logo
ผศ.ดร.จิราภรณ์ อัจฉริยะประสิทธิ์
15 มิถุนายน 2569

ถอด “กรอบความพิการ” แล้วมองมนุษย์อีกครั้ง

366 อ่าน
13 แชร์

ผู้เขียนเชื่อว่าหลายท่านคงเคยชมรายการสัมภาษณ์ แข่งขัน หรือเห็นภาพถ่ายคนพิการเกี่ยวกับการใช้ชีวิตหรือแสดงความสามารถ เช่น คนตาบอดเล่นดนตรี คนขาขาดวิ่งโดยใช้ขาเทียม คนมือขาดใช้เท้าจับช้อนรับประทานข้าว ฯลฯ โดยสื่อว่าเป็นความสามารถพิเศษและกลายเป็นภาพจำของใครหลายคน

ภาพแทนดังกล่าว ในด้านหนึ่งดูเหมือนเป็นการยกย่องชื่นชมคนพิการ แต่ในอีกด้านหนึ่งอาจแฝงอคติทางสังคมไว้ด้วย เช่น การมองอย่างแบ่งแยกระหว่างคนพิการ vs คนไม่พิการ, การตอกย้ำมายาคติเรื่องความสามารถ vs ความไร้สามารถ, การมองเป็น “คนพิเศษ” หรือ “ฮีโร่” เพียงเพราะใช้ชีวิตประจำวันได้เหมือนคนทั่วไป หรือการใช้ภาพคนพิการสร้างกำลังใจให้คนไม่พิการ ดังจะเห็นว่ามีคำกล่าว เช่น “เขาขาขาดแต่ยังสู้เลย เธอเกิดมาครบ 32 ทำไมไม่สู้” “เขาพิการยังยิ้มได้ แล้วเธอจะทุกข์ไปทำไม” ซึ่งสะท้อนการใช้มุมมองของคนไม่พิการเป็นศูนย์กลาง ทำให้มองข้ามความมีชีวิตจิตใจและลดทอนความเป็นมนุษย์ให้เหลือเพียงเป็น “วัตถุแห่งแรงบันดาลใจ” การนำเสนอคนพิการในลักษณะดังกล่าว ยังอาจทำให้สังคมมองข้ามปัญหาเชิงโครงสร้างที่คนพิการต้องเผชิญอยู่ เช่น ความไม่เท่าเทียม โอกาสทางการศึกษา การทำงาน ฯลฯ ด้วย

บทความนี้ ผู้เขียนขอชวนสนทนาในประเด็น “ความพิการ” ในฐานะวาทกรรมทางสังคมรูปแบบหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดภาพลักษณ์ พฤติกรรม ตลอดจนกรอบความคิดของคนในสังคม โดยจะใช้คลิปการบรรยายของ Stella Young ในเวทีบรรยายของ TED Talks หัวข้อ I'm not your inspiration, thank you very much.¹   เมื่อปี 2014 เป็นตัวบทในการอ่านทำความเข้าใจประเด็นดังกล่าว

ที่ผ่านมาสังคมมักรับรู้ “ความพิการ” ผ่านสายตาของคนไม่พิการ ทำให้ตัวตนถูกลดทอนหรือถูกแทนที่ด้วยภาพจำบางอย่างอันตายตัว เช่น ภาพผู้สร้างแรงบันดาลใจ ผู้ด้อยโอกาส ผู้มีปม ผู้ผิดปกติ เป็นต้น ผู้เขียนมองว่า คลิปบรรยายนี้ซึ่งมีลักษณะเป็นเรื่องเล่าประสบการณ์ชีวิต (life narrative) มีบทบาทในการสร้างความหมายให้แก่ตัวตนจากมุมมองของคนพิการเอง และยังช่วยเปิดมุมมองใหม่ พร้อมทั้งชวนให้ผู้อ่านกลับมาทบทวนทัศนคติของตนต่อคนพิการ เรื่องเล่าดังกล่าวนี้เป็นลักษณะหนึ่งของมุมมองเชิงจริยศาสตร์เรื่องเล่า (narrative ethics) ซึ่งให้ความสำคัญกับพลังของเรื่องเล่าในการถ่ายทอด “เสียง” และประสบการณ์ของผู้เล่า เพื่อให้เกิดความเข้าใจความเป็นมนุษย์ สร้างอัตลักษณ์ และคุณค่าของชีวิต โดยคำนึงถึงความหลากหลาย เงื่อนไข และซับซ้อนของบุคคลที่ต่างกันออกไป

เมื่อประสบการณ์สร้างตัวตนและขับเคลื่อนสังคม

Stella Young มีบทบาททางสังคมหลากหลาย เธอเป็นทั้งนักแสดงตลก นักข่าว บรรณาธิการ และนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิของคนพิการ ในขณะเดียวกันเธอเองเป็นคนพิการ เดินไม่ได้เนื่องจากโรคทางพันธุกรรม ต้องนั่งรถเข็น²

การบรรยายใน TED Talks นั้น Young นำเสนอแนวคิดอันทรงพลังและสะเทือนมุมมองที่เกี่ยวกับความพิการ โดยเธอใช้คำว่า "Inspiration Porn" เพื่อสื่อแนวคิดและวิพากษ์กระบวนการที่สังคมมองคนพิการเป็นเพียง “วัตถุแห่งแรงบันดาลใจ” เธอกล่าวอย่างชัดเจนว่าเลือกใช้คำว่า “porn” ซึ่งหมายถึงสื่อลามกอย่างตั้งใจ เพื่อสื่อให้เห็นว่าคนพิการถูกมองเป็นเหมือน “วัตถุ” เพื่อประโยชน์ของคนอีกกลุ่มหนึ่ง“I use the term porn deliberately, because they objectify one group of people for the benefit of another group of people." ในที่นี้คือการให้ผู้พิการเป็น “วัตถุแห่งแรงบันดาลใจ” ในการใช้ชีวิตของคนไม่พิการนั่นเอง ซึ่งสะท้อนการลดทอนความเป็นมนุษย์และการมองมนุษย์อย่างแบ่งแยก

การนำเสนอแนวคิดดังกล่าว มาจากประสบการณ์การใช้ชีวิต หลายครั้งเธอเผชิญกับความรู้สึกว่าตนได้รับการปฏิบัติแตกต่างจากผู้อื่น เช่นตอนที่เธอทำงานเป็นครูสอนที่โรงเรียนในเมลเบิร์น (Melbourne) ออสเตรเลีย มีนักเรียนต้องการให้เธอพูดสร้างแรงบันดาลใจในฐานะคนพิการ ทั้งที่เธอกำลังสอนวิชากฎหมายอยู่ เหตุการณ์นี้ไม่ได้ทำให้เธอไม่พอใจเพราะเธอเข้าใจว่านี่คือการหล่อหลอมจากสังคมที่ทำให้ผู้คนคุ้นชินกับการมองคนพิการว่าเป็น “แรงบันดาลใจ” มากกว่ามองในฐานะมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง อีกทั้งยังทำให้ตระหนักว่า การหล่อหลอมของสังคมมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อความคิดและท่าทีของผู้คน

ในที่นี้ “ความพิการ” จึงอาจไม่ได้เป็นเพียงเรื่องทางร่างกายที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หากแต่เป็นผลผลิตของทางสังคม วัฒนธรรม และวาทกรรมที่สร้างความหมายให้แก่ร่างกาย และ “ความพิการ” ด้วย โดยเฉพาะการมองมนุษย์ผ่านมาตรฐานทางกายภาพของผู้ที่มีร่างกายครบถ้วนเป็นหลัก ทำให้ผู้ที่มีร่างกายไม่ครบถ้วนกลายเป็นผู้บกพร่องหรือผิดปกติ นอกจากนี้ การยึดโยงความพิการโดยผูกกับแนวคิดเรื่องการผลิตหรือทุนนิยมในยุคอุตสาหกรรมซึ่งจำแนกมนุษย์จากความสามารถในการผลิต ยังทำให้เกิดการแบ่งแยกร่างกายที่มีความสามารถกับไร้ความสามารถ ซึ่งมีผลต่อการให้คุณค่าต่อร่างกายของคนพิการโดยตรงด้วยเช่นกัน³

