logo
ผศ.ดร.พิสิษฐ์ พจนจารุวิทย์
8 มิถุนายน 2569

เมื่อ “ความยืดหยุ่น” กลายเป็นแรงดึงดูดคนเก่ง : บทบาทของ WFA ต่ออนาคตระบบราชการไทย

196 อ่าน
0 แชร์

การที่ผลงานวิจัยสักชิ้นจะได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติถือเป็นความสำเร็จที่นักวิจัยทั่วโลกให้ความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้รับการตีพิมพ์ในวารสารที่อยู่ในฐานข้อมูล Scopus Quartile 1 (Q1) ซึ่งเป็นกลุ่มวารสารชั้นนำที่มีมาตรฐานสูงสุดของแต่ละสาขาวิชา สะท้อนถึงคุณภาพ ความเข้มข้นของกระบวนการวิจัย และการยอมรับในระดับนานาชาติ

หนึ่งในความภาคภูมิใจด้านผลงานวิจัยของวงการอุดมศึกษาไทย คือ ผลงานของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิสิษฐ์ พจนจารุวิทย์

ที่สามารถนำผลงานวิจัยเรื่อง “Redesigning Public Sector Work Culture: Evaluating the Influence of Work from Anywhere (WFA) Policy on High-Caliber Talent Engagement in Government Agencies” หรือ “การปรับรูปแบบวัฒนธรรมการทำงานภาครัฐ : อิทธิพลของนโยบาย Work from Anywhere (WFA) ต่อการดึงดูดบุคลากรศักยภาพสูงในหน่วยงานราชการ” ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ Scientific Culture ซึ่งอยู่ในฐานข้อมูล Scopus Q1

ความสำเร็จดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเพียงศักยภาพของผู้วิจัยเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงคุณค่าขององค์ความรู้ที่สามารถเชื่อมโยงประเด็นการบริหารงานภาครัฐของไทยเข้ากับบริบทการเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงานในระดับสากล จนได้รับการยอมรับและเผยแพร่ในเวทีวิชาการนานาชาติ

งานวิจัยชิ้นนี้เกิดขึ้นจากคำถามสำคัญที่หลายหน่วยงานภาครัฐกำลังเผชิญในปัจจุบัน นั่นคือ “จะทำอย่างไรให้ระบบราชการสามารถดึงดูดคนเก่งเข้ามาร่วมงานได้มากขึ้น” ในยุคที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต ความยืดหยุ่น และความสมดุลระหว่างการทำงานกับชีวิตส่วนตัวมากกว่าที่เคย

ผู้วิจัยจึงเลือกศึกษาอิทธิพลของนโยบาย Work from Anywhere (WFA) หรือการทำงานจากที่ใดก็ได้ ว่าสามารถส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าทำงานของบุคลากรศักยภาพสูงในหน่วยงานภาครัฐได้มากน้อยเพียงใด โดยใช้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเป็นกรณีศึกษา

การศึกษาครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research)

ผสานทั้งการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่รอบด้านและสะท้อนมุมมองจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างแท้จริง โดยเก็บข้อมูลจากผู้เข้าร่วมโครงการพัฒนานักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่ภาครัฐ จำนวน 62 คน ควบคู่กับการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง

ผลการศึกษาพบว่า นโยบาย WFA มีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจเข้าสู่ระบบราชการของบุคลากรศักยภาพสูง โดยปัจจัยที่ส่งผลมากที่สุดคือ ความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน (Work-Life Balance) ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์อิทธิพลสูงสุด ($\beta = 0.38$) รองลงมาคือ ภาพลักษณ์องค์กร ($\beta = 0.21$) การลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ($\beta = 0.19$) วิสัยทัศน์ของผู้บริหาร ($\beta = 0.16$) และวัฒนธรรมองค์กร ($\beta = 0.12$) ตามลำดับ

ข้อค้นพบดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า คนรุ่นใหม่ไม่ได้มองเพียงความมั่นคงของอาชีพ แต่ให้ความสำคัญกับรูปแบบการทำงานที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต สามารถบริหารเวลาได้อย่างยืดหยุ่น และช่วยรักษาสมดุลระหว่างการทำงานกับชีวิตส่วนตัว

นอกจากนี้ แบบจำลองการวิเคราะห์ยังสามารถอธิบายความแปรปรวนของการตัดสินใจเข้ารับราชการได้ถึงร้อยละ 90.2 ($\text{Adjusted } R^2 = 0.902$) แสดงให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือของผลการศึกษา และความชัดเจนของปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของกลุ่มตัวอย่าง

ผลการสัมภาษณ์เชิงลึกยังช่วยยืนยันผลการวิเคราะห์เชิงสถิติ โดยผู้บริหารและผู้ให้ข้อมูลสำคัญมองตรงกันว่า WFA เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างภาพลักษณ์องค์กรภาครัฐให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับวิถีการทำงานของคนรุ่นใหม่ และช่วยลดภาวะหมดไฟในการทำงานหรือ Burnout ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สิ่งที่น่าสนใจคือ งานวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้เพียงเสนอข้อค้นพบเชิงวิชาการเท่านั้น แต่ยังนำเสนอแนวทางเชิงนโยบายที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในหน่วยงานภาครัฐ โดยชี้ให้เห็นว่าการสร้างความยืดหยุ่นในการทำงานควบคู่กับการพัฒนาระบบเทคโนโลยี การบริหารจัดการ และการกำหนดแนวปฏิบัติที่เหมาะสม จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการดึงดูดและรักษาบุคลากรคุณภาพไว้ในระบบราชการได้

สำหรับความสำเร็จของการได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Culture ซึ่งอยู่ในฐานข้อมูล Scopus Q1 นับเป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันถึงคุณภาพของงานวิจัย เนื่องจากวารสารในกลุ่ม Quartile 1 เป็นวารสารที่ผ่านกระบวนการประเมินอย่างเข้มข้นจากผู้ทรงคุณวุฒิระดับนานาชาติ และเป็นกลุ่มวารสารที่มีอิทธิพลทางวิชาการสูงสุดในแต่ละสาขา

ความสำเร็จครั้งนี้จึงถือเป็นทั้งความภาคภูมิใจของผู้วิจัย และเป็นตัวอย่างของการสร้างองค์ความรู้ที่สามารถเชื่อมโยงประเด็นการบริหารภาครัฐของไทยสู่เวทีวิชาการระดับโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของนักวิชาการไทยในการผลิตผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ และสามารถนำผลการวิจัยไปต่อยอดเพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศได้จริง

ท้ายที่สุด งานวิจัยของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิสิษฐ์ พจนจารุวิทย์ ไม่เพียงบอกเล่าเรื่องราวของนโยบาย WFA เท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นว่า “ความยืดหยุ่น” กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 และอาจเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ระบบราชการไทยสามารถดึงดูดคนเก่ง รักษาคนเก่ง และก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคตได้

ผศ.ดร.พิสิษฐ์ พจนจารุวิทย์

เรียบเรียงโดย

ณัฐวลัญช์ วังนิล

คำค้นหา:วิจัย, วิชาการ, วารสาร, นานาชาติ, การทำงาน, ราชการ
แชร์เรื่องนี้: