logo
ดร.พิมพ์พลอย ธีรสถิตย์ธรรม
25 พฤษภาคม 2569

ดร.พิมพ์พลอย ธีรสถิตย์ธรรม ผู้อำนวยการสำนักไอที : “งานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศคือสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์”

625 อ่าน
101 แชร์

มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทากับภารกิจสำคัญตามวิสัยทัศน์อธิการบดีคือการก้าวเข้าสู่การเป็น “มหาวิทยาลัยดิจิทัล” เต็มรูปแบบ

หน่วยงานที่จะมีบทบาทสำคัญและเป็นฟันเฟืองในการขับเคลื่อนภารกิจนี้ คือสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่ง ณ วันนี้ มี ดร.พิมพ์พลอย ธีรสถิตย์ธรรม สวมบทบาทเป็นผู้บริหารสูงสุดในตำแหน่งผู้อำนวยการ แต่ก่อนที่จะบอกว่า “มหาวิทยาลัยดิจิทัล” คืออะไร เราน่าจะทำความเข้าใจกับบทบาทหน้าที่ของสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศหรือที่คนในมหาวิทยาลัยเรียกกันติดปากว่า สำนักไอทีกันเสียก่อน

ดร.พิมพ์พลอย ธีรสถิตย์ธรรม กล่าวว่า สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ ในนิยามใหม่ ไม่ได้เป็นเพียงหน่วยงานสนับสนุนด้านคอมพิวเตอร์หรือห้องสมุดเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วคือ 'รากฐานและฟันเฟืองเบื้องหลัง' ที่คอยขับเคลื่อนระบบนิเวศการเรียนรู้และการบริหารจัดการของมหาวิทยาลัยให้ก้าวไปสู่อนาคตอย่างมีทิศทาง

สำนักไอทียึดมั่นในการส่งมอบคุณค่าตามพันธกิจและอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยอย่างสูงสุด โดยครอบคลุมภารกิจสำคัญ ดังนี้:

  • โครงสร้างพื้นฐานและความมั่นคงทางดิจิทัล: การวางรากฐานระบบเครือข่ายและระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) ที่รัดกุม เพื่อให้ทุกหน่วยงานสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องและมั่นใจ
  • แหล่งเรียนรู้อัจฉริยะ แหล่งข้อมูลเชิงวิชาการและสร้างสรรค์: การบริหารจัดการทรัพยากรสารสนเทศ ฐานข้อมูลวิจัยระดับโลก และแพลตฟอร์มการเรียนการสอนที่ทันสมัย เพื่อส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้และการค้นคว้าวิจัยอย่างไร้รอยต่อในทุกที่ทุกเวลา
  • นวัตกรรมการบริหารจัดการองค์กร: การทรานส์ฟอร์มสู่ระบบดิจิทัล เพื่อเปลี่ยนผ่านการทำงานสู่การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ด้วยข้อมูล (Data-Driven Decision Making) ที่แม่นยำ ควบคู่ไปกับการนำเทคโนโลยีอัตโนมัติเข้ามาเพิ่มความคล่องตัวและโปร่งใสในกระบวนการทำงาน
  • การส่งเสริมและพัฒนาทักษะทางด้านดิจิทัลให้กับนักศึกษา และบุคลากร

ทั้งหมดนี้คือบทบาทสำคัญที่สำนักฯ มุ่งมั่นทำหน้าที่เป็นกลไกเบื้องหลัง เพื่อยกระดับธรรมาภิบาลดิจิทัลของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาให้ก้าวสู่มาตรฐานระดับสากลอย่างสง่างามและยั่งยืน

สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยชื่อ มีขอบเขต 2 งาน คือ งานวิทยบริการและงานเทคโนโลยีสารสนเทศในทางปฏิบัติแยกส่วนกันทำงานหรือทำงานร่วมกันอย่างกลมกลืนราบรื่นอย่างไร

ผอ.ไอที ขยายความส่วนนี้ให้ฟังว่า

ขอทุกท่านลองนึกภาพตามนะคะ... เวลาเราใช้งานแพลตฟอร์มหรือแอปพลิเคชันดีๆ บนโทรศัพท์มือถือสักระบบ เราเคยต้องมานั่งแยกไหมคะว่า ส่วนไหนคือ การให้บริการในส่วนของระบบไอที และส่วนไหนคือ การให้บริการในส่วนของเนื้อหาความรู้ คำตอบคือไม่เลยใช่ไหมคะ? เพราะบริการที่ยอดเยี่ยมที่สุด จะหลอมรวมทุกอย่างเข้าด้วยกันจนผู้ใช้งานสัมผัสได้ถึงความราบรื่นเพียงหนึ่งเดียว สำหรับการทำงานและการให้บริการของสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศของเราก็เช่นกันค่ะ แม้โดยโครงสร้างเราจะแบ่งออกเป็น ศูนย์วิทยบริการ ที่เปรียบเสมือน 'คลังความรู้' (Knowledge Capital) คอยดูแลฐานข้อมูลงานวิจัยและทรัพยากรสารสนเทศต่างๆ กับ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ ที่เปรียบเสมือน 'โครงสร้างหลัก' (Digital Infrastructure) คอยดูแลด้านเทคนิค ระบบเครือข่ายและความปลอดภัย ซึ่งบนรากฐานอันมั่นคงที่ท่านผู้อำนวยการท่านเดิมและทีมงานได้สร้างไว้ ในยุคปัจจุบันเราก็ยังคงขับเคลื่อนด้วยวัฒนธรรมองค์กรตัว U - Unity หรือ ความเป็นหนึ่งเดียว อย่างต่อเนื่องค่ะ

ทำไมเราต้องบริหารงานให้เป็นเนื้อเดียวกันโดยไม่แบ่งแยก?

เพราะเป้าหมายที่ใหญ่กว่าคือการตอบสนองต่อ ยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย และขานรับนโยบายการเป็น 'มหาวิทยาลัยดิจิทัลเต็มรูปแบบ' ของท่านอธิการบดี การทำงานประสานกันอย่างไร้รอยต่อนี้จะสร้าง Impact ที่สำคัญให้กับมหาวิทยาลัยได้ เช่น ด้านการเรียนรู้และการวิจัย เมื่อฝ่ายที่ดูแลด้าน 'คอนเทนต์' ผสานเข้ากับฝ่ายที่ดูแลด้าน “เทคโนโลยี” และ “แพลตฟอร์ม” จะมีพลังแค่ไหนในการช่วยให้นักศึกษาและอาจารย์เข้าถึงคลังความรู้ได้ทุกที่ทุกเวลาอย่างไร้ข้อจำกัด

โดยการบริหารงานให้เกิดความกลมกลืนราบรื่นนั้นได้ใช้หลักแนวคิดดังนี้

  1. แนวคิดในการทำความเข้าใจร่วมกัน: เราสร้างความเข้าใจร่วมกันว่า งานวิทยบริการคือ "ทุนความรู้" (Content) และ งานไอทีคือ "กลไกนำส่ง" (Platform) หากขาดส่วนใดส่วนหนึ่ง บริการดิจิทัลที่สมบูรณ์แบบย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ หลักการนี้ช่วยให้คนทั้งสองกลุ่มมองเห็นคุณค่าของกันและกัน และเข้าใจว่างานของตนเองไปเสริมความสำเร็จของอีกฝ่ายอย่างไร
  2. การบริหารงานแบบ Agile Approach: เรานำหลักการ Agile มาใช้ในการควบคุมและดำเนินโครงการต่างๆ ซึ่งเน้นการสื่อสารที่รวดเร็ว การทำงานร่วมกันเป็นทีมย่อยที่ผสมผสานความเชี่ยวชาญ และการปรับตัวตามสถานการณ์จริง ทำให้ความแตกต่างทางวิชาชีพไม่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงาน
  3. ความจริงใจ (Sincerity) และธรรมาภิบาล: เราใช้ความจริงใจในการสื่อสารและบริหารงานแบบมีส่วนร่วม เปิดพื้นที่ให้บุคลากรทุกระดับได้แสดงความคิดเห็นและตัดสินใจร่วมกัน ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นและลดช่องว่างระหว่างสายงานได้อย่างยั่งยืนค่ะ

สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มีบทบาทอย่างไร ต่อภารกิจสำคัญของมหาวิทยาลัย คือการสร้างบัณฑิตให้เป็นมืออาชีพ?

ผอ.ไอที ขยายความว่า ในยุคที่โลกหมุนด้วยดิจิทัล คำว่า “มืออาชีพ” สำหรับนักศึกษาในวันนี้ ไม่ได้หมายถึงแค่การมีความรู้ในตำราเท่านั้น แต่หมายถึง ความเร็วและความแม่นยำในการเข้าถึงข้อมูลด้วยเครื่องมือดิจิทัล ท่านคิดว่านักศึกษาของเราจะก้าวไปได้ไกลแค่ไหน หากเขามี “อาวุธทางปัญญา” ที่ดีที่สุดอยู่ในมือตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเรียน รวมไปถึงการมี Digital Literacy หรือทักษะการใช้เทคโนโลยีที่แหลมคมเพื่อสร้างสรรค์งานจริงค่ะ

สำหรับบทบาทของสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่สนับสนุนภารกิจสำคัญในการสร้างบัณฑิตให้เป็นมืออาชีพ ไม่ใช่แค่ซัพพอร์ตหรือแก้ปัญหาในเชิงเทคนิคเท่านั้น แต่คือการเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยในการร่วมสร้าง ระบบนิเวศแห่งความเป็นมืออาชีพ (Professional Ecosystem) ให้เกิดขึ้นจริง เพราะบัณฑิตมืออาชีพจะเติบโตได้ดีที่สุดในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานจริง สำนักฯ จึงทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองสำคัญเบื้องหลังที่เตรียมความพร้อมรอบด้านไว้ให้นักศึกษาใน 3 มิติหลัก ดังนี้ :

  • โครงสร้างพื้นฐานที่ไร้ขีดจำกัด (Seamless Infrastructure): เรายกระดับความเร็วและความครอบคลุมของอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและ Wi-Fi ให้ครอบคลุมพื้นที่การใช้งาน เพื่อให้การเข้าถึงความรู้ไม่สะดุด พร้อมทั้งสนับสนุนการทำงานร่วมกันผ่าน Google Workspace และซอฟต์แวร์ที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้นักศึกษาคุ้นเคยกับการใช้เครื่องมือระดับสากลในการทำงานจริง
  • คลังความรู้อัจฉริยะเพื่อการค้นคว้าและวิจัย (Smart Knowledge Assets): เราย่อโลกการเรียนรู้และงานวิจัยมาไว้เพียงปลายนิ้วผ่าน SSRU HIBRARY รวมถึงจัดสรรทรัพยากรสารสนเทศ ฐานข้อมูลทางวิจัยและวิชาการออนไลน์ระดับโลก เพื่อส่งเสริมการค้นคว้าหาความรู้และการทำวิจัยที่เข้มข้น นอกจากนี้ เรายังพัฒนา SSRU Digital Learning Platform (DLP) เพื่อรองรับการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต
  • พื้นที่ Innovation Hub: เราต่อยอดพื้นที่ Co-Learning Space สู่การเป็น Innovation Hub หรือ “Sandbox” ทางการเรียนรู้ ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติจริงกับเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ AR/VR, Gamification, การสร้าง AI และเครื่องมือพัฒนาแอปพลิเคชันต่างๆ เพื่อบ่มเพาะทักษะดิจิทัลระดับสูงที่ตลาดแรงงานมืออาชีพต้องการ

ท่านอธิการบดี ประกาศต่อประชาคมมาโดยตลอดว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เป็นมหาวิทยาลัยดิจิทัลเต็มรูปแบบแล้ว คำกล่าวนี้เป็นอย่างไร และในข้อเท็จจริง สวนสุนันทา จาก 100% เราเป็นมหาวิทยาลัยดิจิทัลกี่เปอร์เซ็นต์แล้ว ทำไมเป็นอย่างนั้น

ในกรณีนี้ ผอ.ไอทีกล่าวว่า หากเราเปรียบเทียบการสร้าง “มหาวิทยาลัยดิจิทัล” กับการสร้างบ้านสักหลัง ท่านคิดว่าบ้านที่ “เสร็จสมบูรณ์” คือบ้านที่มีเฟอร์นิเจอร์ที่แพงที่สุด ดีที่สุด ทันสมัยที่สุด หรือคือบ้านที่คนในครอบครัวสามารถใช้ประโยชน์จากทุกพื้นที่ได้อย่างมีความสุขและลงตัวที่สุด

ในมุมมองของดิฉัน คำกล่าวของท่านอธิการบดีที่ว่าสวนสุนันทาเป็นมหาวิทยาลัยดิจิทัลเต็มรูปแบบแล้วนั้น คือ ข้อเท็จจริงในเชิงยุทธศาสตร์และความพร้อม ค่ะ เพราะท่านได้วางวิสัยทัศน์ที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ จนทำให้วันนี้ โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) และ ระบบนิเวศการเรียนรู้ (Learning Ecosystem) ของเรามีความพร้อมรองรับความเป็นดิจิทัล ตามมาตรฐานที่มหาวิทยาลัยระดับสากลพึงมี แต่หากเรามองในมิติของความรู้สึกและข้อเท็จจริงในการปฏิบัติงาน อยากชวนให้เรามองว่า Digital Transformation ไม่ใช่ 'จุดหมายปลายทาง' แต่คือ 'การเดินทางที่ไม่มีวันสิ้นสุด' (Continuous Journey)

อะไรคือเหตุผลที่ทำให้การเดินทางนี้มีความหมาย?

  • ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีที่แพงที่สุด แต่คือเทคโนโลยีที่ 'ใช่' ที่สุด: ความเป็นมหาวิทยาลัยดิจิทัลไม่ได้วัดกันที่มูลค่าของฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ที่แพงที่สุด แต่เราวัดกันที่ ความสามารถในการปรับตัว (Resilience) เชื่อมโยงระบบที่มีอยู่ให้ขับเคลื่อนไปพร้อมกันได้อย่างราบรื่น เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและยั่งยืนสูงสุด
  • ไม่ใช่การ 'แทนที่คน' แต่คือการ 'เพิ่มศักยภาพคน': เป้าหมายหลักของเราไม่ใช่การใช้ไอทีมาทำงานแทนคนทั้งหมดจนเกิดแรงต้าน แต่คือการใช้ดิจิทัลมาลดภาระงานซ้ำซ้อน เพื่อให้บุคลากรมีเวลาไปโฟกัสกับงานที่สร้างมูลค่าสูงขึ้น สอดคล้องกับแผนการ เพิ่มขีดความสามารถบุคลากรด้วยทักษะดิจิทัล (Empowering Personnel) ของมหาวิทยาลัย
  • เป้าหมายสูงสุดคือ 'วัฒนธรรมองค์กร' (Digital Culture): เปอร์เซ็นต์ที่เรากำลังขับเคลื่อนต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง คือการสร้าง Digital Adoption หรือการทำให้การใช้ดิจิทัลกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน จนเกิดเป็น วัฒนธรรมดิจิทัล (Digital Culture) ที่มีความสง่างาม (Smart) และมีความเป็นหนึ่งเดียว (Unity)

ดังนั้น หากจะสรุปว่าเราเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ ในแง่ความพร้อมด้านเทคโนโลยีเราทำได้ค่อนข้างสมบูรณ์ แต่ส่วนที่เหลือคือ 'โอกาส' ในการพัฒนาคนและวัฒนธรรมองค์กรให้เติบโตไปพร้อมกัน เพื่อให้สวนสุนันทาเป็นมหาวิทยาลัยดิจิทัลที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงค่ะ

ผอ.ไอที อธิบาย ขั้นตอนกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นมหาวิทยาลัยดิจิทัลหรือที่เราเรียกว่า Digital Transformation และสถานการณ์ปัจจุบันของสวนสุนันทาในกระบวนการนี้ว่า

เพื่อให้เห็นภาพกระบวนการนี้ได้ชัดเจนที่สุด ขอเปรียบเทียบ Digital Transformation เป็นบันได 3 ขั้นของการเติบโต

  • ขั้นที่ 1: Digitization (เปลี่ยนกระดาษเป็นดิจิทัล) คือยุคที่เราเปลี่ยนข้อมูล เอกสาร งานสารบรรณ ให้อยู่ในรูปของไฟล์ดิจิทัล
  • ขั้นที่ 2: Digitalization (เปลี่ยนกระบวนการให้ฉลาดขึ้น) คือการนำระบบไอทีและแอปพลิเคชันเข้ามาเชื่อมโยงขั้นตอนการทำงาน เพื่อให้การบริการและการเรียนการสอนมีความสะดวกรวดเร็ว
  • ขั้นที่ 3: Digital Transformation (เปลี่ยนวัฒนธรรมและวิถีองค์กร) คือขั้นสูงสุดที่เราไม่ได้แค่ 'ใช้' เทคโนโลยี แต่เทคโนโลยีได้หลอมรวมเข้ากับกรอบคิด (Mindset) จนเกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กรดิจิทัลอย่างแท้จริง

สำหรับคำถามที่ว่า สวนสุนันทาผ่านมาถึงขั้นตอนไหนแล้ว? ข้อเท็จจริงคือ วันนี้เราได้ก้าวข้ามความสำเร็จในขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2 มาแล้วค่ะ และ ปัจจุบันเรากำลังยืนอยู่ในจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญ เพื่อก้าวขึ้นสู่ขั้นที่ 3 อย่างเต็มรูปแบบ หมุดหมายสำคัญในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่การวางระบบไอทีพื้นฐานอีกต่อไป แต่คือการยกระดับสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล หรือ Data-Driven Decision Making เพื่อสนับสนุนผู้บริหารในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่แม่นยำ ควบคู่ไปกับการสร้าง 'วัฒนธรรมดิจิทัล' ให้เกิดขึ้นจริงในทุกองคาพยพ เพื่อนำพาสวนสุนันทาสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยดิจิทัลระดับสากลที่ยั่งยืนค่ะ

เทคโนโลยีสารสนเทศเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก วางแผนรับมืออย่างไรเพื่อไม่ให้การลงทุนด้านงบประมาณที่มากมายมหาศาล แล้วตกยุคในเวลาอันรวดเร็ว?

ในประเด็นนี้ ผอ.สำนักไอทีกล่าวว่า ในยุคที่เทคโนโลยีมีวงจรชีวิตที่สั้นลงเรื่อยๆ คำถามที่ว่า ลงทุนอย่างไรไม่ให้สูญเปล่าและตกยุค? ถือเป็นโจทย์ท้าทายมาก

สำหรับมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา การลงทุนด้านไอทีของเราไม่ได้มองแค่ความทันสมัยฉาบฉวย แต่เราวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาว โดยยึดค่านิยมหลัก R - Resilience (ความสามารถในการปรับตัว) เพื่อให้ทุกเม็ดเงินที่ลงไปเกิดความคุ้มค่าและสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนใน 4 มิติหลัก ดังนี้:

  1. ปรับโมเดลการลงทุนสู่ความยืดหยุ่น การเป็นพาร์ทเนอร์กับ Google, Microsoft หรือองค์กรชั้นนำด้านเทคโนโลยีอื่นๆ วิธีนี้ทำให้ระบบของเราได้รับการอัปเดตเทคโนโลยีและการป้องกันความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ให้ทันสมัยอยู่เสมอ และยังสามารถปรับเพิ่มลดสเกลได้ตามความต้องการใช้งานจริง
  2. ออกแบบและพัฒนาระบบที่เป็นของมหาวิทยาลัยเอง เพื่อตอบโจทย์กระบวนการทำงานจริง (Tailored Internal Systems): ความคุ้มค่าเชิงประจักษ์ของสวนสุนันทา คือการที่เราวางแผนระยะยาวด้วยการ เก็บข้อมูลและออกแบบกระบวนการทำงานของซอฟต์แวร์ขึ้นมาเองเพื่อให้สอดรับกับกระบวนการทำงาน (Workflow) ของเราโดยเฉพาะ แทนที่จะพึ่งพาการซื้อโปรแกรมสำเร็จรูปราคาแพงจากภายนอก การมีระบบนิเวศและแอปพลิเคชันเป็นของตัวเอง ทำให้เรามีสิทธิ์ขาดในการต่อยอด ปรับปรุง หรือปรับขนาดระบบ (Scalability) ในอนาคตได้อย่างไร้ขีดจำกัด
  3. ออกแบบแพลตฟอร์มรองรับไลฟ์สไตล์แห่งอนาคต: ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือระบบ SSRU Digital Learning Platform ที่เราไม่ได้สร้างมาแค่เพื่อแก้ขัดสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่ถูกออกแบบมาให้รองรับการเรียนการสอนครอบคลุมทุกมิติ ทั้งแบบ Online, Onsite และ On-demand ตอบโจทย์การเรียนรู้ผสมผสานที่ยืดหยุ่นขั้นสุด (HyFlex - Hybrid Flexible) ซึ่งสอดรับกับไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมของผู้เรียนยุคใหม่ทุกรูปแบบ ยิ่งในปัจจุบันที่เทรนด์หลักสูตรออนไลน์และหลักสูตรทางไกลกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด แพลตฟอร์มนี้จึงยิ่งเข้ามาช่วยสร้างความคุ้มค่า และพร้อมรองรับการขยายตัวของการศึกษาไร้พรมแดนได้เป็นอย่างดี
  4. โครงสร้างพื้นฐานที่คุ้มค่าด้วยผู้ใช้งานระดับประชาคม (Mass-Scale ROI): เมื่อมองในภาพรวม การพัฒนาระบบเครือข่ายและโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ของเรา ได้กระจายการให้บริการครอบคลุมไปถึงบุคลากรและนักศึกษาที่มีจำนวนมาก ดังนั้น เมื่อนำเม็ดเงินที่ลงทุนไปมาเทียบกับ “ประโยชน์และประสิทธิภาพในการทำงานและการเรียนรู้” ที่ประชาคมได้รับในทุกๆ วัน

การลงทุนด้านเทคโนโลยีของสวนสุนันทา จึงไม่ใช่ต้นทุนที่สูญเปล่า แต่คือ “สินทรัพย์เชิงกลยุทธ์” (Strategic Asset) ที่มีความคุ้มค่า และเป็นโครงสร้างค้ำจุนความเป็นมหาวิทยาลัยดิจิทัลชั้นนำได้อย่างสง่างามและยั่งยืนค่ะ

Fast track ชีวิตการทำงาน 12 ปี สู่ตำแหน่งผู้อำนวยการไอที

ดร.พิมพ์พลอย ธีรสถิตย์ธรรม จบปริญญาตรี สาขาวิชาเอกวิทยาการคอมพิวเตอร์ประยุกต์ ปริญญาโท (วท.ม.) แขนงวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ จากคณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ หลังจากนั้น จบปริญญาเอก (ปร.ด.) สาขาวิชาการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

มีความรู้ความสามารถในศาสตร์ที่จบอย่างลึกซึ้งและได้รับการยอมรับจากแวดวงวิชาชีพทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในหลายๆ โครงการ อาทิ

  • ผู้เชี่ยวชาญด้านประชาสัมพันธ์และเทคโนโลยีสารสนเทศใน โครงการ Green Logistics เรื่อง การจัดการโลจิสติกส์ย้อนกลับ (Reverse Logistics) จัดโดย สำนักธุรกิจบริการและโลจิสติกส์การค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
  • ผู้เชี่ยวชาญด้านประชาสัมพันธ์และเทคโนโลยีสารสนเทศใน โครงการ Green Logistics เรื่อง การจัดการคลังสินค้าและกระจายสินค้าให้มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จัดโดย สำนักธุรกิจบริการและโลจิสติกส์การค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
  • ทีมงานพัฒนาโปรแกรม AVL DOCUMENT REGISTRATION SYSTEM ให้กับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), สำนักงานใหญ่ กรุงเทพมหานคร
  • หัวหน้า/ผู้จัดการ โครงการกิจกรรมพัฒนาฐานข้อมูลและแพลตฟอร์มอาสาสมัครท่องเที่ยวและกีฬา ภายใต้โครงการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเพื่อแก้ไขปัญหานักท่องเที่ยว ประจำปี พ.ศ. 2568 โดย สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังเป็นนักวิจัยที่มีผลงานต่อเนื่อง มีงานตีพิมพ์ในวารสารวิจัยระดับนานาชาติทุกๆ ปี นับตั้งแต่ก้าวเข้ามาในแวดวงวิชาการ โดยที่ทำงานครั้งแรก หลังจากเรียนจบปริญญาโทเมื่อปี 2555 เข้ามาเป็นอาจารย์ที่วิทยาลัยนวัตกรรมและการจัดการ เนื่องจากอยู่ในช่วงบุกเบิกของการบูรณาการระหว่างศาสตร์ด้านบริหารจัดการกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาเป็นเครื่องมือ จึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าสาขาวิชาการจัดการระบบสารสนเทศเพื่อธุรกิจ ทำหน้าที่มาจนถึงปี 63 จึงเปลี่ยนมาเป็นหัวหน้าแขนงนวัตกรรมการจัดการเทคโนโลยีดิจิทัล

ปี 2564 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำหน้าที่ครบวาระ 4 ปี ปี 2567 ก็ได้รับการสรรหาให้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างเต็มภาคภูมิ

จากที่เป็นอาจารย์น้องใหม่ ใช้เวลาเพียงแค่ 12 ปีเท่านั้น ก็ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารสูงสุด ในหน่วยงานสำคัญที่เป็นโครงสร้างหลักของมหาวิทยาลัย

มีคนไม่มากนักที่ทำแบบนี้ได้...

ดร.พิมพ์พลอย ธีรสถิตย์ธรรม

ผู้เขียนบทความ

ดร.พิมพ์พลอย ธีรสถิตย์ธรรม

ผู้อำนวยการสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ

คำค้นหา:IT, ดิจิทัล, สำนักไอที, มหาวิทยาลัย, บริหาร, เทคโนโลยีสารสนเทศ
แชร์เรื่องนี้: