logo
ผศ.ดร. จิราภรณ์ อัจฉริยะประสิทธิ์
18 พฤษภาคม 2569

“เขาย่อมเปรียบเทียบความว่ายามรัก แต่น้ำผักต้มขมชมว่าหวาน” : ว่าด้วยวาทกรรม “ความรัก” ของพระอภัยมณี

853 อ่าน
4 แชร์

"เขาย่อมเปรียบเทียบความว่ายามรัก แต่น้ำผักต้มขมชมว่าหวาน ครั้นรักจางห่างเหินไปเนิ่นนาน แต่น้ำตาลว่าเปรี้ยวไม่เหลียวแล"

กลอนบทข้างต้นปรากฏในเรื่อง พระอภัยมณี ของ สุนทรภู่ ¹ ตอนที่ 37 เป็นตอนพระอภัยมณีกล่าวเกี้ยวพานางละเวงวัณฬา เจ้าเมืองลังกาด้วยสิเน่หา นางละเวงกล่าวตัดพ้อพระอภัยมณี โดยพูดเปรียบเทียบถึงธรรมชาติของใจคนที่อาจเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนของความรัก ดัง “น้ำผักต้ม” ที่ขมกลับชมว่าหวานได้เมื่อยามรัก และเมื่อยามไร้รัก น้ำตาลที่หวานก็ว่าเปรี้ยวได้ พระอภัยมณีตอบนางด้วยการยืนยันว่าจะไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ทิ้งไปไหน “จะเป็นตายอย่างไรไม่ไกลกัน” “ถึงแก่กงงกเงิ่นเดินไม่รอด จะสู้กอดแก้วตาจนอาสัญ” ซึ่งเป็นคำพูดที่แสดงความมั่นคงในความรักและการให้คำมั่นสัญญา ให้ภาพความรักโรแมนติกเชิงอุดมคติ² ที่ให้ความสำคัญกับความเป็นคู่ครองและความไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งยังผูกอยู่กับประสบการณ์เชิงอารมณ์ที่มีผลต่อการรับรู้และการตีความตามประสบการณ์ส่วนบุคคลของปัจเจก

“พระอภัยมณีกับนางเงือก” พ.ศ. 2514 สีน้ำมันบนผ้าใบ ผลงานของ อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต - มีการตกแต่งกราฟิกเพิ่มโดย กอง บก.ศิลปวัฒนธรรม (https://www.silpa-mag.com/history/article_78642)
“พระอภัยมณีกับนางเงือก” พ.ศ. 2514 สีน้ำมันบนผ้าใบ ผลงานของ อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต - มีการตกแต่งกราฟิกเพิ่มโดย กอง บก.ศิลปวัฒนธรรม (https://www.silpa-mag.com/history/article_78642)

ความรักของพระอภัยมณีไม่ได้ปรากฏเพียงอุดมคติดังกล่าว หากยังถูกนำเสนอในฐานะ “สัญชาตญาณและความเป็นธรรมชาติ” ของมนุษย์ที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์และแรงปรารถนา

ดังปรากฏในตอนที่พระอภัยมณีกล่าวกับนางเงือกว่า ความรักมิได้จำกัดด้วยชาติพันธุ์หรือเผ่าพันธุ์แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกชีวิต “สุดแต่ใจปรองดองจะครองคู่” นอกจากนี้ หลังจากพระอภัยมณีเกี้ยวพาราสีมักจะตามด้วยบทอัศจรรย์³ ระหว่างพระนางเสมอ ภาพความรักของพระอภัยมณีจึงถูกนำเสนอในลักษณะที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์อันเกิดมาจากแรงปรารถนาทางเพศด้วย  

อย่างไรก็ดี ผู้เขียนได้ทบทวนประเด็น “ความรัก” ของพระอภัยมณีแล้วเกิดคำถามว่า แท้จริงแล้วความรักของพระอภัยมณีเป็นธรรมชาติและเกิดจากอารมณ์ความรู้สึกเพียงอย่างเดียว หรือเป็นสิ่งที่ถูกประกอบสร้างจากสังคม มิได้ดำรงอยูอย่างเป็นอิสระด้วยหรือไม่ อย่างเช่นกรณีของนางผีเสื้อสมุทร ชายาคนแรกของพระอภัยมณี เหตุใดจึงต้องตาย ไม่สามารถอยู่เป็นคู่ครองกันได้ ขณะที่นางเงือก แม้ในช่วงต้นพระอภัยมณีไม่ได้คำนึงถึงพงศ์เผ่า แต่เรื่องกลับสร้างให้ไม่อาจอยู่ร่วมกันจนบั้นปลายได้เช่นกัน อุดมคติความรักจึงอาจไม่ได้ดำรงอยู่อย่างอิสระตามธรรมชาติของมนุษย์ หรืออารมณ์ความรู้สึกภายในของปัจเจก หากถูกกำหนดด้วยกรอบทางสังคมหรือการครอบงำบางประการหรือไม่ และแม้อุดมคติแบบรักโรแมนติกจะให้ความสำคัญกับความเท่าเทียม ความรักยืนยาวไม่เปลี่ยนแปลง แต่ในความเป็นจริงแล้วอาจไม่เป็นไปเช่นนั้นเสมอไป

บทความนี้ ผู้เขียนจึงขอชวนคิดเกี่ยวกับ “ความรัก” ของพระอภัยมณีผ่านตัวละคร 2 ตัว ซึ่งเป็นชายา ได้แก่ นางผีเสื้อสมุทรกับนางเงือก เป็นกรณีศึกษา ด้วยการใช้กรอบแนวคิดเชิงวาทกรรมและรักโรแมนติก เพื่อทำความเข้าใจรูปแบบความรักและกรอบทางสังคมที่มีอำนาจกำหนดความสัมพันธ์ของตัวละครตั้งแต่เริ่มต้น ความเป็นไป และจุดจบของความสัมพันธ์ รวมถึงการนิยามรัก  

รักที่ถูกจัดวาง กับชะตาที่ไม่เท่าเทียม

เมื่อพิจารณาการให้ภาพความรักระหว่าง “นางผีเสื้อสมุทร” และ “นางเงือก” จะเห็นว่ามีความแตกต่างเชิงคุณค่าอย่างชัดเจน นางผีเสื้อสมุทรเป็นตัวแทนความรักที่รุนแรง ทุ่มเท และครอบครอง ซึ่งถูกมองว่าเป็น “ความรักที่ผิด” หรือผิดธรรมชาติ ขณะที่นางเงือกเป็นตัวแทนความรักแบบอ่อนโยน เสียสละ และเชื่อฟัง อันสอดคล้องกับอุดมคติความเป็นภรรยาและคู่ครองในขนบ จึงได้รับการยอมรับและยกย่องให้เป็น “ความรักที่พึงปรารถนา” มากกว่า

ความแตกต่างเชิงคุณค่าดังกล่าวนำไปสู่จุดจบของตัวละครที่ไม่เหมือนกันและไม่เท่าเทียม นางผีเสื้อสมุทรตายด้วยน้ำมือของพระอภัยมณี สวามีอันเป็นที่รักของนาง สะท้อนการตัดขาดความรักที่อยู่นอกกรอบอย่างเด็ดขาด ส่วนนางเงือก ด้วยความเป็นภรรยาที่พึงปรารถนา นางจึงมีความสุขสบายอยู่กับบุตรในท้ายเรื่อง

จุดจบของตัวละครทั้ง 2 ตัวที่มีความแตกต่างกันถูกจัดวางอยู่บนเส้นแบ่งของ “ชาติกำเนิด” และ “ศีลธรรม” อย่างเข้มข้น

เรื่องให้ภาพผู้ที่ไม่เหมาะสมกันในเชิงชาติกำเนิดและคนที่ไร้ซึ่งศีลธรรมจะไม่สามารถครองคู่กันได้ นางผีเสื้อสมุทรจึงถูกกำหนดให้มีจุดจบคือความตาย ไม่ใช่เพราะนางรักน้อยกว่าหากเพราะนางไม่เหมาะสมและไม่มีศีลธรรมตามกรอบที่วางไว้ จะเห็นว่าเรื่องพยายามขับเน้นให้เห็นพระอภัยมณีพยายามเทศนาสั่งสอนให้นางรักษาศีลภาวนา “อย่าลุ่มหลงจงอุตส่าห์รักษาศีล” แต่นางไม่ซาบซึ้งและทำในสิ่งตรงกันข้าม

ความรักของนางผีเสื้อสมุทรยังอยู่ในกรอบความรักแบบโรแมนติก ที่ต้องมีชีวิตคู่กับสามี มีลูกอยู่ร่วมกันพร้อมหน้า ถาวรและยืนยาว พยายามสร้าง “ชีวิตครอบครัวในอุดมคติ” การเข้าสู่กรอบเช่นนี้ทำให้นางติดกับดักและนำไปสู่ความตาย กรอบความรักแบบนี้ยังผูกโยงกับการนิยามคุณค่าของผู้หญิงว่า ต้องประสบความสำเร็จในชีวิตคู่จึงจะมีความหมาย นางผีเสื้อสมุทรจึงไขว่คว้าและติดตามพระอภัยมณีไป เพื่อรักษาชีวิตครอบครัวและตัวตนของนางไว้

ในทางกลับกัน นางเงือกซึ่งเป็นอมนุษย์เช่นกัน กลับได้รับการยกระดับสถานะผ่านการรักษาศีลภาวนา และดำรงตนตามครรลองคลองธรรม ทำให้พระอินทร์ช่วยตัดหางกลายเป็นคน “นางมัจฉาหางปลาก็หายสูญ บริบูรณ์เป็นมนุษย์สุดสวยสม” ภายหลังสุดสาคร ผู้เป็นลูกได้พาไปอยู่อย่างสุขสบายที่เมืองลังกา

ความรักของนางผีเสื้อสมุทรกับนางเงือกที่มีต่อพระอภัยมณี ไม่ได้เป็นเรื่องเชิงอารมณ์เท่านั้น เนื้อเรื่องได้สร้าง “มาตรฐาน” ของความรักที่พึงปรารถนา การจัดวางเช่นนี้ทำให้ความรักไม่ได้มีค่าเท่าเทียมกัน แต่ถูกจัดลำดับว่ารูปแบบใด “ดี” หรือ “เลว” ตามบรรทัดฐานสังคม ผู้หญิงที่เชื่อฟัง รักษาศีล และปฏิบัติตัวสอดคล้องกับบทบาทภรรยาในอุดมคติจะได้รับการยอมรับและมีบั้นปลายชีวิตที่ดี เป็นดังการให้รางวัลดังเช่นนางเงือก ในทางกลับกัน หากไม่ปฏิบัติตามนั้นจะถูกลงโทษดังเช่นนางผีเสื้อสมุทร ซึ่งเป็นการให้คุณค่าความรักที่ไม่เท่าเทียมกัน

ในที่นี้ จึงไม่เกี่ยวกับว่านางคนใดรักพระอภัยมณีมากกว่า หากอยู่ที่ว่านางคนนั้นอยู่ในกรอบของระบบคุณค่าทางสังคมหรือไม่ ซึ่งระบบนี้มีอิทธิพลเข้ามาจัดวางความชอบธรรมของความรักและกำหนดชะตากรรมของตัวละคร

ภาพปกจากหนังสือนิทานคำกลอนอมตะแห่งสุนทรภู่ พระอภัยมณี ตอนหนีนางผีเสื้อสมุทร
ภาพปกจากหนังสือนิทานคำกลอนอมตะแห่งสุนทรภู่ พระอภัยมณี ตอนหนีนางผีเสื้อสมุทร

“รักที่ถูกจัดประเภท” กับทิศทางความรัก

กรอบสำคัญในการกำหนดรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างพระอภัยมณีกับนางผีเสื้อสมุทรและนางเงือกประการหนึ่งคือ “การจัดแบ่งประเภท” และ “ลำดับชั้นทางสังคม” ซึ่งทำหน้าที่กำกับความรักอย่างเคร่งครัด นางผีเสื้อสมุทรถูกจัดประเภทเป็นอมนุษย์ มีชาติกำเนิดเป็นอสูร มีสถานะต่ำกว่ามนุษย์ ถูกมองในแง่ลบว่าดุร้าย ไร้ศีลธรรม นางจึงถูกเบียดขับออกจากรูปแบบความรักในขนบ ครองรักกับพระอภัยมณีไม่ได้ การที่นางผีเสื้อสมุทรแหวกขนบความรักจึงทำให้นางต้องตาย

การให้พระอภัยมณีเป็นผู้ฆ่านางผีเสื้อสมุทรเอง สื่อให้เห็นการลงโทษหญิงที่ไม่อยู่ในกรอบของสังคม และยังเป็นการตอบโต้และคืนอำนาจให้แก่ฝ่ายชายในการเป็นผู้ปกครอง หลังจากพระอภัยมณีอยู่กับนางด้วยความจำใจและความหวาดกลัวมานาน ก่อนที่พระอภัยมณีจะเป่าปี่ พระอภัยมณีต้องลาสิกขาออกจากการเป็นดาบสก่อน โดยเรื่องฉายภาพให้เห็นว่าเพศบรรพชิตต้องบริสุทธิ์ ไม่แปดเปื้อน พระอภัยมณีจึงต้องลาสิกขาออกมาเพื่อสร้างความชอบธรรมในการฆ่านางผีเสื้อสมุทร อันเป็นการจัดระเบียบความสัมพันธ์ให้กลับเข้าสู่บรรทัดฐานที่สังคมยอมรับในทุกด้าน

ขณะที่นางเงือก แม้นางจะกลายเป็นมนุษย์และมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย แต่ยังไม่อาจดำรงความสัมพันธ์กับพระอภัยมณีในฐานะคู่ครองได้อย่างสมบูรณ์ อีกทั้งในตอนที่พระอภัยมณีออกบวช นางไม่สามารถบวชตามได้เพราะเดิมเป็นสัตว์เดรัจฉาน “ถึงกลับเพศเป็นมนุษย์ต้องหยุดยั้ง กำเนิดยังเป็นสัตว์เดรัจฉาน” ไม่เหมือนกับนางสุวรรณมาลีและนางละเวงที่บวชเป็นดาบสินีได้เพราะเป็นคนในพงศ์เผ่าและชนชั้นเดียวกัน

แม้ในท้ายเรื่อง นางเงือกจะอยู่อย่างสุขสบายหากแต่ชะตาชีวิตในด้านชีวิตคู่ดูจะไม่แตกต่างจากนางผีเสื้อสมุทร เพราะทั้งสองไม่อาจอยู่ร่วมกับพระอภัยมณีผู้เป็นสวามีได้ คนหนึ่งต้องตายอีกคนหนึ่งอยู่กับลูก สาเหตุอาจไม่เกิดจากชะตากรรมความรักที่พลัดพราก หากเกิดจากที่นางทั้งสองถูกจัดวางให้มีลำดับชั้นที่ต่ำกว่าจากการเป็นอสูรและสัตว์เดรัจฉาน จะเห็นว่า กรอบการจัดแบ่งประเภทและการจัดลำดับชั้นมีผลต่อการวาดเส้นทางชีวิตของตัวละครอย่างมาก

ค่านิยมเรื่อง “ความงาม” ยังมีอำนาจกำหนดคุณค่าของความรักด้วย จะเห็นว่า เรื่องสร้างภาพให้นางผีเสื้อสมุทรเป็นยักษ์ร้าย รูปร่างหน้าตามอัปลักษณ์ ไม่เป็นมนุษย์ “ด้วยรูปทรงอัปลักษณ์เป็นยักษ์มาร” ทำให้นางต้องจำแลงร่างเป็นหญิงงามในร่างมนุษย์จึงสามารถอยู่ร่วมกับพระอภัยมณีได้ ในขณะที่นางเงือกมีใบหน้างดงาม แช่มช้อย “ดูแช่มช้อยโฉมเฉลาทั้งเผ้าผม” ซึ่งอยู่ในกรอบของหญิงดีอันพึงปรารถนาตามขนบจึงอยู่ร่วมกับพระอภัยมณีได้ และยังถูกให้คุณค่ามากกว่านางผีเสื้อสมุทรแม้จะต่างพงศ์เผ่าเช่นกัน ความงามจึงมิใช่เพียงคุณสมบัติภายนอก หากเป็นเงื่อนไขของการยอมรับทางสังคมที่ส่งผลโดยตรงต่อความชอบธรรมของความรักตามขนบ

“รักที่ถูกบรรทัดฐาน” กับการกดทับความรักที่ “เป็นอื่น” ⁵

ความสัมพันธ์ของพระอภัยมณีกับนางผีเสื้อสมุทรไม่ได้ตั้งอยู่บนความสมัครใจ หากเป็นสภาวะของการจำทนและหวาดกลัวจากการที่นางเป็นยักษ์ แม้จะอยู่ร่วมกันหลายปีจนมีบุตร แต่เมื่อมีโอกาสจึงหนีออกจากถ้ำ ด้วยความช่วยเหลือของลูกและเงือก อาจกล่าวได้ว่า ภาพการหลบหนีนี้มิใช่เพียงการหลีกเลี่ยงอันตราย หากเป็นการปฏิเสธความสัมพันธ์ที่อยู่นอกกรอบอย่างมีนัยสำคัญ

การอยู่ร่วมกับนางผีเสื้อสมุทรสั่นคลอนความเป็นชายของพระอภัยมณีที่ต้องมีอำนาจในการปกครองเรือนจากความรู้สึกหวาดกลัวสตรีและการถูกครอบงำซึ่งผิดจากบรรทัดฐานการมีคู่ครองตามขนบ การหนีออกจากถ้ำจึงเป็นดังความพยายามคลี่คลายสภาวะก้ำกึ่ง/ต่ำกว่าในความสัมพันธ์ชายหญิงตามขนบ เพื่อกลับเข้าสู่บรรทัดฐานความรักแบบเดิม และฟื้นคืนอำนาจความเป็นสามี ตลอดจนสร้างความชอบธรรมในการมีคู่ของพระอภัยมณีต่อไป

ในขณะที่ความตายของนางผีเสื้อสมุทรเป็นดังการกดทับเสียงของ “ความเป็นอื่น” จากบรรทัดฐานเรื่องชาติกำเนิด ศีลธรรม และความงาม ความรักในเรื่องไม่ได้ถูกตัดสินจากความผูกพันหรือความทุ่มเท หากแต่ถูกกำกับด้วยระบบคุณค่าและบรรทัดฐานทางสังคมที่กำหนดล่วงหน้า ความรักของนางผีเสื้อสมุทรจึงกลายเป็นความผิดปกติและนางยังไม่มีสิทธิ์อธิบายความรักของตนได้อย่างไร้กรอบทางสังคมควบคุม เสียงของนางที่เปล่งมาแม้ว่าจะพร่ำพรรณนาขณะออกติดตามสามีและลูกว่า ตนดูแลลูกและสามีอย่างดีและอยู่ร่วมกันมานานนั้น ดูจะดังไม่พอทะลุกรอบแข็งทางสังคม

เช่นเดียวกับนางเงือกที่คลอดลูกอย่างเดียวดายและเฝ้ารอคอยพระอภัยมณีกลับมายังเกาะแก้วพิสดารเพื่ออยู่ร่วมกัน แต่กลับเป็นการรอเก้อ ท้ายที่สุดยังไม่สามารถบวชตามพระอภัยมณีได้ดังปรารถนา เสียงของนางถูกหลักศาสนาและความเชื่อควบคุมไว้อย่างเข้มงวด และยังถูกกรอบมายาคติของชีวิตคู่ที่ต้องอยู่ร่วมกันกับสามีครอบงำ นำไปสู่ความโศกเศร้าเสียใจ ที่ไม่สามารถอยู่ร่วมกับพระอภัยมณีได้ “นางเงือกน้ำกำสรดสลดจิต ไม่สมคิดที่จงมาดปรารถนา” ความรักของนางไม่เพียงถูกปฏิเสธ หากยังถูกนิยามให้เป็น “ความผิดปกติ” จากหลักของศาสนา นางจึงมีชะตาชีวิตไม่ต่างจากนางผีเสื้อสมุทรนัก

