ในมหาวิทยาลัยที่มีนักศึกษาหลายพันคน เสียงของแต่ละคนอาจแตกต่างกันไปตามประสบการณ์ ความต้องการ และความคาดหวัง แต่สิ่งสำคัญคือจะทำอย่างไรให้ทุกเสียงได้รับการรับฟังและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม
นี่คือความตั้งใจของ “บัณฑิตา รักษาวงศ์” หรือ “บัณนี่” นักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ผู้ได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกสภานักศึกษาให้ดำรงตำแหน่งประธานสภานักศึกษา ประจำปีการศึกษา 2569
สำหรับบัณนี่ ตำแหน่งประธานสภานักศึกษาไม่ได้เป็นเพียงบทบาทในการบริหารองค์กรนักศึกษา แต่คือความรับผิดชอบในการเป็นตัวแทนของนักศึกษากว่า 8,000 คน ที่มีความหลากหลายทั้งด้านความคิด ความสนใจ และเป้าหมายในชีวิต
จุดเริ่มต้นของการเป็นผู้นำ
เส้นทางการเรียนรู้ของบัณนี่เริ่มต้นจากการได้รับโอกาสให้ทำหน้าที่ตัวแทนในกิจกรรมต่าง ๆ ตั้งแต่วัยเรียน ประสบการณ์เหล่านั้นทำให้ได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่น การรับผิดชอบต่อส่วนรวม และการมองเห็นคุณค่าของการทำงานเพื่อประโยชน์ของคนรอบข้าง การย้ายสถานศึกษาช่วงระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากจังหวัดปราจีนบุรีไปศึกษาต่อที่จังหวัดมหาสารคาม กลายเป็นอีกบทเรียนสำคัญที่ทำให้ต้องปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ พบเจอผู้คนที่หลากหลาย และเรียนรู้การก้าวข้ามความท้าทายด้วยตนเอง
ประสบการณ์เหล่านี้หล่อหลอมให้เกิดมุมมองต่อการเป็นผู้นำที่แตกต่างออกไป บัณนี่เชื่อว่า
การเป็นผู้นำไม่ใช่การสั่งการหรือการอยู่เหนือผู้อื่น แต่คือการทำให้ผู้คนเข้าใจเป้าหมายร่วมกัน มองเห็นคุณค่าของสิ่งที่กำลังทำ และสามารถเดินหน้าไปด้วยกันได้
ก้าวแรกในสภานักศึกษา
ในปีการศึกษา 2567 บัณนี่ได้รับโอกาสจากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ให้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่สมาชิกสภานักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ในช่วงเวลานั้น บัณนี่ยอมรับว่ายังไม่เคยรู้จักบทบาทของสภานักศึกษามากนัก และไม่เคยคิดว่าตนเองจะได้เข้ามามีส่วนร่วมกับองค์กรแห่งนี้ แต่ด้วยคำแนะนำและการสนับสนุนจากคณาจารย์ ทำให้ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายแผนงานและงบประมาณ ก่อนจะได้รับเลือกเป็นรองประธานสภานักศึกษาลำดับที่ 2
การทำงานร่วมกับคณะผู้บริหารสภานักศึกษาในขณะนั้น ทำให้ได้เรียนรู้บทบาทขององค์กรที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของนักศึกษาอย่างแท้จริง ได้เห็นกระบวนการทำงาน การประสานความร่วมมือ และการผลักดันประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับนักศึกษา ประสบการณ์ดังกล่าวไม่ได้จบลงพร้อมวาระการดำรงตำแหน่ง แต่กลับกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้ตัดสินใจกลับมาอีกครั้งในฐานะผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานสภานักศึกษา
หากเราไม่เริ่มต้น เราก็ไม่มีทางรู้ว่าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากแค่ไหน
แนวคิดนี้กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่นำมาสู่การได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกสภานักศึกษาให้ดำรงตำแหน่งประธานสภานักศึกษา ประจำปีการศึกษา 2569 ภายใต้แนวคิด “สภานักศึกษาที่เข้มแข็ง โปร่งใส และเข้าถึงนักศึกษา”
เมื่อพูดถึงวิสัยทัศน์ในการทำงาน บัณนี่ให้ความสำคัญกับการสร้างองค์กรที่มีความเข้มแข็ง โปร่งใส และตรวจสอบได้ คือ “สภานักศึกษาที่เข้มแข็ง โปร่งใส ตรวจสอบได้ เป็นกระบอกเสียงของนักศึกษาทุกคนอย่างแท้จริง และร่วมขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสู่สังคมแห่งความเท่าเทียมและการมีส่วนร่วม”
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าหน้าที่ของสภานักศึกษาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการประชุมหรือพิจารณาข้อเสนอเท่านั้น แต่ยังต้องเป็นพื้นที่กลางที่เชื่อมโยงระหว่างนักศึกษากับมหาวิทยาลัย หนึ่งในพันธกิจสำคัญคือ “การรับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะ และความคิดเห็นจากนักศึกษา ก่อนนำไปสู่การผลักดันในระดับนโยบาย เพื่อให้เกิดการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม” บัณนี่มีมุมมองว่า สภานักศึกษายังต้องทำหน้าที่ส่งเสริมความโปร่งใสในการดำเนินงาน เปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และสื่อสารกับนักศึกษาอย่างตรงไปตรงมา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย
จาก “กระบอกเสียง” สู่ “พื้นที่แห่งโอกาส”
หนึ่งในนโยบายหลักที่บัณนี่มุ่งผลักดัน คือ “การทำให้สภานักศึกษาเข้าถึงนักศึกษาได้มากขึ้น” ในอดีต นักศึกษาหลายคนอาจมองว่าสภานักศึกษาเป็นองค์กรที่อยู่ห่างไกลจากชีวิตประจำวัน แต่สำหรับประธานสภานักศึกษาคนปัจจุบัน เธอต้องการเปลี่ยนภาพจำดังกล่าว นโยบาย “1 เสียงของคุณ ต้องมีคนฟัง” จึงไม่ได้เป็นเพียงคำขวัญ แต่เป็นแนวทางการทำงานที่มุ่งสร้างระบบรับฟังความคิดเห็นอย่างจริงจัง เปิดช่องทางให้นักศึกษาสามารถสะท้อนปัญหา และติดตามผลการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิด “สภาแห่งโอกาส” ที่มุ่งเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาได้แสดงศักยภาพของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นด้านวิชาการ การทำกิจกรรม หรือการพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคต เพราะในมุมมองของเธอ มหาวิทยาลัยไม่ควรเป็นเพียงสถานที่สำหรับการเรียนรู้ในห้องเรียนเท่านั้น แต่ควรเป็นพื้นที่แห่งการค้นหาศักยภาพและการเติบโตของผู้เรียนในทุกมิติ
อีกประเด็นที่บัณนี่ให้ความสำคัญอย่างมาก คือ การพัฒนาทักษะด้าน Soft Skills ที่จำเป็นต่อโลกยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นภาวะผู้นำ การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม หรือการคิดวิเคราะห์ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่ช่วยเติมเต็มองค์ความรู้จากในห้องเรียน เพราะเธอมองว่าโลกการทำงานในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความรู้ทางวิชาการเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป
เมื่อถูกถามถึงแนวทางการแก้ปัญหาของสภานักศึกษา บัณนี่ตอบด้วยประโยคสั้น ๆ ที่สะท้อนแนวคิดการทำงานได้อย่างชัดเจนว่า
“We Listen, We Solve” เพราะการรับฟังเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากแต่ต้องนำไปสู่การดำเนินการและการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง
เสียงเล็ก ๆ ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้
ในฐานะประธานสภานักศึกษา บัณนี่เชื่อมั่นว่าการพัฒนามหาวิทยาลัยไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากคนเพียงคนเดียว หรือจากองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เกิดจากความร่วมมือของทุกฝ่าย โดยเฉพาะนักศึกษาซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของมหาวิทยาลัย “เพราะทุกความคิดเห็นล้วนมีคุณค่า และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ดีในอนาคต”
นอกจากนี้ เธอยังให้ความสำคัญกับประเด็น “ความหลากหลายและความเท่าเทียม” โดยมองว่ามหาวิทยาลัยควรเป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะมีภูมิหลัง ความคิด หรืออัตลักษณ์ที่แตกต่างกันเพียงใด
ความหลากหลายไม่ใช่อุปสรรค แต่เป็นพลังในการพัฒนาสังคม
คำกล่าวนี้สะท้อนมุมมองของผู้นำนักศึกษารุ่นใหม่ที่เชื่อในคุณค่าของความแตกต่าง และต้องการสร้างมหาวิทยาลัยให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ทุกคนสามารถแสดงศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่
เมื่อถามถึงสิ่งที่อยากฝากถึงเพื่อนนักศึกษา บัณนี่ตอบอย่างเรียบง่ายแต่ทรงพลังว่า
สภานักศึกษาไม่ใช่องค์กรของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นของนักศึกษาทุกคน ทุกความคิดเห็นมีคุณค่า และทุกข้อเสนอแนะสามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ดีได้