ผลพวงของมุมมองเหล่านี้ไม่เพียงสร้างเส้นแบ่งระหว่าง “คนปกติ” กับ “คนพิการ” เท่านั้น หากยังลดทอนความเป็นมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีและตัวตน หากมองไปถึงระดับรัฐ ยังส่งผลให้เกิดการมองข้ามปัญหาเชิงระบบและโครงสร้างของสังคมด้วย เช่น การเข้าถึงบริการสาธารณะ การเลือกปฏิบัติ หรือสิทธิขั้นพื้นฐานของคนพิการ เป็นต้น

Young กล่าวอย่างชัดเจนว่า สิ่งที่เธอต้องการคือการมองความพิการไม่ใช่ข้อยกเว้น แต่เป็นเรื่องปกติ

“I really want to live in a world where disability is not the exception, but the norm.” ข้อความนี้สะท้อนว่าความพิการไม่ควรถูกมองเป็นสภาวะผิดปกติหรือความแตกต่าง หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของความหลากหลายตามธรรมชาติของมนุษย์ เพราะในความเป็นจริง ร่างกายของมนุษย์ทุกคนล้วนมีข้อจำกัด

ประสบการณ์ของ Young ได้สร้างตัวตน ความคิด และหล่อหลอมให้เธอกลายเป็นผู้ตั้งคำถามต่อกรอบคิดของสังคม และกลายเป็นกระบอกเสียงสำคัญในการเรียกร้องสิทธิและศักดิ์ศรีให้แก่ผู้พิการ เธอใช้ทั้งงานเขียน การพูด และเรื่องเล่าประสบการณ์ชีวิตของตนเองในการผลักดันให้สังคมหันมารับฟังเสียงของคนพิการในฐานะมนุษย์ที่มีคุณค่าเท่าเทียมกับทุกคน

กลวิธีการใช้ภาษากับการต่อรองความหมายและการวิพากษ์

Young เลือกใช้ประสบการณ์ของเธอเองเป็นฐานในการนำเสนอแนวคิดและการบรรยาย เธอเล่าเรื่องราวในชีวิตประจำวัน เรื่องเล็กเรื่องน้อย เรื่องครอบครัว พ่อแม่ การทำงาน ผู้คนที่พบเจอ ตั้งแต่เด็กจนโต บางช่วงเล่าย้อนอดีต พร้อมแทรกอารมณ์ขันควบคู่ไปกับการวิพากษ์อคติทางสังคม วิธีการเล่าดังกล่าวเปิดโอกาสให้เธอสร้างตัวตนและโต้กลับ (counter-discourse) วาทกรรมทางสังคม ทั้งยังลดความซับซ้อนของแนวคิดที่ต้องการเสนอให้เป็นเรื่องเข้าใจง่าย ดังจะเห็นว่า เธอเริ่มการบรรยายด้วยการเล่าชีวิตวัยเด็ก ให้ภาพการดำเนินชีวิตของเด็กธรรมดาทั่วไป ไปโรงเรียน เที่ยวกับเพื่อน ดูซีรีส์ เพื่อสื่อให้เห็นชีวิตเด็กคนหนึ่งที่ไม่ได้แตกต่างไปจากเด็กทั่วไป

ในการบรรยาย เธอใช้น้ำเสียงที่เป็นธรรมชาติ และใช้กลวิธีทางภาษาหลากหลายเพื่อสื่อสารแนวคิด เช่น การเล่าอย่างตรงไปตรงมาเพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ การใช้ภาษาเชิงพรรณนาเพื่อเชิญชวนให้คิดตามและเกิดจินตภาพ การยกตัวอย่างหรือยกเหตุการณ์จริงเพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจง่าย หลายครั้งใช้ภาษาที่สื่อความขัดแย้งกันอย่างตั้งใจและแทรกอารมณ์ขันเป็นจังหวะอย่างลงตัว การใช้ภาษาลักษณะเหล่านี้เปิดโอกาสให้เธออยู่นอกกรอบการสื่อสารปกติเพื่อแสดงแนวคิดเชิงวิพากษ์ได้อย่างอิสระมากขึ้น ดังเช่น การใช้ภาษาแบบย้อนแย้งแกมประชดประชัน ตั้งแต่ชื่อหัวข้อการบรรยาย “I'm not your inspiration, thank you very much.” ที่หมายความว่า “ฉันไม่ใช่แรงบันดาลใจของคุณ ขอบคุณมาก” ซึ่งดูเป็นการกล่าวอย่างสุภาพ แต่กลับให้ภาพการปฏิเสธอย่างชัดเจนด้วยน้ำเสียงประชดประชันเล็ก ๆ การใช้ภาษาเช่นนี้กระตุ้นให้เกิดการฉุกคิด และนำไปสู่การตั้งคำถามต่อมุมมองที่เราคุ้นชิน

กลวิธีทางภาษาที่โดดเด่นคือ การใช้ภาษาที่ชวนให้เกิดอารมณ์ขันพร้อมกับนำเสนอแนวคิด เช่น เธอใช้จังหวะหลังจากเล่าเหตุการณ์นักเรียนที่ต้องการให้พูดสร้างแรงบันดาลใจ ถามผู้ฟังในห้องประชุมนั้นด้วยถ้อยคำตรงไปตรงมาปนติดตลกว่า ทุกคนที่มาฟังคงคาดหวังว่าเธอจะพูดสร้างแรงบันดาลใจเช่นกันใช่หรือไม่ “you are probably kind of expecting me to inspire you. Right?” ซึ่งทำให้ผู้ฟังหัวเราะ จากนั้นเธอกล่าวอย่างชัดเจนเพื่อนำเสนอแนวคิดในทันทีว่า ฉันไม่ได้อยู่ตรงนี้เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คุณ “I am not here to inspire you.” อารมณ์ขันที่เกิดขึ้นก่อนหน้าประโยคนี้ทำให้ถ้อยคำปฏิเสธที่ดูแข็งกร้าวนี้อ่อนลง คำพูดของเธอไม่ได้มุ่งประชดประชันบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะ หากแต่สะท้อนการตั้งคำถามและโต้กลับวาทกรรมทางสังคมที่มองคนพิการเป็นเพียง “วัตถุแห่งแรงบันดาลใจ” ในที่นี้ อารมณ์ขันจึงมีหน้าที่มากกว่าสร้างความบันเทิง แต่เป็นกลยุทธ์สำคัญในการสื่อสารเชิงวิพากษ์ และทำให้ประเด็นที่อ่อนไหวกลายเป็นเรื่องที่ฟังง่าย เข้าถึงง่าย พร้อมทั้งลดความขัดแย้งไปพร้อมกัน

URevolution Blogs Magazine - Photo Credit: TEDxSydney
URevolution Blogs Magazine - Photo Credit: TEDxSydney

เรื่องเล่าประสบการณ์ชีวิตกับนิยามบทใหม่ของ “ความพิการ”

ความโดดเด่นในการบรรยายไม่เพียงเป็นเรื่องการใช้ภาษาและกลวิธีการสื่อสาร หากในด้านเนื้อหาและแนวคิดยังมีความชัดเจนหนักแน่น แสดงพลังของเรื่องเล่าประสบการณ์ชีวิตที่มีบทบาทในการทำความเข้าใจและแสดงตัวตนของคนพิการ ทั้งยังนำเสนุมุมมองใหม่ ๆ ที่เกี่ยวกับคนพิการ อันเป็นหัวใจสำคัญของการบรรยายนี้

แนวคิดหลักในการบรรยายของ Young คือการพยายามปรับเปลี่ยนทัศนคติของสังคมในการมองคนพิการเป็นเพียง “วัตถุแห่งแรงบันดาลใจ” ให้เป็น “มนุษย์ธรรมดาที่มีชีวิตจิตใจ” ด้วยการนำเสนอภาพการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่ต่างจากมนุษย์ทั่วไป พร้อมวิพากษ์กรอบคิดทางสังคมที่หล่อหลอมความคิดต่อคนพิการในเชิงลบ ด้วยการสื่อในทางกลับกันว่าความพิการไม่ใช่สิ่งเลวร้ายเสมอไปและไม่ได้ทำให้แตกต่างหรือสูญเสียความเป็นมนุษย์

เป็นที่น่าสังเกตว่า ความพิการมักถูกนิยามผ่านมุมมองทางสรีรศาสตร์การแพทย์ การจัดประเภทระหว่าง “ปกติ” กับ “ไม่ปกติ” และการให้ความสำคัญกับความสมบูรณ์พร้อมของมนุษย์ มุมมองดังกล่าวเชื่อมโยงการควบคุมร่างกายเข้ากับการจัดระเบียบประชากรของรัฐ ด้านหนึ่งทำให้คนพิการได้รับการดูแลรักษา แต่อีกด้านหนึ่งแฝงฝังอคติบางอย่าง เช่น การมองแบบแบ่งแยก เกิดมุมมองต่อคนพิการที่ไม่ได้มาจากคนพิการเอง ตัวตนคนพิการสูญหาย เกิดมายาคติว่าคนพิการต้องได้รับการรักษาหรือทำให้กลับมาเหมือนคนปกติมากที่สุด ซึ่งอาจทำให้คนพิการรู้สึกว่าใช้ชีวิตยากลำบากมากขึ้น และยังส่งผลให้สังคมมองร่างกายคนพิการในแง่ลบเพียงอย่างเดียว คำบรรยายของ Young สื่อให้เห็นการโต้กลับกรอบความคิดนี้ โดยชี้ชวนให้เห็นคุณค่าและการเรียนรู้ร่างกายใหม่ เธอสื่อว่า ร่างกายของเธอมีคุณค่าไม่ต่างจากร่างกายของทุกคน และเธอชอบร่างกายของเธอ “So I have lived in this body a long time. I'm quite fond of it.” เพราะได้เรียนรู้การใช้ร่างกายให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งไม่ต่างจากคนอื่น คำกล่าวนี้เป็นการโต้กลับและรื้อสร้างการให้คุณค่าเรื่องร่างกายของคนพิการในมิติใหม่ แสดงให้เห็นจุดยืนและการยอมรับคุณค่าของร่างกายเธอเองอย่างเท่าเทียมกับคนอื่น

คำกล่าวของเธอสื่อให้เห็นความพยายามปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การมองมนุษย์ โดยเสนอว่ามนุษย์มีศักยภาพในการดำรงชีวิตไม่ต่างกันไม่ว่าจะเป็นคนพิการหรือไม่ ทุกคนมีการเรียนรู้และปรับตัวในแบบของตนเองอยู่เสมอ เช่นเดียวกับเธอที่เรียนรู้การใช้ชีวิตบนรถเข็น และเช่นเดียวกับที่เธอเรียนรู้การใช้ชีวิตจากคนพิการคนอื่นเช่นกัน แต่การเรียนรู้ในที่นี้ไม่ใช่เป็นการทำให้คนพิการเป็น “วัตถุ” หรือทำให้รู้สึกว่าตนโชคดีกว่า หากแต่เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การใช้ชีวิตจริง ๆ เรียนรู้จากความแข็งแกร่งและความอดทนของกันและกัน “We are learning from each others' strength and endurance, not against our bodies and our diagnoses, but against a world that exceptionalizes and objectifies us.” คำบรรยายของเธอแสดงถึงการใช้ชีวิตอยู่กับร่างกายอย่างเข้าใจ เห็นคุณค่า ไม่ลดทอนตัวตน ไม่ใช่อยู่อย่างเจ็บปวด

คำบรรยายของ Young เชิญชวนให้เราจุดไฟเพื่อละลายความคิดเกี่ยวกับการต่อสู้ดิ้นรนอย่างยากลำบากของคนพิการที่ถูกแช่แข็งไว้ จะเห็นว่า สังคมมักมองว่า คนพิการใช้ชีวิตอย่างยากลำบากและต้องต่อสู้ดิ้นรนมากกว่าคนไม่พิการ Young ไม่ได้ปฏิเสธความยากลำบากแต่เธอชี้ชวนให้มองกว้างขึ้นไปว่า ความยากลำบากหรือการต่อสู้ของคนพิการจริง ๆ อาจไม่ใช่มาจากร่างกาย หากแต่เป็นการต่อสู้กับทัศนคติ/อคติของสังคมที่มีต่อความพิการมากกว่า

ไม่ว่าจะเป็นคนพิการหรือไม่ ทุกคนล้วนต่อสู้กับชีวิตในรูปแบบที่ต่างกันและสามารถเลือกเส้นทางของตัวเองได้ จะเห็นว่าเธอเล่าว่าเธอเข้าเรียน เรียนจบ ไปทำงานเป็นครู เพื่อสื่อให้เห็นว่าคนพิการใช้ชีวิตไม่ต่างไปจากคนอื่น ทุกคนต้องดิ้นรนต่อสู้ตามเส้นทางของตนเอง การแช่แข็งภาพ “การต่อสู้ดิ้นรน” ที่ผูกติดอยู่กับคนพิการนอกจากจะส่งผลให้คนพิการต้องเป็นฝ่ายปรับตัว และพิสูจน์คุณค่าของตนเองอยู่ตลอดแล้ว ยังทำให้สังคมอาจหลงลืมปัญหาเชิงโครงสร้างและมองข้ามคำถามว่า แท้จริงแล้ว สังคมเปิดโอกาสให้คนพิการใช้ชีวิตได้อย่างเท่าเทียมจริงหรือ

นอกจากคำบรรยายของ Young จะเผยให้เห็นมุมมองของสังคมที่มีต่อความพิการแล้ว ยังสะท้อนความย้อนแย้งทางความคิดของสังคมบางอย่างด้วย เช่น ในขณะที่สังคมให้ภาพคนพิการว่าบกพร่องหรือเป็นกลุ่มที่ต้องได้รับการช่วยเหลือ แต่กลับตั้งความคาดหวังต่อคนพิการในบางด้านอย่างสูง และเป็นความคาดหวังที่ให้ค่าสูงกว่าความคาดหวังทั่วไป ดังเช่น ตอนที่เล่าถึงความคาดหวังของพ่อแม่ที่ต้องการให้เธอได้รับรางวัลความสำเร็จ ทั้งที่เธอไม่ได้ทำอะไรพิเศษ และแม้ว่าต่อมาจะได้รับรางวัลของชุมชนจริง ๆ เธอกลับไม่ได้รู้สึกว่าได้ทำอะไรพิเศษเพื่อชุมชน เพราะเธอเพียงใช้ชีวิตประจำวันของเธอเท่านั้น เธอชี้แนะสังคมให้มองคนพิการเสียใหม่ คือไม่ต้องมองว่า “พิเศษ” “เป็นข้อยกเว้น” ชื่นชมเพียงเพราะคนพิการสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ หรือสร้างความคาดหวังว่าต้องประสบความสำเร็จ เพราะเท่ากับว่า ชีวิตของคนพิการถูกคาดหวังตามสังคมและมีนัยลำดับชั้นต่ำกว่าคนอื่น การยกย่องเช่นนี้หากดูผิวเผินเหมือนเป็นคำชม แต่หากมองให้ลึกลงไป อาจซ่อนความเหลื่อมล้ำและอคติไว้ เธอเพียงต้องการใช้ชีวิตตามปกติเท่านั้น

แต่เดิมเรื่องความพิการมักถูกเก็บเป็นเรื่องส่วนบุคคลหรือเรื่องภายในครอบครัว แต่ Young ยกระดับ “ความพิการ” จากขอบเขตความเป็นเรื่องเฉพาะของปัจเจกสู่ระดับสังคมและสากล แนวคิดสามารถนำไปใช้กับคนพิการได้ในวงกว้าง ทั้งชี้ให้เห็นปัญหาเชิงนโยบายของรัฐที่มักออกแบบรองรับร่างกายแบบหนึ่งเท่านั้น ขณะเดียวกันกีดกันร่างกายแบบอื่นออกจากระบบด้วย การที่สังคมหลงอยู่กับคำชื่นชมคนพิการในฐานะแรงบันดาลใจอาจทำให้ละเลยการแก้ปัญหาเชิงนโยบายและโครงสร้างทางสังคม



ภาพจาก Ollibean : https://ollibean.org/the-lie/
ภาพจาก Ollibean : https://ollibean.org/the-lie/

“I'm not your inspiration, thank you very much”: บทสรุปจากเสียงของคนพิการ

แต่เดิมคนพิการมักถูกมองผ่านกรอบของ “ความแปลกประหลาด” “ความน่าสงสาร” ต้องได้รับความช่วยเหลือ ภาพลักษณ์นี้ถูกผลิตซ้ำผ่านสื่อต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ต่อมาเมื่อสังคมเริ่มให้ความสำคัญกับความเท่าเทียม ภาพของคนพิการจึงถูกปรับเปลี่ยนมาเป็น “ผู้สร้างแรงบันดาลใจ” หรือ “ผู้สู้ชีวิต” อย่างไรก็ดี แม้ภาพแทนทั้งสองลักษณะจะดูแตกต่างกัน หากยังตั้งอยู่บนมุมมองของคนไม่พิการเป็นหลัก ส่งผลให้ตัวตนของคนพิการถูกเพิกเฉยและถูกนิยามจากความคาดหวังของสังคมมากกว่าในฐานะมนุษย์ธรรมดาที่มีความหลากหลายและมีชีวิตในแบบของตนเอง

แนวคิด “Inspiration Porn” ของ Stella Young โต้กลับวาทกรรมของสังคมกระแสหลักที่แช่แข็งภาพคนพิการให้เป็นเพียง “วัตถุแห่งแรงบันดาลใจ” โดยชวนให้สังคมตั้งคำถามต่อวิธีคิดและภาพแทนดังกล่าว ขณะเดียวกันเปิดมุมมองใหม่ต่อคนพิการ ทำให้เห็นภาพลักษณ์และการนิยามตัวตนของมนุษย์ธรรมดาที่มีทุกข์สุข รู้ร้อนรู้หนาว นอกจากนี้ ยังยกระดับประเด็นความพิการจากเรื่องของปัจเจกสู่เรื่องของสังคม และแสดงภาวะ “ความเป็นผู้กระทำ” (agency) คำบรรยายเพียงประมาณ 10 นาทีนี้ได้พลิกหน้าประวัติศาสตร์ทำให้คนพิการไม่เป็นเพียงผู้ถูกนิยามอีกต่อไป หากแต่เป็นผู้ที่ลุกขึ้นมาสร้างความหมายของตัวตน ต่อสู้ และวิพากษ์อคติทางสังคม

อย่างไรก็ดี แม้คำบรรยายของ Young จะมีพลังในการเปิดพื้นที่ทางความคิดเกี่ยวกับคนพิการ แต่ยังอาจมีข้อจำกัดบางประการ เนื่องจากตัวตนของเธอสัมพันธ์กับความเป็นคนชั้นกลาง มีการศึกษา มีอาชีพ และมีโอกาสให้เธอเข้าถึงพื้นที่สาธารณะได้ง่าย ซึ่งมีส่วนสำคัญช่วยให้สามารถสื่อสารความคิดในเวทีต่าง ๆ ได้ในวงกว้าง แต่ทว่ามีคนพิการอีกจำนวนมากที่อยู่ในบริบทและความซับซ้อนที่ต่างไป เช่น คนพิการที่ยากจน ไม่มีการศึกษา ต่างเชื้อชาติ ต่างชนชั้น มีโรคประจำตัว ฯลฯ ประเด็นนำเสนอของเธอจึงเน้นเรื่องสิทธิ ความเท่าเทียม และการกลับภาพคนพิการเสียใหม่ ขณะที่ประเด็นอื่น เช่น เศรษฐกิจ ปากท้อง โอกาสในการทำงาน สิทธิของคนพิการเฉพาะด้าน อาจไม่ได้กล่าวถึงมากนัก

ถึงกระนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าแนวคิดและคำบรรยายของ Young มีพลังกระตุ้นความคิดและตั้งคำถามต่อสังคมเกี่ยวกับความพิการในหลายมิติ รื้อกรอบความคิดเดิมและสร้างมุมมองใหม่ทำให้เห็นตัวตนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เชิญชวนให้ผู้ฟังทบทวนตนเอง (self-reflection) ว่ามีทัศนคติและจุดยืนต่อความพิการอย่างไร ทั้งยังเปิดพื้นที่ให้เกิดการพูดคุยต่อยอดไปสู่ประเด็นทางสังคมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ท้ายที่สุด มนุษย์ทุกคนต่างมีเงื่อนไขชีวิต ความสามารถ และข้อจำกัดที่แตกต่างกัน ไม่มีใครสมบูรณ์พร้อมในทุกด้าน การยอมรับความหลากหลายของมนุษย์จึงอาจเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียม เข้าใจ และเคารพซึ่งกันและกัน

   

รายการอ้างอิงเชิงอรรถ

¹ แหล่งคลิปอ้างอิงประกอบบทความ

https://www.ted.com/talks/stella_young_i_m_not_your_inspiration_thank_you_very_much?utm_campaign=tedspread&utm_medium=referral&utm_source=tedcomshare

² ข้อมูลเพิ่มเติม และแหล่งอ้างอิงประกอบบทความ

Stella Jane Young  เกิดที่รัฐวิกตอเรีย ประเทศออสเตรเลีย ในวันที่  24 กุมภาพันธ์ 1982  เธอเป็นนักแสดงตลก นักข่าว บรรณาธิการ และนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิคนพิการชาวออสเตรเลีย   จบการศึกษาด้านวารสารศาสตร์และประชาสัมพันธ์จาก Deakin University และประกาศนียบัตรวิชาชีพครูจาก University of Melbourne  เธอเป็นโรคกระดูกเปราะ (Osteogenesis Imperfecta) ตั้งแต่กำเนิด ต้องนั่งรถเข็นตลอด เธอได้รับการยกย่องว่าเป็นบุคคลสำคัญในวงการ Disability Rights และ Disability Studies โดยแนวคิด “Inspiration Porn” ได้เผยแพร่ในสื่อและวัฒนธรรมร่วมสมัยอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันเธอเสียชีวิตแล้วเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2014 ด้วยอายุ 32 ปี ดูประวัติเพิ่มเติมได้ที่ https://stellayoung.com.au/ และ https://en.wikipedia.org/wiki/Stella_Young

³ แหล่งคลิปอ้างอิงประกอบบทความ

ศึกษาประเด็น “ความพิการ” เพิ่มเติมได้ที่ เกศราพร ทองพุ่มพฤกษา (2025) วาทกรรมความพิการในวรรณกรรมเยาวชนไทย วารสารศาสตร์, 18 (3), 92 – 143, ถนอมนวล หิรัญเทพ (2551) วาทกรรมความพิการในเรื่องเล่าสมัยใหม่ของไทย. (วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาวรรณคดีและวรรณคดีเปรียบเทียบ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย), ปกรณ์ สิงห์สุริยา และวิภาดา อังสุมาลิน. (2549) ผู้พิการจากมุมมองทางปรัชญา ภายใต้ชุดโครงการวิจัยเรื่อง ศาสนากับคนพิการในประเทศไทย วิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล, Davis, Lennard J., ed. (1997) The Disability Studies Reader. (New York: Routledge)

รายการอ้างอิง

•  เกศราพร ทองพุ่มพฤกษา (2025) วาทกรรมความพิการในวรรณกรรมเยาวชนไทย วารสารศาสตร์, 18 (3), 92 – 143 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jcmag/article/view/287862/190678

• ถนอมนวล หิรัญเทพ (2551) วาทกรรมความพิการในเรื่องเล่าสมัยใหม่ของไทย วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาวรรณคดีและวรรณคดีเปรียบเทียบ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

• ปกรณ์ สิงห์สุริยา และวิภาดา อังสุมาลิน (2549) ผู้พิการจากมุมมองทางปรัชญา ภายใต้ชุดโครงการวิจัยเรื่อง ศาสนากับคนพิการในประเทศไทย วิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล https://digital.nlt.go.th/dlib/files/original/3030b16131961b420484f4090f0fd1fb.pdf

• Davis, Lennard J., ed. (1997) The Disability Studies Reader New York: Routledge

• Stella Young (2014) I'm not your inspiration, thank you very much. https://www.ted.com/talks/stella_young_i_m_not_your_inspiration_thank_you_very_much?utm_campaign=tedspread&utm_medium=referral&utm_source=tedcomshare

• Remembering Stella Young. https://stellayoung.com.au

• Stella Young - https://en.wikipedia.org/wiki/Stella_Young

ผศ.ดร.จิราภรณ์ อัจฉริยะประสิทธิ์

ผู้เขียนบทความ

ผศ.ดร.จิราภรณ์ อัจฉริยะประสิทธิ์

รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์

คำค้นหา:ผู้ด้อยโอกาส, ผู้พิการ, แรงบันดาลใจ, สังคม, สิทธิขั้นพื้นฐาน, มนุษย์
แชร์เรื่องนี้: