การบูรณาการวิศวกรรมสังคมและการคิดเชิงออกแบบเพื่อการบรรเทาความยากจนผู้มีรายได้น้อยในชุมชนเมือง
การบูรณาการวิศวกรรมสังคมและการคิดเชิงออกแบบเข้าไปแก้ไขปัญหาผู้มีรายได้น้อยในชุมชนเมือง
กรณีศึกษาชุมชนวัดสวัสดิ์วารีสีมาราม เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร การวิจัยนี้ได้บูรณาการกับโครงการยุทธศาสตร์ราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น โดยมุ่งให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน ฝึกฝนทักษะในการพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์ให้มี “ความหวังและโอกาส” ในการมีรายได้เสริมเติมรายได้หลักมากขึ้น โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR)
ผู้มีส่วนร่วมหลักประกอบด้วย นักศึกษาสาขาวิชาการจัดการพัฒนาสังคมและวัฒนธรรม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, ผู้นำชุมชน, ชาวบ้านที่เป็นครัวเรือนที่มีรายได้น้อย, อาสาสมัครสาธารณสุข, ผู้ประกอบการในท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาชุมชนและสวัสดิการสังคม สำนักงานเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ร่วมปฏิบัติการตามบทบาทและช่วงเวลาที่กำหนด
ซึ่งในการวิจัยได้นำเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์เชิงเหตุ-ผล นาฬิกาวงจรชีวิต ไทม์ไลน์พัฒนาการ และแบบ Modify–Improve–Create–Innovation (MICI) (ทักษะวิศวกรสังคม) มีการบูรณาการภายใต้อริยสัจ 4 (พระพุทธเจ้า), วิศวกรสังคม (ฌักส์ วาน มาร์คเคน), การวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่ (สกสว.) และกระบวนการคิดเชิงออกแบบ (ทิม บราวน์)
การวิจัยครั้งนี้ได้พัฒนา “โมเดลการพัฒนาสัมมาชีพที่ยั่งยืน 9 ขั้นตอน” เพื่อเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนกิจกรรมสร้างรายได้ที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น การสร้างสรรค์ร่วมกัน และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม นอกจากนี้ ผลการศึกษาเสนอแนะถึงบทบาทของสถาบันอุดมศึกษาในการเป็นตัวเร่งให้เกิดการพัฒนาที่ครอบคลุมและทั่วถึง ผ่านการบูรณาการงานจัดการเรียนการสอน การวิจัย และการบริการวิชาการแก่ชุมชน
สิ่งที่เกิดขึ้นกับนักศึกษาที่เข้าไปเรียนรู้ในการวิจัยคือ เกิดทักษะการแก้ไขปัญหาเชิงประจักษ์
วิธีวิจัยกลไกวิศวกรรมสังคม...ใช้วิจัยจัดการปัญหาของคนและพัฒนาวิศวกรสังคม
1. เก็บข้อมูลเชิงประจักษ์ที่เป็นโจทย์-ปัญหา-ความต้องการ
ปัญหาต้องมาจากชุมชน โดยนักวิจัยและนักศึกษาสาขาวิชาการจัดการพัฒนาสังคมและวัฒนธรรม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ที่ผ่านการฝึกอบรมวิศวกรสังคม (เรียกว่า นักศึกษาวิศวกรสังคม) ร่วมกัน “ลงพื้นที่เก็บประเด็นปัญหาและความต้องการของประชาชนในชุมชนเป้าหมาย”
ทีมวิจัยได้ทบทวนข้อมูลชุมชนจากเอกสาร สัมภาษณ์ผู้นำชุมชน และค้นหาข้อมูลโครงการยุทธศาสตร์ราชภัฏเพื่อพัฒนาท้องถิ่นในการพัฒนาครัวเรือนร่วมกับผู้รับผิดชอบโครงการในชุมชนเป้าหมาย (วัดสวัสดิ์วารีสีมาราม) เพื่อวินิจฉัยชุมชนแบบมีส่วนร่วม
2. กำหนดผู้เข้าร่วมกิจกรรมปฏิบัติการวิจัย
กลุ่มวิจัยหลักประกอบด้วยผู้มีส่วนร่วมจำนวน 30 คน ได้แก่ ผู้มีรายได้น้อย, ผู้ดูแลผู้สูงอายุ, อาสาสมัครสาธารณสุข (อสส.), ผู้ประกอบการในท้องถิ่น และผู้นำชุมชน นอกจากนี้ ยังมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพิ่มเติมอีก 20 คน เช่น เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตดุสิต, ตัวแทนจากวัด, โรงเรียน รวมถึงนักศึกษาวิศวกรสังคม เข้ามามีส่วนร่วมเฉพาะในบางระยะของโครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกิจกรรมการวางแผน การถอดบทเรียน และการสะท้อนคิด