ในวรรณคดีไทย ปรากฏตัวละครอีกหลายตัวที่มีชะตากรรมความรักคล้ายคลึงกับนางผีเสื้อสมุทรและนางเงือก เช่น นางแก้วหน้าม้าที่แท้จริงแล้วต้องเป็นหญิงงามจึงคู่ควรกับพระปิ่นทอง หรือเจ้าเงาะ ในเรื่องสังข์ทอง ที่ต้องมีรูปทองและเป็นชนชั้นสูงจึงคู่ควรกับนางรจนาผู้เป็นลูกกษัตริย์ หรือแม้กระทั่งนางพันธุรัต นางยักษ์ผู้เลี้ยงดูพระสังข์อย่างลูกแท้ๆ ก็ไม่อาจได้ความรักแท้จริงจากพระสังข์ นางเสียใจร้องไห้คร่ำครวญจนอกแตกตายเพราะพระสังข์หนีไป ไม่ต่างจากนางผีเสื้อสมุทร

ในที่นี้ “ความรัก” จึงมิได้ถูกกำหนดโดยอารมณ์หรือความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลอย่างเป็นอิสระ แต่ถูกจัดวางอยู่ภายใต้ระบบคุณค่าเรื่องรูปลักษณ์ ชนชั้น และชาติกำเนิด ซึ่งทำหน้าที่ทั้ง “คัดเลือก” และ “กีดกัน” ไปพร้อมกัน ความรักบางรูปแบบจึงได้รับการยกย่อง ในขณะที่บางรูปแบบถูกกดทับหรือทำให้ไร้ความหมาย ภาพความรักอันงดงามที่ปรากฏในวรรณคดีบางเรื่องอาจไม่ได้เสรีหรือบริสุทธิ์ดังที่ฉาบฉายให้เห็น หากแต่ถูกกำกับโดยกรอบทางสังคมอันหลากหลาย

กล่าวมาถึงจุดนี้ การที่นางละเวงกล่าวเชิงเปรียบเทียบรสชาติอาหารกับความรักในเชิงกลับตาลปัตร ดังที่ผู้เขียนได้กล่าวไปต้นบทความนั้น จึงอาจไม่ใช่เพียงอุปมาเรื่องรักแท้ รักไม่เปลี่ยนแปลงตามอุดมคติแบบรักโรแมนติกเท่านั้น หากยังสะท้อนการให้นิยามและรูปแบบความรักที่ถูกกำหนดจากปัจจัยทางสังคมอันซับซ้อนหลากหลาย

การเปรียบเทียบความ “หวาน” ความ “ขม” กับความรักซึ่งดูผสมปนเปกันนั้น อาจตีความได้ถึงรูปแบบความรักที่ก้ำกึ่ง/ซ้อนทับ ไม่ได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดไปในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เหมือนกับความรักของมนุษย์ที่มีทั้งอยู่ในกรอบและนอกกรอบบรรทัดฐานทางสังคม และมีรูปแบบหลากหลาย ปรับเปลี่ยนไปตามบริบททางสังคมวัฒนธรรม ซึ่งดูเหมือนว่านางละเวงมองออกและรู้เท่าทันกฎเกณฑ์นี้มาตั้งแต่ต้น แต่นางไม่กล่าวตรงๆ นางใช้อารมณ์รักโรแมนติกกล่าวย้อน “ล้อหลอก” พระอภัยมณีด้วยภาษาเชิงอุปมาอย่างแยบยลด้วย ในแง่นี้ ความรักแบบโรแมนติกอาจไม่ได้เป็นเพียงความรู้สึกส่วนบุคคลเท่านั้น หากยังเป็นพื้นที่ที่สตรีใช้ในการวิพากษ์/ต่อรอง/ท้าทายอำนาจต่างๆ ที่ไหลเวียนอยู่ในสังคมอีกด้วย

   

รายการอ้างอิงเชิงอรรถ

¹ เรื่อง พระอภัยมณี นี้มีข้อสันนิษฐานว่าตอนที่สุนทรภู่แต่งคนเดียว คือตั้งแต่ตอนที่ 1 – 64 คือสิ้นสุดที่ตอนพระอภัยมณีออกบวช หลังจากนั้นตอนที่ 65-132 ซึ่งจบเรื่องนั้น น่าจะไม่ได้เป็นผลงานของสุนทรภู่เพียงผู้เดียว อย่างไรก็ดี หอสมุดวัชรญาณ ได้รวบรวมทุกตอนและเผยแพร่ไว้ ในที่นี้ ผู้เขียนบทความใช้ข้อมูลและตัวบทศึกษาจากฉบับที่เผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ของหอสมุดดิจิทัลวัชรญาณ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://vajirayana.org/พระอภัยมณี

² “รักโรแมนติก” เป็นรูปแบบความรักประเภทหนึ่งที่ก่อรูปในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18  มองความรักในฐานะที่เป็นผลผลิตจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม มีนัยทางวาทกรรมผูกโยงอยู่กับความเป็นคู่ครอง การแต่งงาน สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ดูแนวคิดรักโรแมนติกเพิ่มเติมได้ใน Anthony Giddens (1992) The Transformation of Intimacy: Sexuality, Love and Eroticism in Modern Societies Polity Press, ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี (2554) รักโรแมนติกในมุมมองสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 23 (1),17- 49, ฐิติมา กมลเนตร. (2559) ความรักในมหานคร: ความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงและการโหยหาอดีตในวรรณกรรมเอเชียร่วมสมัย

วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาวรรณคดีและวรรณคดีเปรียบเทียบ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

³ บทอัศจรรย์ คือ บทร้อยกรองที่พรรณนาถึงการเสพสังวาสระหว่างตัวละคร โดยจะไม่กล่าวถึงตรง ๆ แต่ใช้การเปรียบเทียบและสัญลักษณ์กับปรากฏการณ์ธรรมชาติ สัตว์ หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ เพื่อไม่ให้โจ่งแจ้งจนเกินไป

⁴ นางผีเสื้อสมุทรเป็นชายาคนที่ 1 ของพระอภัยมณี เดิมเป็นนางอสูรได้พรให้ถอดดวงใจไว้ในก้อนหิน ต่อมาไปรบกับพระเพลิงถูกไฟกรดเผาไหม้ แต่นางยังไม่สิ้นอายุขัยจึงกลายเป็นปีศาจสิงอยู่ที่ก้อนหินนั้น เมื่อถูกไอน้ำและได้ไอดินทำให้ก้อนหินงอกออกเป็นรูปร่างแขนขา เมื่อครบหมื่นปีก็กลายเป็นนางผีเสื้อสมุทร มีอำนาจเหนือภูตผีปีศาจ นางผีเสื้อสมุทรอยู่กับพระอภัยมณีได้ 8 ปี มีโอรสชื่อสินสมุทร ดูเพิ่มเติมใน https://thailitdir.sac.or.th/character-detail.php?n_id=2259

นางเงือกเป็นชายาคนที่ 2 ของพระอภัยมณี เป็นเงือกน้ำ มีบุตรชื่อสุดสาคร ครั้งที่พระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อสมุทร นางเงือกได้ช่วยพาพระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อสมุทรไปอาศัยพระฤๅษีเกาะแก้วพิสดาร ต่อมามีบุตรคือ สุดสาคร ดูเพิ่มเติมใน https://thailitdir.sac.or.th/character-detail.php?n_id=1789

⁵ ความเป็นอื่น (Otherness) คือ บุคคลหรือกลุ่มที่ถูกทำให้แตกต่าง ถูกผลักออกไปจากความเป็น “เรา” (Self) หรือกลุ่มกระแสหลัก และมักถูกมองว่าด้อยกว่า แปลกแยก หรือไม่ปกติ 

อ้างอิงแหล่งที่มา

  • ฐิติมา กมลเนตร (2559) ความรักในมหานคร ความสัมพันธ์ระระหว่างชายหญิงและการโหยหาอดีตในวรรณกรรมเอเชียร่วมสมัย วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาวรรณคดีและวรรณคดีเปรียบเทียบ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี (2554) รักโรแมนติกในมุมมองสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา. วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jss/article/view/169012/121605
  • Giddens,  Anthony (1992) The  Transformation  of  Intimacy:  Sexuality,  Love  and  Eroticism in Modern Societies. Polity Press
ผศ.ดร. จิราภรณ์ อัจฉริยะประสิทธิ์

ผู้เขียนบทความ

ผศ.ดร. จิราภรณ์ อัจฉริยะประสิทธิ์

คำค้นหา:ภาษาไทย, วรรณคดี, วาทกรรม, ความรัก
แชร์เรื่องนี้: