สถาบันวิจัยและพัฒนา เป็นหน่วยงานสนับสนุนที่อยู่ในโครงสร้างของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ถูกกำหนดขึ้นตามพระราชบัญญัติของมหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ.2547 และพระราชบัญญัติการอุดมศึกษาการบริหารส่วนงานภายในของสถาบันอุดมศึกษาปี พ.ศ.2550
งานวิจัยถือเป็นภารกิจที่สำคัญ และเป็นความโดดเด่น เป็นหน้าเป็นตาของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทามาโดยตลอด สามารถเป็นตัวชี้วัดถึงความเป็นผู้นำทางด้านวิชาการที่ทรงพลังที่สุด ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง
สถาบันวิจัยและพัฒนาของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เป็นหน่วยงานที่มีความโดดเด่น และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้มหาวิทยาลัยก้าวมาอยู่แนวหน้าได้อย่างสง่างาม โดยที่สถาบันวิจัยและพัฒนา ณ ปัจจุบันอยู่ภายใต้การบริหารงานของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มรกต วรชัยรุ่งเรือง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาคนล่าสุด
ในวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มรกต วรชัยรุ่งเรือง และบทบาทของสถาบันวิจัยและพัฒนาของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
ผอ.สถาบันวิจัยฯกล่าวถึงสถาบันวิจัยและพัฒนาของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ว่าเปรียบสเมือน “หน่วยสนับสนุนหลังบ้าน” เพราะไม่ได้มีภาระหน้าที่ในการทำงานวิจัยแทนคณาจารย์โดยตรง แต่มีหน้าที่ช่วยให้คณาจารย์ นักวิจัย และบุคลากรของมหาวิทยาลัย สามารถทำงานวิจัยได้คล่องตัวขึ้น มีทิศทางชัดเจนขึ้น และนำผลงานไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเกิดผลสูงสุด ขอบเขตงานจะเริ่มตั้งแต่ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพนักวิจัย เช่น การจัดอบรม Training การเขียนข้อเสนอโครงการ การขอทุนวิจัย การบริหารจัดการทุน รวมถึงการให้คำแนะนำเกี่ยวกับแหล่งทุนต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย
ในอีกส่วนหนึ่ง คือ การสนับสนุนเครื่องมือและระบบที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย ไม่ว่าจะเป็นฐานข้อมูล ระบบติดตามโครงการ การประสานงานด้านเอกสาร ระเบียบต่าง ๆ รวมถึงการช่วยผลักดันให้ผลงานวิจัยสามารถตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่มีคุณภาพได้
นอกเหนือจากด้านงานวิจัยแล้ว ยังรวมไปถึงการบริการวิชาการ หรือการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัย ออกไปช่วยพัฒนาชุมชน สังคม หรือหน่วยงานภายนอก รวมถึงงานด้านวารสาร การเผยแพร่ผลงานวิชาการ และการสื่อสารองค์ความรู้ให้เข้าถึงคนทั่วไปมากขึ้น
สถาบันวิจัยและพัฒนา ถือเป็นเพื่อนร่วมทางของคณาจารย์และนักวิจัย เริ่มสนุบสนุนตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การพัฒนาแนวคิด การขอทุน การดำเนินงานวิจัย การตีพิมพ์ ไปจนถึงการนำผลงานไปใช้ประโยชน์จริง เพื่อให้มหาวิทยาลัยไม่ได้เป็นเพียงแหล่งผลิตความรู้ แต่เป็นพื้นที่ที่ความรู้นั้นส่งต่อคุณค่าไปสู่สังคมได้อย่างเป็นรูปธรรมครับ
หากกล่าวถึงตามชื่อของสถาบันวิจัยและพัฒนา จะเห็นว่ามีภารกิจสำคัญอยู่ 2 มิติ คือ “งานวิจัย” และ “งานพัฒนา”
ซึ่งทั้งสองส่วนนี้เชื่อมโยงกันอันได้แก่ งานวิจัยคือ การสร้างองค์ความรู้ และงานพัฒนาคือ การทำให้องค์ความรู้นั้นเกิดประโยชน์และขับเคลื่อนต่อได้จริง
ในด้านงานวิจัย ความโดดเด่นของสถาบันในช่วงที่ผ่านมาคือ การช่วยสร้างความมั่นคงด้านแหล่งทุนวิจัยให้กับคณาจารย์ของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะทุนจาก สกสว. ซึ่งถือเป็นแหล่งทุนสำคัญของประเทศ รวมถึงแหล่งทุนภายนอกอื่น ๆ ที่ช่วยให้คณาจารย์มีต้นทุนในการดำเนินงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญคือ ช่วงที่ผ่านมามีผลการดำเนินงานย้อนหลัง หรือ Past Performance ที่ค่อนข้างโดดเด่นมาก โดยอยู่ในอันดับ 1 ใน 3 ของประเทศ และเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ ในเรื่องของการบริหารจัดการและการขับเคลื่อนทุน สกสว. ตรงนี้สะท้อนให้เห็นว่า เราไม่ได้เพียงแค่รับทุนมาเท่านั้น แต่ยังมีกระบวนการทำงานที่เข้มแข็ง ตั้งแต่การเตรียมความพร้อมให้คณาจารย์ การพัฒนาข้อเสนอโครงการ การประสานงาน การติดตามผล ไปจนถึงการรายงานและส่งมอบผลลัพธ์ให้เป็นไปตามเป้าหมายของแหล่งทุน
ผอ.สถาบันวิจัยฯ กล่าวว่า ในด้านงานพัฒนา คือ ความโดดเด่นของการพัฒนาระบบและกลไกสนับสนุนการวิจัยให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจัดอบรมหรือ training ให้กับนักวิจัย การสนับสนุนเครื่องมือและระบบบริหารจัดการวิจัย การส่งเสริมการตีพิมพ์ผลงานวิชาการ การดูแลวารสารและช่องทางเผยแพร่ รวมถึงการผลักดันให้งานวิจัยสามารถต่อยอดไปสู่การบริการวิชาการ และการนำองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์กับชุมชน ท้องถิ่น และสังคมได้จริง
ถ้าจะสรุปให้เห็นภาพง่าย ๆ ในด้านวิจัยผศ.ดร.มรกต วรชัยรุ่งเรือง กล่าวว่า สถาบันวิจัยและพัฒนาโดดเด่นเรื่องการสร้างโอกาสและความมั่นคงด้านทุน มีผลงานย้อนหลังอยู่ในระดับแนวหน้าของประเทศ และเป็นอันดับหนึ่งของกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ ส่วนด้านพัฒนา ก็มีความโดดเด่นเรื่องการสร้างระบบสนับสนุนและการต่อยอดงานวิจัยให้เกิดผลลัพธ์จริง ไม่ใช่แค่เพื่อมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่เพื่อให้ความรู้
ผมคิดว่านี่คือจุดแข็งสำคัญของสถาบัน เพราะการทำวิจัยถ้าไม่มีแหล่งทุนที่มั่นคง หรือไม่มีระบบสนับสนุนที่ดี คณาจารย์ก็อาจจะทำงานได้ยากขึ้น แต่เมื่อสถาบันเข้าไปช่วยเสริมในส่วนนี้ ก็ทำให้คณาจารย์มีความมั่นใจมากขึ้น มีโอกาสเข้าถึงทุนมากขึ้น และสามารถพัฒนางานวิจัยที่มีคุณภาพได้ต่อเนื่องจากมหาวิทยาลัยส่งต่อคุณค่าไปยังสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม
มหาวิทยาลัยมีวิสัยทัศน์จะสร้างบัณฑิตมืออาชีพ แล้วสถาบันวิจัยและพัฒนามีบทบาทอย่างไรในส่วนนี้ผอ.สถาบันวิจัยกล่าวว่า "สถาบันวิจัยและพัฒนามีบทบาทเชื่อมโยงกับนักศึกษาหลายด้าน เช่น UBI หรือหน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจในสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งทำงานร่วมกับนักศึกษาอย่างใกล้ชิด เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ทดลองคิด ทดลองทำ พัฒนาผลิตภัณฑ์ พัฒนาธุรกิจ หรือฝึกกระบวนการเป็นผู้ประกอบการจริง ตรงนี้เป็นพื้นที่สำคัญที่ทำให้นักศึกษาไม่ได้เรียนรู้เฉพาะในห้องเรียน แต่ได้ฝึกการทำงานแบบมืออาชีพ มีโจทย์จริง มีผู้ใช้จริง และมีผลลัพธ์จริง"
ดังนั้น เพื่อสอดคล้องกับการเป็นมหาวิทยาลัยใน กลุ่ม 5 ที่เน้นการพัฒนากำลังคนให้มีความเชี่ยวชาญทางวิชาชีพ ความเป็นมืออาชีพไม่ได้เกิดจากการฟังบรรยายอย่างเดียว แต่เกิดจากการได้ลงมือทำ ได้เรียนรู้จากอาจารย์ ได้ทำงานกับโจทย์จริง และได้ฝึกแก้ปัญหาจริง ทางสถาบันวิจัยจึงจัด ทุน OBE ที่สนับสนุนให้แต่ละหลักสูตรพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยมุ่งผลลัพธ์ผู้เรียนเป็นสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการผลิตบัณฑิตมืออาชีพ เป็นกลไกสนับสนุนให้นักศึกษาได้เข้าไปอยู่ใน “ระบบนิเวศของการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง”
ผมมองว่าสถาบันวิจัยและพัฒนาไม่ควรถูกมองว่าเป็นหน่วยงานที่ทำงานกับคณาจารย์เท่านั้นครับ เพราะภารกิจหลักของมหาวิทยาลัยคือการสร้างบัณฑิต และถ้าเราจะสร้างบัณฑิตให้เป็น “มืออาชีพ” นักศึกษาก็ควรได้เข้าไปอยู่ในกระบวนการจริงของการวิจัย การพัฒนา และการทำงานร่วมกับอาจารย์หรือผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่ระหว่างเรียน
สำหรับแนวทางการเสริมสร้างศักยภาพด้านการวิจัยให้แก่นักศึกษาในระดับปริญญาตรี โท และเอกนั้น ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาระดับปริญญาใด การวิจัยไม่ได้จำกัดอยู่แค่การทำเล่มวิทยานิพนธ์ หรือการตีพิมพ์ผลงานเท่านั้น แต่เป็นกระบวนการฝึกคิด ฝึกตั้งคำถาม ฝึกแก้ปัญหา ฝึกทำงานอย่างเป็นระบบ กำหนดทิศทางและสร้างกลไกสนับสนุนให้นักศึกษาได้เข้ามาอยู่ในระบบนิเวศของการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง เช่น การสนับสนุนทุน การจัดกิจกรรมบ่มเพาะ การส่งเสริมให้อาจารย์ทำงานวิจัยร่วมกับนักศึกษา รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากโครงการจริง ปัญหาจริง และผู้เชี่ยวชาญจริง
สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี อาจเน้นการสร้างพื้นฐานและแรงบันดาลใจด้านการวิจัย ทำให้เห็นว่างานวิจัยไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเครื่องมือในการพัฒนาความคิดและการแก้ปัญหา ส่วนในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ก็จะเน้นการยกระดับความเข้มข้นมากขึ้น ทั้งเรื่องระเบียบวิธีวิจัย คุณภาพของผลงาน การนำเสนอเชิงวิชาการ และการเผยแพร่ผลงานในช่องทางที่ได้รับการยอมรับ
ในอนาคต สถาบันมีแนวทางที่จะผลักดันเรื่องการเผยแพร่ผลงานของนักศึกษาให้ชัดเจนมากขึ้น เช่น การสนับสนุนให้นักศึกษาได้นำเสนอผลงานในเวทีประชุมวิชาการ หรือ conference ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ รวมถึงส่งเสริมให้ผลงานที่มีคุณภาพได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่สมาคมวิชาชีพหรือแวดวงวิชาการให้การรับรอง
เพราะฉะนั้น แนวทางของสถาบันวิจัยและพัฒนา คือ ไม่ใช่เพียงการสร้าง “นักวิจัย” ในความหมายแคบ ๆ แต่คือการสร้างนักศึกษาที่มีวิธีคิดแบบนักวิจัย รู้จักตั้งคำถาม ค้นหาคำตอบอย่างเป็นระบบ ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ และสามารถนำความรู้ไปใช้สร้างประโยชน์ได้จริง
ที่ผ่านมา สถาบันวิจัยและพัฒนาใช้ระบบแพ้คัดออก แต่สถาบันฯ มีกลไกเยียวยาโครงการที่ไม่ผ่านทุน เพื่อส่งเสริม สนับสนุนบุคลากรไม่ให้ถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง
ก่อนอื่นอยากชวนมองว่า “ความพ่ายแพ้” ไม่ใช่ข้อเสียเสมอไป สิ่งสำคัญกว่า คือเราแพ้อย่างไร และเราได้อะไรจากความพ่ายแพ้นั้น นักวิจัยที่เข้มแข็งจำนวนมาก รวมถึงนักวิจัยชั้นนำในมหาวิทยาลัย ล้วนเคยผ่านช่วงเวลาที่ข้อเสนอไม่ผ่านทุน เคยถูกวิจารณ์ เคยถูกผู้ทรงคุณวุฒิให้ข้อเสนอแนะค่อนข้างหนัก แต่สิ่งที่ทำให้เขาเติบโต คือการนำข้อเสนอแนะเหล่านั้นกลับมาพัฒนางานของตัวเอง เพราะฉะนั้น แนวทางของ สวพ. คือไม่ใช่แค่ดูแลคนที่ ได้ทุน แต่ต้องช่วยประคับประคองคนที่ ยังไม่ได้ทุน ด้วย โดยเรามองว่าข้อเสนอที่ไม่ผ่าน ไม่ได้แปลว่าเป็นข้อเสนอที่ไม่มีคุณค่า แต่อาจยังต้องปรับเรื่องโจทย์วิจัย วิธีการวิจัย ความชัดเจนของผลลัพธ์ หรือความสอดคล้องกับกรอบทุน และการช่วยเตรียมความพร้อมสำหรับการยื่นทุนรอบต่อไป
อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญ คือ สวพ. ไม่ได้ปิดโอกาสไว้แค่ทุนวิจัยแบบแข่งขันอย่างเดียว ยังมีเครื่องมือสนับสนุนในรูปแบบอื่น ๆ เช่น ทุนแบบ post-paid โดยเฉพาะทุนสนับสนุนบทความวิชาการ ที่เปิดโอกาสให้อาจารย์ทดลองพัฒนาแนวคิดของตนเอง นำไปสู่การตีพิมพ์ แล้วจึงนำผลงานมาเบิกทุนสนับสนุนได้ ตรงนี้ถือเป็นอีกเส้นทางหนึ่งสำหรับนักวิจัยที่อาจยังไม่ได้รับทุนโครงการใหญ่ แต่ยังสามารถเดินหน้าสร้างผลงานทางวิชาการได้
นอกจากนี้ สถาบันฯ ยังมีทุนในลักษณะการประกวด การสนับสนุนผลงาน และกิจกรรมส่งเสริมศักยภาพอีกหลายรูปแบบ รวมถึงการอบรมหรือ training ที่จะช่วยเติมเต็มทักษะให้กับนักวิจัย ไม่ว่าจะเป็นการเขียนข้อเสนอโครงการ การออกแบบงานวิจัย การเขียนบทความ การเลือกวารสาร การนำเสนอผลงาน หรือการพัฒนางานให้สอดคล้องกับแหล่งทุนภายนอก
ผมคิดว่าหัวใจสำคัญคือ เราต้องเปลี่ยนจากระบบ แพ้แล้วจบ ให้เป็นระบบ แพ้แล้วพัฒนา ครับ คนที่ได้ทุน เราก็สนับสนุนให้ไปถึงปลายทางอย่างเต็มที่ ส่วนคนที่ยังไม่ได้ทุน เราก็ต้องช่วยให้เขาเห็นเส้นทางต่อไป เห็นว่าตัวเองยังมีโอกาส และมีพื้นที่ในการพัฒนาศักยภาพอยู่เสมอ
อะไรที่ท่านผอ.คิดว่าเป็นอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ต่อการทำงานของสถาบันวิจัยฯ ซึ่งถือเป็นหน่วยงานที่โดดเด่นและเป็นหน้าเป็นตาของมหาวิทยาลัย?
ถ้าถามว่าอะไรคืออุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการทำงานของสถาบันวิจัยและพัฒนา ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องงบประมาณ ไม่ใช่เรื่องคน หรือไม่ใช่เรื่องระบบเพียงอย่างเดียวครับ แต่คือเรื่อง มาตรฐาน โดยเฉพาะมาตรฐานของการทำงานวิจัยที่เราต้องจริงจัง เข้มข้น และไม่อะลุ่มอล่วยจนเกินไป
ผอ.สถาบันวิจัยฯ เห็นว่าวันนี้ถ้าเราต้องการให้ชื่อของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาไปปรากฏอยู่ในเวทีระดับโลก เราต้องทำงานให้ได้มาตรฐานแบบที่โลกยอมรับ โลกไม่ได้เห็นเราจากสิ่งที่เราบอกว่าเราดี แต่โลกเห็นเราจากคุณภาพของผลงาน จากกระบวนการตรวจสอบ จากการตีพิมพ์ และจากการที่ผลงานของเราถูกนำไปใช้ อ้างอิง หรือยอมรับในวงวิชาการระดับสากล
ผมขอยกตัวอย่างเรื่องการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับ Q1 นะครับ หลายคนอาจมองว่าการถูกส่งคอมเมนต์กลับมาเป็นเรื่องน่ากังวล หรือเป็นเรื่องหนักใจ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ผมมองว่านั่นคือโอกาสสำคัญมาก เพราะหมายความว่างานของเรากำลังถูกอ่าน ถูกวิจารณ์ และถูกประเมินโดยคนที่อยู่ในระดับ Q1 จริง ๆ
ถ้าเราสามารถปรับปรุง แก้ไข และตอบข้อเสนอแนะเหล่านั้นได้ จนกระทั่งงานได้รับการตอบรับตีพิมพ์ นั่นแปลว่าเราไม่ได้เพียงแค่มีบทความหนึ่งชิ้น แต่เรากำลังได้รับการยอมรับจากระบบ peer review ได้รับการยอมรับจากวารสารวิชาการในระดับสากล และถ้างานนั้นมีการถูกอ้างอิง หรือมี citation ต่อไป ก็ยิ่งสะท้อนว่าแนวคิดของเราไม่ได้หยุดอยู่แค่ในมหาวิทยาลัย แต่เริ่มมีคนในแวดวงวิชาการนำไปใช้ นำไปต่อยอด หรือเห็นคุณค่าในระดับนานาชาติ
แน่นอนครับ มาตรฐานระดับนี้ไม่ง่ายเลย บางครั้งใช้เวลา บางครั้งต้องแก้งานหลายรอบ บางครั้งต้องรับฟังคำวิจารณ์ที่อาจจะเข้มข้นมาก แต่ผมคิดว่านี่แหละครับคือเส้นทางของการเติบโตทางวิชาการ ถ้าเราอยากให้มหาวิทยาลัยของเราไปไกล เราต้องกล้าที่จะพางานของเราเข้าสู่เวทีที่เข้มข้น และต้องยอมรับว่ามาตรฐานสูงมาพร้อมกับความพยายามสูง
ดังนั้น อุปสรรคที่สำคัญที่สุดในมุมของผศ.ดร.มรกต วรชัยรุ่งเรือง คือ การทำให้ทุกคนเข้าใจและยอมรับร่วมกันว่า งานวิจัยที่ดีต้องมีมาตรฐาน ต้องตรวจสอบได้ ต้องแข่งขันได้ และต้องยืนอยู่ในเวทีสากลได้ สวพ. จึงมีหน้าที่ไม่ใช่แค่สนับสนุนให้เกิดงานวิจัยจำนวนมาก แต่ต้องช่วยผลักดันให้งานวิจัยของมหาวิทยาลัยมีคุณภาพ มีความน่าเชื่อถือ และได้รับการยอมรับจริง
สุดท้ายผมเชื่อว่า แม้มาตรฐานจะยาก แต่ถ้าเราไปถึงได้ มันสง่างามทั้งต่อตัวนักวิจัยเอง และต่อมหาวิทยาลัยที่เรารักครับ เพราะนั่นคือหลักฐานว่าเราสามารถสร้างผลงานที่ไม่ได้มีคุณค่าเฉพาะในพื้นที่ของเราเท่านั้น แต่มีคุณค่าในระดับที่โลกมองเห็นและยอมรับด้วยครับ
เปิดเส้นทางความสำเร็จ ผศ.ดร.มรกต วรชัยรุ่งเรือง
นักวิชาการผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมภูมิสารสนเทศสู่ระดับสากล
ผศ.ดร.มรกต วรชัยรุ่งเรือง มีภูมิหลังทางการศึกษาที่ผสานศาสตร์ด้านภูมิศาสตร์และการวางผังเมืองเข้ากับเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูงได้อย่างลงตัว จบการศึกษาระดับปริญญาเอก หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาสำรวจระยะไกลและระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) โดยได้รับทุนอุดหนุนการศึกษาอันทรงเกียรติจากรัฐบาลไทย (The Royal Thai Government (RTG) Fellowship) ระดับปริญญาโท หลักสูตรการวางแผนภาคและเมืองมหาบัณฑิต สาขาวิชาการวางผังและออกแบบเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระดับปริญญาตรี หลักสูตรอักษรศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาภูมิศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
เส้นทางการทำงานของ ผศ.ดร.มรกต วรชัยรุ่งเรือง ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เติบโตอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง ทั้งในสายวิชาการและสายบริหาร พ.ศ. 2554 - ปัจจุบัน เป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภูมิศาสตร์และภูมิสารสนเทศ, พ.ศ. 2563 - 2565 กรรมการประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, พ.ศ. 2564 - 2567 รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและเผยแพร่ สถาบันวิจัยและพัฒนา และหลังจากนั้นก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา จนถึงปัจจุบัน
ผ่านการทดสอบความรู้เพื่อขึ้นทะเบียนเป็น "ตัวแทนสิทธิบัตร (Patent Agent)" รุ่นที่ 23 ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาจากงานวิจัย
ผลงานดีเด่นและรางวัลเกียรติยศมากมาย อาทิ
รางวัลบุคลากรสายวิชาการดีเด่น คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ปี 2557
พ.ศ. 2563 กวาดรางวัลใหญ่จากการประชุมวิชาการนิสิตนักศึกษาภูมิศาสตร์และภูมิสารสนเทศศาสตร์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 12 ณ มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ ประเภทบทความวิจัย สาขาภูมิสารสนเทศศาสตร์ประยุกต์ (งานวิจัยแบบจำลองดินถล่ม) , รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 การนำเสนอแบบปากเปล่า สาขาภูมิศาสตร์นวัตกรรม , รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ประเภทบทความวิจัย สาขาภูมิศาสตร์มนุษย์ และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ภาคโปสเตอร์ สาขาภูมิสารสนเทศศาสตร์
พ.ศ. 2564: รางวัลชนะเลิศ ภาคโปสเตอร์กลุ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางภูมิสารสนเทศ จากการประชุมวิชาการนิสิตนักศึกษาฯ ครั้งที่ 13 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
พ.ศ. 2565: รางวัลเหรียญเงิน การนำเสนอแบบปากเปล่า กลุ่มภูมิศาสตร์สารสนเทศ (ได้รับ 2 รางวัล) จากการประชุมวิชาการนิสิตนักศึกษาฯ ครั้งที่ 14 ณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
พ.ศ. 2566: รางวัลเกียรติบัตรดีเยี่ยม (Certificate of Excellence) การนำเสนอแบบปากเปล่า กลุ่มภูมิศาสตร์เทคนิค จากการประชุมวิชาการนิสิตนักศึกษาฯ ครั้งที่ 15 ณ มหาวิทยาลัยพะเยา
พ.ศ. 2567: รางวัลเกียรติบัตรดีเยี่ยม (Certificate of Excellence) จากการประชุมวิชาการนิสิตนักศึกษาฯ ครั้งที่ 16 ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
รางวัลและนวัตกรรมระดับนานาชาติ
- พ.ศ. 2565: ได้รับรางวัล Silver Prize จาก Korea Women Inventors Association (KWIA) ในงาน Korea International Women's Invention Exposition (KIWIE 2022) ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ จากผลงานสิ่งประดิษฐ์รังผึ้งนวัตกรรม "Ban Phueng"
- พ.ศ. 2566: ได้รับรางวัล เหรียญทอง (Gold Medal) และรางวัลพิเศษ (Special Award) จากงาน Japan Design, Idea and Invention Expo (JDIE 2023) ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น จากผลงาน "เครื่องเลี้ยงผึ้งและรีดน้ำผึ้ง (Beekeeping equipment and honey extractor)"

