฟ้า สาขาวิชาอิเล็กทรอนิกส์ จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ไฟฟ้าสาขาวิชาอิเล็กทรอนิกส์ ปริญญาเอก วิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิต (Ph.D.) ภูมิสารสนเทศ สาขาวิชาการรับรู้จากระยะไกล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
มีประสบการณ์การทำงานในภาคเอกชนมาก่อนเป็นอาจารย์ ปี 2536 – 2541 เป็นวิศวกร บริษัทวินเทรดเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ติดตั้งระบบสื่อสารโทรคมนาคม และระบบตรวจสอบเฝ้าฟังความถี่วิทยุ ระบบสื่อสารข้อมูล ปี 2541 – 2543 วิศวกร บริษัทโกลบอลเทคโนโลยี จำกัด จำหน่ายและติดตั้งระบบสื่อสาร โทรคมนาคม ระบบกล้องวงจรปิด เครื่องมือตรวจวัดทางไฟฟ้าและสื่อสาร
ปี 2543 เข้ามาเป็นอาจารย์ที่สวนสุนันทา ประจำคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา สาขาวิชาเทคโนโลยีไฟฟ้าอุตสาหกรรม ปี 2564 เปลี่ยนเป็นอาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมหุ่นยนต์ คณะวิศวกรรมศาสตร์
ผ่านงานบริหารมาอย่างโชกโชน ปี 2553 – 2555 รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร สถาบันวิจัยและพัฒนา ปี 2555 - 2560 รองคณบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ปี 2556 – 2558 หัวหน้าสาขาวิชาเทคโนโลยีไฟฟ้าอุตสาหกรรม ปี 2560 - 2564 รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ปี 2564 – 2566 รองคณบดีฝ่ายแผนงานและประกันคุณภาพ คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม และ ปี 2566 – ปัจจุบัน คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม
นอกจากเก่งงานด้านบริหารแล้ว งานวิชาการก็โดดเด่นเป็นอย่างยิ่ง มีผลงานวิจัย 16 เรื่อง และมีบทความวิจัยในฐานข้อมูลระดับชาติ นานาชาติ 26 เรื่อง รวมทั้งมีงานบริการวิชาการต่อชุมชนอย่างต่อเนื่อง เช่น ติดตั้งและอบรมระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ แบบ off gird ณ ศูนย์การเรียนรู้ ต่างๆของสวนสุนันทา