ทั้งนี้ ในการดำเนินงานเชิงลึกได้คัดเลือกครัวเรือนผู้มีรายได้น้อยจำนวน 8 ครัวเรือน โดยมีนักวิจัยและผู้นำชุมชนร่วมกันพิจารณาจากเกณฑ์การประกอบอาชีพนอกระบบ มีที่อยู่อาศัยในชุมชน ยินยอมเข้าร่วมตลอดโครงการวิจัย และเป็นผู้มีศักยภาพในการประกอบอาชีพที่เป็นการพัฒนาสัมมาชีพ
กรณีศึกษาต้นแบบ (Model Household): ได้ทำการคัดเลือกหนึ่งครัวเรือนที่มีหัวหน้าครอบครัวเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว รายได้น้อย มีความขยันมุ่งมั่น ต้องส่งลูกเรียนหนังสือ และประกอบอาชีพทำขนมไทยจากใบตอง ให้เป็นต้นแบบสำหรับการวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างใกล้ชิด (โดยใช้เครื่องมือฝึกทักษะวิศวกรสังคม) เนื่องจากมีความกระตือรือร้นสูง มีพื้นที่สำหรับปฏิบัติงาน และมีวิถีการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ
3. ทุนมนุษย์... นักศึกษาเป็นกลไกวิศวกรรมสังคมเชื่อมโยงชุมชน
กระบวนการวินิจฉัยชุมชน (Community Diagnosis) เริ่มต้นตั้งแต่การเตรียมคน เครื่องมือ การเก็บข้อมูลเชิงประจักษ์ การวิเคราะห์เชิงเหตุ-ผล การวินิจฉัย และการส่งคืนข้อมูล ซึ่งต้องอาศัยนักศึกษาที่หลากหลายสาขาวิชา ทั้งการพัฒนาสังคม วัฒนธรรม มนุษยศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ประยุกต์
ก่อนการลงพื้นที่ภาคสนาม นักศึกษาได้รับการคัดกรองและผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการร่วมกันเป็นเวลา 5 วัน เพื่อพัฒนาสมรรถนะหลัก 4 ด้าน ได้แก่ การคิดวิเคราะห์, การสื่อสาร, การประสานงาน และการสร้างสรรค์นวัตกรรม นอกเหนือจากนั้น การอบรมยังได้แนะนำเครื่องมือการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม 5 ชิ้น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระเบียบวิธีวิจัยในโครงการนี้ ได้แก่
- แผนผังวิเคราะห์เหตุ-ผล (ฟ้าประทาน)
- นาฬิกาชีวิต
- ไทม์ไลน์พัฒนาการ
- ไทม์ไลน์กระบวนการ
- แบบการปรับปรุง–พัฒนา–สร้างสรรค์–นวัตกรรม (MICI Model)
เครื่องมือเหล่านี้ได้นำไปประยุกต์ใช้ร่วมกับสมาชิกในชุมชนในเวลาต่อมา โดยในการเข้าสู่พื้นที่ภาคสนามของนักศึกษาจะได้รับการสนับสนุนและอำนวยความสะดวกจากผู้นำชุมชนในฐานะพี่เลี้ยง (Mentor) ช่วยสร้างความไว้วางใจ ความตระหนักถึงความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรม และช่วยให้การประสานงานเป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งผู้วิจัยได้ออกแบบเส้นทางศึกษาเรียนรู้ในชุมชนเมืองไว้ดังภาพ
4. ออกแบบกรอบวิจัยเชิงบูรณาการ: SE, DT, CBR, เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา และอริยสัจ 4
กรอบการวิจัยนี้เป็นการผสานพลังระหว่าง SE (Social Engineering), DT (Design Thinking), CBR (Community-Based Research), วิธีการ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา และ อริยสัจ 4 (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) โดยมีรายละเอียดการดำเนินงานดังนี้:
- ขั้นทุกข์ (เชื่อมโยงกับขั้นทำความเข้าใจปัญหา - Empathize): นักวิจัยและนักศึกษาวิศวกรสังคมได้ลงพื้นที่เพื่อทำความเข้าใจภูมิสังคม สัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการ สำรวจ และจัดสนทนากลุ่มย่อย เพื่อให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงชีวิตประจำวัน ความท้าทาย และพลวัตของชุมชน
- ขั้นสมุทัย (เชื่อมโยงกับขั้นกำหนดปัญหา - Define): มุ่งเน้นการระบุสาเหตุรากเหง้าของความยากจนและความเปราะบางทางเศรษฐกิจของกลุ่มเป้าหมาย โดยใช้อภิปรายตามประเด็นร่วมกับเครื่องมือที่นักศึกษาได้ฝึกฝนมา เช่น ผังก้างปลา และผังต้นไม้ปัญหา
- ขั้นนิโรธ (เชื่อมโยงกับขั้นระดมความคิดและสร้างต้นแบบ - Ideate & Prototype): ร่วมกันคิดค้นวิธีแก้ไขหรือนวัตกรรมที่จะแก้ปัญหาเพื่อสร้างเส้นทางสัมมาชีพ หากมีผลิตภัณฑ์เดิมอยู่แล้วจะใช้ MICI Model (Modify–Improve–Create–Innovation) มาต่อยอด โดยมีอาจารย์ นักพัฒนาชุมชน และภูมิปัญญาท้องถิ่นร่วมเป็นที่ปรึกษา (Coaching)
- ขั้นมรรค (เชื่อมโยงกับขั้นลงมือปฏิบัติและทดสอบ - Ideate & Test): เป็นการนำวิธีการ แนวทาง หรือนวัตกรรมต้นแบบไปสู่การปฏิบัติจริงในครัวเรือนรายได้น้อยและครัวเรือนต้นแบบ พร้อมทั้งประเมินความเป็นไปได้ทางสังคม วัฒนธรรม และผลกระทบทางเศรษฐกิจภายในชุมชน
โมเดลบูรณาการนี้ทำให้การวิจัยดำเนินการได้พร้อมกันทั้งในมิติการวิเคราะห์ วัฒนธรรม และจริยธรรม เกิดเป็นกระบวนการที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human-Centered) สามารถทำซ้ำได้ และตั้งอยู่บนพื้นฐานบริบททางสังคมและจิตวิญญาณของสังคมไทย
5. กระบวนการเก็บรวบรวมและการวิเคราะห์ข้อมูล
การวิจัยครั้งนี้ผสานรวมระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ แนวคิดการมีส่วนร่วม และเครื่องมือวิศวกรสังคม ทั้งในขั้นตอนการเก็บข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้เกิดการตรวจสอบสามเส้า (Triangulation) จากหลายแหล่งข้อมูล (ข้อสังเกตของนักศึกษา, เสียงสะท้อนจากชุมชน และหลักฐานเชิงประจักษ์) โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้
5.1. การเข้าถึงข้อมูลและการวินิจฉัยปัญหาร่วมกัน (Data Collection & Co-Diagnosis)
- การเก็บข้อมูลเชิงลึก: ใช้การสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured interviews) กับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ และผู้ดูแล เพื่อเจาะลึกมุมมองด้านความยากจนและการทำงาน
- การค้นหาปัญหาและโอกาส: จัดการสนทนากลุ่ม (Focus group discussions) ร่วมกันระหว่างชาวบ้าน นักศึกษา และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เพื่อร่วมกันวินิจฉัยความท้าทายและค้นหาโอกาสในการพัฒนาสัมมาชีพ
- การสร้างภาพรวมวิถีชีวิต: ใช้การทำแผนที่ชุมชน (Community mapping) และบันทึกนาฬิกาชีวิตเพื่อให้เห็นภาพรวมของวิถีชีวิตและรูปแบบการทำงานของครัวเรือนได้อย่างรอบด้าน
5.2. การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนบนฐานความรู้และภูมิปัญญา (Product Co-Creation & Workshops)
- การจัดเวทีปฏิบัติการ: จัดเวิร์กชอป 8 ครั้งร่วมกับครัวเรือนเป้าหมาย เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่จับต้องได้ 8 ประเภท (เช่น ขนมไทยโบราณห่อใบตอง, น้ำพริก, เครื่องดื่มสมุนไพร, แหนม, เสื้อผ้าจากเศษผ้า, งานโครเชต์, ดอกไม้ประดิษฐ์ และยาหม่องสมุนไพร)
- การบูรณาการความรู้: นักศึกษาทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) นำความรู้ทางวิชาการมาผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อยกระดับการสร้างแบรนด์ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ และการเล่าเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ (Storytelling)
- กรณีศึกษาต้นแบบ: คัดเลือกครัวเรือนต้นแบบ (Model household) ได้แก่ กลุ่มขนมไทยโบราณห่อใบตอง เพื่อศึกษาเชิงลึกในมิติการจัดสรรเวลาและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ (Prototype)
5.3. เครื่องมือเชิงทัศนภาพและการวิเคราะห์แก่นสาระ (Visual Tools & Content Analysis)
- การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis): ใช้ถอดรหัสและลงรหัส (Coding) ข้อมูลจากบันทึกภาคสนามและบทสะท้อนคิดของนักศึกษา จนได้ประเด็นหลัก (Themes) สำคัญ เช่น แรงจูงใจ, ความเป็นผู้นำ, อุปสรรคในการทำงาน และการเรียนรู้ตามอัธยาศัย
- เครื่องมือวิเคราะห์เชิงปฏิบัติการ: * นาฬิกาวงจรชีวิต (Life Cycle Clock): วิเคราะห์หา "ช่วงเวลาว่าง" ในแต่ละวันของชาวบ้าน เพื่อให้สามารถทำอาชีพเสริมได้โดยไม่กระทบต่อหน้าที่หลักแผนผังต้นไม้ปัญหา (Problem Tree): ช่วยฉายภาพให้เห็นความเชื่อมโยงของปัญหาในชุมชน เช่น หนี้สิน ความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัย และการขาดทักษะอาชีพแบบจำลอง MICI และเส้นเวลา (Timelines): ใช้ประเมินและติดตามวงจรการปรับปรุง พัฒนา และสร้างนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์
- การทบทวนหลังการปฏิบัติงาน (After-Action Reviews: AAR): จัดขึ้นในทุกระยะเพื่อให้ผู้ร่วมวิจัยและนักศึกษาได้สะท้อนคิด ถอดบทเรียน ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ และเสริมสร้างศักยภาพเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
โมเดลการพัฒนาสัมมาชีพที่ยั่งยืน 9 ขั้นตอน (The Nine-Stage Sustainable Livelihood Development Model)
การลงพื้นที่วิจัยภาคสนามครั้งนี้ได้นำไปสู่การค้นพบ "โมเดลการพัฒนาสัมมาชีพที่ยั่งยืน 9 ขั้นตอน" ซึ่งเป็นการสังเคราะห์องค์ความรู้เชิงประจักษ์ให้กลายเป็นแนวทางที่มีโครงสร้างชัดเจนสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก
โมเดลนี้พัฒนาขึ้นผ่านกระบวนการปฏิสัมพันธ์และการทำงานร่วมกันระหว่างอาจารย์ นักศึกษาวิศวกรสังคม และชุมชน โดยมีแนวทาง (Roadmap) ตั้งแต่การระบุปัญหาไปจนถึงการพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวตามขั้นตอนดังต่อไป
- ขั้นตอนที่ 1: การทำความเข้าใจและระบุปัญหาของชุมชน (Understanding and Identifying Community Issues) ผ่านกระบวนการสนทนาด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง (Empathetic Dialogue) และการจัดเวทีเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เพื่อให้นักวิจัยและผู้มีส่วนร่วมได้ค้นหาต้นตอที่แท้จริงของปัญหาความยากจนร่วมกัน จนสามารถสร้างแผนผังต้นไม้ปัญหาและกำหนดเป้าหมายการพัฒนาร่วมกันได้
- ขั้นตอนที่ 2: การสำรวจคนและการประเมินทักษะ (Surveying People and Assessing Skills) การสร้างความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ทักษะความสามารถ และเงื่อนไขของแต่ละครัวเรือน ผ่านการสำรวจและการสัมภาษณ์ ตลอดจนการทำผังรวมทักษะ (Skills Mapping) เพื่อจับคู่ชาวบ้านกับยุทธศาสตร์การพัฒนาสัมมาชีพที่เหมาะสม สอดคล้องกับวิถีชีวิตประจำวันและข้อจำกัดของกลุ่มเป้าหมาย
- ขั้นตอนที่ 3: การสร้างความผูกพันและเสริมพลังผู้นำชุมชน (Engaging and Empowering Community Leaders) โมเดลนี้ตระหนักถึงความไว้วางใจที่ชุมชนมีต่อผู้นำท้องถิ่น จึงเน้นย้ำการฝึกอบรมและเสริมพลังให้แก่ผู้นำเพื่อทำหน้าที่เป็น "ตัวแทนแห่งการเปลี่ยนแปลง" (Agents of Change) ที่สามารถประสานงานการเรียนรู้ ขับเคลื่อนการดำเนินงานของกลุ่ม และเป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างภาควิชาการกับการปฏิบัติจริง
- ขั้นตอนที่ 4: การสร้างทีมงานร่วมปฏิบัติการ (Building a Collaborative Work Team) นักศึกษา อาจารย์ นักวิจัย ชาวบ้าน และผู้นำชุมชน ร่วมกันจัดตั้งกลุ่มทำงานเพื่อดำเนินการวิเคราะห์แบบมีส่วนร่วม การสร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบ และการทดสอบระบบ เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึงและการสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน
- ขั้นตอนที่ 5: บูรณาการ 3 ห่วงองค์ความรู้ (Integrating the “Three Knowledge Rings”) โมเดลนี้ขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้ 3 ส่วนหลักที่ร้อยเรียงกัน คือ:ห่วงการเรียนการสอน: ระดับอุดมศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยห่วงการวิจัย: นำองค์ความรู้ในระดับสูงผ่านกระบวนการเก็บข้อมูลที่หลากหลายมาวิเคราะห์และสังเคราะห์ เพื่อสร้างเครื่องมือให้เดินคู่ขนานระหว่าง “วิชาการ” กับ “วิชาชีพ”ห่วงการบริการวิชาการแก่สังคม: การนำความเชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัย ภูมิปัญญาท้องถิ่นจากชุมชน และทักษะภาคปฏิบัติจากผู้เชี่ยวชาญมาประยุกต์ใช้จริง ซึ่งช่วยให้แนวทางการแก้ปัญหามีพื้นฐานอยู่บนหลักฐานเชิงประจักษ์และรากเหง้าทางวัฒนธรรมไปพร้อมกัน
- ขั้นตอนที่ 6: การร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรมโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน (Co-creating Community-Based Innovations) การแปลงแนวคิดให้กลายเป็นนวัตกรรมที่จับต้องได้ เช่น การปรับปรุงผลิตภัณฑ์ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ กลยุทธ์การสร้างแบรนด์ และโมเดลธุรกิจที่เรียบง่าย ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของท้องถิ่นและมรดกทางวัฒนธรรม
- ขั้นตอนที่ 7: การนำนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้ในภาคปฏิบัติ (Applying Innovations in Practice) การนำนวัตกรรมไปทดลองใช้ในสถานการณ์จริงโดยครัวเรือนเป้าหมาย โดยมีนักศึกษาคอยติดตามกระบวนการผลิต ตรวจสอบข้อมูลสะท้อนกลับ (Feedback) และบันทึกข้อมูลทางการเงิน ซึ่งช่วยให้สามารถปรับปรุงและตรวจสอบความถูกต้องของระบบได้แบบเรียลไทม์ (Real-time)
- ขั้นตอนที่ 8: การขยายผลและการถอดบทเรียน (Scaling and Extracting Lessons Learned) ผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่มีศักยภาพสูงทางเศรษฐกิจจะได้รับการนำเสนอผ่านการจัดนิทรรศการและแบ่งปันให้แก่ชุมชนอื่น ตลอดจนมีการบันทึกกระบวนการสะท้อนคิดผ่านการทบทวนหลังการปฏิบัติงาน (After-Action Reviews: AAR) และการสรุปบทเรียนร่วมกัน
- ขั้นตอนที่ 9: การบ่มเพาะความยั่งยืนในระยะยาว (Fostering Long-Term Sustainability) กระบวนการในขั้นสุดท้ายเน้นการเสริมพลังให้แก่ครอบครัวเป้าหมายเพื่อให้สามารถรักษาและถ่ายทอดนวัตกรรมสัมมาชีพของตนเองได้ มีการจัดการองค์ความรู้อย่างเป็นระบบผ่านสื่อทัศนภาพ การจัดเวทีแบ่งปันทักษะ และการผสานองค์ความรู้นั้นเข้าเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างชุมชน
ด้วยการผสานรวมแนวคิดการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) เข้ากับหลักการพัฒนาตามแนวพุทธศาสนา (Buddhist Development Principles) และกระบวนการวิศวกรรมสังคมแบบมีส่วนร่วม (Participatory Social Engineering) โมเดลนี้จึงนำเสนอแนวทางที่เป็นองค์รวมและสามารถนำไปปรับใช้ซ้ำได้ในการแก้ไขปัญหาความยากจนในเมือง
นอกจากนี้ โมเดลดังกล่าวยังทำหน้าที่เป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่สร้างการเปลี่ยนแปลง (Transformative Learning) ให้แก่นักศึกษา ช่วยให้นักศึกษาสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ทางวิชาการเพื่อไปรับใช้สังคมและการพัฒนาคนให้อยู่บนฐานชุมชนในโลกแห่งความเป็นจริง
ผลลัพธ์วิศวกรรมสังคมเชิงปฏิบัติการ...ทัศนภาพสะท้อนการทำงานของวิศวกรสังคมในพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาผู้มีรายได้น้อยกรณีศึกษาแม่เลี้ยงเดี่ยวรายหนึ่ง ซึ่งประกอบอาชีพทำขนมไทยโบราณในชุมชนวัดสวัสดิ์วารีสีมาราม เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร
กรณีศึกษาต้นแบบที่ได้รับการคัดเลือกคือ แม่เลี้ยงเดี่ยวอายุ 54 ปี ผู้ประกอบอาชีพทำขนมไทยโบราณห่อใบตอง (ข้าวต้มมัดและขนมเทียน) เพื่อเลี้ยงดูครอบครัวด้วยรายได้ที่ค่อนข้างน้อยเพียง 4,000 บาทต่อเดือน โดยบ้านของเธอตั้งอยู่ริมทางเดินเท้าที่มีผู้คนสัญจรพลุกพล่าน ซึ่งเป็นทำเลที่เหมาะสมต่อการจัดวางผลิตภัณฑ์และการขายตรงแก่ผู้บริโภค
จากการใช้เครื่องมือ "นาฬิกาชีวิต" (Life Cycle Clock) พบว่า เธอมีวิถีการดำเนินชีวิตประจำวันเป็นระบบและสม่ำเสมอ โดยเริ่มจากการตื่นนอนแต่เช้าตรู่เพื่อเตรียมวัตถุดิบในช่วงเช้า จากนั้นจึงห่อและนึ่งขนมให้เสร็จสิ้นภายในเวลาเที่ยงวัน ทำให้มีเวลาว่างในช่วงบ่ายสำหรับการขายสินค้าและดูแลรับผิดชอบครอบครัว ทั้งนี้ ความมุ่งมั่นตั้งใจและการเปิดรับการเรียนรู้ของเธอ ส่งผลให้เธอเป็นหุ้นส่วนร่วมพัฒนาที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการสร้างสรรค์นวัตกรรม
● การสืบค้นรากเหง้าผ่าน "เส้นเวลาประวัติศาสตร์"
เมื่อพิจารณาผ่านเครื่องมือ "เส้นเวลาประวัติศาสตร์" (History Timeline) หรือไทม์ไลน์พัฒนาการ ซึ่งผู้วิจัยได้สืบค้นย้อนกลับไปถึงแหล่งที่มาของทักษะการทำขนม พบว่าได้รับการถ่ายทอดมาจากแม่สามีคือ "แม่ฉาย" ซึ่งส่งต่อองค์ความรู้ผ่านการฝึกปฏิบัติจริง (Learning by doing) โดยสูตรเด็ดอันเป็นเอกลักษณ์ของขนมชนิดนี้คือ "ข้าวเหนียวมูน" ซึ่งในอดีตเคยออกสื่อหนังสือพิมพ์และเคยสร้างรายได้ให้แก่แม่ฉายมากพอจนสามารถซื้อที่ดิน สร้างบ้าน และส่งบุตรหลานให้ได้รับการศึกษาได้
ผู้วิจัยจึงได้ทำการสร้างแบรนด์ใหม่เป็นต้นแบบให้แก่ผู้ร่วมปฏิบัติการวิจัยด้วยการเล่าร่องรอยทางประวัติศาสตร์นี้ภายใต้ชื่อ "มรดกข้าวเหนียวมูนแม่ฉาย" (Mae Chai’s Khao Niew Moon Legacy) โดยผสานรวมการเล่าเรื่องราวทางวัฒนธรรม (Cultural Storytelling) เข้ากับการพัฒนาผลิตภัณฑ์
บทบาทของนักศึกษาและโมเดลพัฒนา ในส่วนนี้นักศึกษาได้เข้ามาสนับสนุนด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ องค์ประกอบของแบรนด์ และการวิเคราะห์ต้นทุน นอกจากนี้ เครื่องมือ "เส้นเวลากิจกรรม" (Action Timeline) หรือไทม์ไลน์กระบวนการ ยังช่วยจำแนกขั้นตอนการผลิตโดยละเอียดออกเป็น 10 ขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบไปจนถึงการนึ่งและการห่อ ขณะที่แบบจำลอง MICI ได้เข้ามาช่วยรองรับการปรับปรุงเพื่อพัฒนาบรรจุภัณฑ์และการตลาดให้ดียิ่งขึ้น
● ผลลัพธ์เชิงประจักษ์และมิติทางสังคม
จากการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน แสดงให้เห็นถึงอัตราส่วนต้นทุนต่อกำไรที่สูง โดยในช่วงเวลาที่มีเทศกาล หากลงทุนจำนวน 10,000 บาท จะสามารถสร้างรายได้รวมได้ถึง 20,000 บาท และคิดเป็นกำไรสุทธิสูงถึง 10,000 บาท (ข้อมูลเชิงประจักษ์ของผู้ร่วมปฏิบัติการวิจัย) ซึ่งส่งผลให้การดำเนินงานนี้เป็นแบบจำลองที่มีความผูกพันและเอื้อต่อการสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจในครัวเรือน (Home-Based Economic Resilience) ได้อย่างแท้จริง
ผลิตภัณฑ์ขนมไทยโบราณห่อใบตองนี้ ไม่เพียงแต่เป็นตัวอย่างของการสร้างสรรค์นวัตกรรมท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงหลักการ "สัมมาอาชีวะ" หรือการเลี้ยงชีพชอบ เนื่องจากเป็นการประกอบอาชีพที่ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น มุ่งเน้นความพึ่งพาตนเอง และเป็นการสืบสานภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมให้คงอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน
นักศึกษาวิศวกรสังคมได้เรียนรู้ทักษะการแก้ไขปัญหาเชิงประจักษ์
นักศึกษาวิศวกรสังคม มหาวิทยาลัยราชภัฏได้เรียนรู้การประยุกต์ใช้เครื่องมือที่ฝึกฝนในชั้นเรียนและกิจกรรมของคณะ โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบในการบ่มเพาะวิศวกรสังคมได้นำไปใช้ในพื้นที่จริง และเน้นที่ทุนมนุษย์เป็นสำคัญในการขับเคลื่อนกลไกวิศวกรรมสังคม
ด้วยการนำองค์ความรู้และเครื่องมือเชิงระเบียบวิธีวิจัยมาให้นักศึกษาใช้ในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาสังคม ผ่านการถ่ายทอดชุดความรู้อย่างเป็นระบบ อันนำไปสู่การแก้ไขปัญหาเชิงปฏิบัติในสถานการณ์ที่ท้าทายของคนเมือง ซึ่งกลไกวิศวกรรมสังคมนี้เป็นการนำความรู้ทั้งจากงานวิจัย การเรียนการสอน และการบริการวิชาการแก่ชุมชน ควบคู่ไปกับภูมิปัญญาท้องถิ่นไปแก้ปัญหาให้คนในชุมชนฐานราก โดยมีปัจจัยที่ทำให้เกิดความสำเร็จ มีดังต่อไปนี้ค่ะ
ปัจจัยแห่งความสำเร็จ 5 ประการ
- ประการแรก: การเรียนรู้เชิงปฏิบัติการแบบสหวิทยาการ (Multidisciplinary Learning) นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏได้พัฒนาทักษะผ่านการลงพื้นที่ภาคสนามโดยตรงเพื่อวิเคราะห์ปัญหาในโลกจริง และถอดรหัสองค์ความรู้จากประสบการณ์ชีวิต กระบวนการดังกล่าวเน้นการคิดเชิงเหตุผลและเชิงประจักษ์ ซึ่งสอดคล้องกับตรรกะที่ว่า “เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนั้นจึงมี” (อิทัปปัจจยตา) และสอดรับกับหลักการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) รวมถึงการแก้ไขปัญหาบนฐานพื้นที่ (Area-Based Problem-Solving)
- ประการที่สอง: การฝังตัวเพื่อสร้างความผูกพันเชิงลึกในชุมชน (Understand & Empathize) การแก้ไขปัญหาความยากจนจำเป็นต้องอาศัยการฝังตัวในชุมชน ทำให้นักศึกษาสามารถเข้าถึงข้อมูลในพื้นที่จริงเพื่อทำความเข้าใจรากเหง้าของความยากลำบาก ซึ่งสอดคล้องกับหลักการทรงงานพัฒนาของในหลวงรัชกาลที่ 9 คือ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และสอดคล้องกับขั้น “ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง” (Empathize) ในกระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking)ข้อค้นพบในพื้นที่: ในบริบทของชุมชนวัดสวัสดิ์วารีสีมาราม เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร พบว่ากลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ กลุ่มสตรีวัยกลางคนและผู้สูงอายุ ซึ่งผู้สูงอายุจำนวนมากเข้าร่วมทำงานพัฒนาสังคมโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนที่เพียงพอ และมีเป้าหมายร่วมกันคือการมีรายได้เสริม นักศึกษาจึงได้แก้ปัญหานี้ด้วยการใช้เครื่องมือ "นาฬิกาชีวิต" เพื่อออกแบบวิถีการสร้างรายได้ที่สอดคล้องกับบริบทที่เป็นจริงของชุมชน
- ประการที่สาม: การวิเคราะห์รากเหง้าของปัญหาโดย "พลังชุมชน" (Define & สมุทัย) การดำเนินงานวิเคราะห์ปัญหาทำด้วยการมีส่วนร่วมของผู้มีพลังชุมชนอันประกอบด้วย ผู้นำท้องถิ่น, ผู้ประกอบการ, เจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาชุมชนและสวัสดิการสังคม, นักศึกษา และอาจารย์ โดยใช้เครื่องมือแผนผังวิเคราะห์เหตุและผลเพื่อร่วมกันนิยามปัญหา จนเข้าสู่กระบวนการวินิจฉัยชุมชนได้ แนวทางนี้สะท้อนถึงหลักเกณฑ์เรื่อง "สมุทัย" (เหตุแห่งทุกข์) ในทางพระพุทธศาสนา และสอดคล้องกับขั้น “การนิยามปัญหา” (Define) ของการคิดเชิงออกแบบ โดยมีเครื่องมืออย่าง แผนผังต้นไม้ปัญหา เข้ามาช่วยฉายภาพความท้าทายเพื่อค้นหาแนวทางแก้ไขที่นำไปปฏิบัติได้จริง
- ประการที่สี่: การร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรมโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน (Ideate & มรรค) กระบวนการสร้างสรรค์นวัตกรรมจำเป็นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ของชุมชนในการร่วมพัฒนาแนวทางแก้ไข ขั้นตอนนี้เทียบได้กับ "มรรค" (หนทางดับทุกข์) และสอดคล้องกับขั้น “การระดมความคิด” (Ideate) ในการคิดเชิงออกแบบ มีการผสานรวมภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับองค์ความรู้ทางวิชาการเพื่อสร้างสรรค์แนวคิดใหม่ ๆ นำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และกิจกรรมต้นแบบที่ตอบสนองความต้องการที่แท้จริง โดยมีเครื่องมืออย่าง ไทม์ไลน์พัฒนาการ และ ไทม์ไลน์กระบวนการ เป็นแกนหลักในการวางแผนอย่างเป็นระบบ
- ประการที่ห้า: ห้องปฏิบัติการสังคมและระบบพี่เลี้ยง (Prototype, Test & นิโรธ) การทดสอบและการนำไปปฏิบัติจริงสำเร็จได้ด้วยการลงมือทำในพื้นที่เสมือนห้องปฏิบัติการชุมชน (Social Lab) และการมีระบบพี่เลี้ยง (Coaching) ดังสะท้อนจากกรณีศึกษาของผู้ประกอบการขนมไทยโบราณห่อใบตอง ที่ฉายภาพให้เห็นถึงความสำคัญของอัตลักษณ์ผลิตภัณฑ์ การเล่าเรื่องราวทางวัฒนธรรม (Storytelling) และกระบวนการผลิตที่คุ้มทุน นักศึกษาได้ทำงานร่วมกับผู้ประกอบการในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ และระบบบันทึกทางการเงิน จนบรรลุการจัดตั้งธุรกิจในครัวเรือนที่ยั่งยืน ผลลัพธ์เหล่านี้สอดคล้องกับขั้นการสร้างต้นแบบและทดสอบ (Prototype & Test) พร้อมทั้งสะท้อนถึงหลักปัญญาเรื่อง "นิโรธ" (ความดับทุกข์หรือความหลุดพ้นจากความยากลำบาก)
นอกจากนี้กลไกวิศวกรรมสังคมในรูปแบบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) ถือเป็นฐานรากของการบูรณาการนี้ โดยมุ่งเน้นการทำงานร่วมกันของแนวทางสามประสาน (Tripartite Approach) อันได้แก่ การสอน การวิจัย และการบริการวิชาการ ที่ทำหน้าที่เป็นระบบพลวัตเสริมพลังซึ่งกันและกัน
การเปิดโอกาสให้นักศึกษาทำหน้าที่เป็น "ผู้อำนวยความสะดวกภายนอก" (External Facilitators) ถือเป็นจุดเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) ครั้งสำคัญที่ยกระดับให้นักศึกษามีสถานะเป็น "คนทำงานสร้างความรู้" (Knowledge Workers) ที่สามารถประยุกต์ใช้ความรู้ในบริบทวิชาชีพ เกิดสมรรถนะที่จำเป็นในการพัฒนาสังคมอย่างตื่นตัว และยกระดับความรับผิดชอบต่อสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งกลไกนี้ได้รับการยอมรับและเปิดรับในเชิงบวกอย่างกว้างขวางจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในชุมชน
อ้างอิงแหล่งที่มา
- Phukamchanoad, P. (2026) Social engineering and design thinking for urban poverty alleviation in low-income communities International Journal of Advanced and Applied Sciences, 13(5): 73-88 - https://doi.org/10.21833/ijaas.2026.05.008

