เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา...
ผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางไปร่วมบรรยายเรื่องงานบริการให้กับพี่ ๆ เจ้าหน้าที่จากอุทยานแห่งชาติต่าง ๆ ณ อุทยานแห่งชาติเอราวัณ จังหวัดกาญจนบุรี
ท่ามกลางความร่มรื่นจากต้นไม้ใหญ่ และทิวทัศน์ที่สวยงามของแม่น้ำแควที่อยู่ใกล้สถานที่อบรม สิ่งที่ทำให้ผู้เขียน และเชื่อว่าวิทยากรที่ร่วมบรรยายด้วยกันทุกคนประทับใจยิ่งกว่าทัศนียภาพอันงดงาม ก็คือรอยยิ้ม ความจริงใจ และสายตาที่มุ่งมั่นของพี่ ๆ เจ้าหน้าที่ทุกคนที่ให้ความสนใจและตั้งใจในการรับฟังและปฏิบัติกันในวันนั้น
หลังงานอบรมจบ.. ทางอุทยานฯ เชิญชวนให้ลองเดินชมน้ำตกเอราวัณแต่ละชั้นที่ไหลผ่านชั้นหินปูนลงมาเป็นสีฟ้าอมเขียว จนกระทั่งชั้นสุดท้ายคือ ชั้นที่ 7 ป้ายขนาดใหญ่ติดคำว่า “คุณคือผู้พิชิต” จากนั้นจึงนั่งพักมองสายน้ำตกเอราวัณที่ไหลจากหน้าผาสูงสักพัก และพลันนึกขึ้นมาได้สิ่งหนึ่งว่า...
ธรรมชาติรอบตัวเราไม่เคยหยุดนิ่งเลยแม้แต่น้อย น้ำตกเอราวัณในฤดูฝนที่หลากท่วม และในฤดูร้อนที่น้ำใสสงบย่อมต้องการการดูแลและการจัดการที่แตกต่างกัน ป่ารอบตัวยังคงเปลี่ยนสีและผลัดใบเพื่อความอยู่รอดเช่นกัน แล้ว “งานบริการ” ของพวกพี่ ๆ เจ้าหน้าที่อุทยานที่ต้องรับมือกับนักท่องเที่ยว จะหยุดนิ่งอยู่กับที่ได้อย่างไร? แม้ว่าจะมิใช่งานหลักของอุทยานแห่งชาติก็ตาม
ยุคนี้มีคำศัพท์เท่ ๆ เกิดใหม่จำนวนมาก พอมีโอกาสได้มาบรรยายเชิงปฏิบัติให้พี่ ๆ เจ้าหน้าที่อุทยาน จึงนึกถึงคำหนึ่งที่ใช้ในด้านการศึกษาคือ “Learning As A Skill” หรือ ความสามารถในเรียนรู้ด้วยวิธีการใหม่ ๆ ตลอดเวลา จึงอยากลองแชร์ความคิดลงในบทความนี้อย่างง่ายผ่าน 3 ขั้นตอนของวัฏจักรธรรมชาติ คือ “เรียนรู้สิ่งใหม่ ทิ้งสิ่งเก่า และเริ่มใหม่”
ขั้นแรก เรียนรู้สิ่งใหม่ (Learn)
เปรียบได้กับการเข้ามาใช้บริการในอุทยานฯ ทั้งเดินสำรวจเส้นทางศึกษาธรรมชาติและน้ำตก รับประทานอาหาร หรือแม้แต่นอนพักค้างคืนท่ามกลางธรรมชาติ ปัจจุบันนักท่องเที่ยวเข้ามาอุทยานฯ ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป บางคนสำรองบริการต่าง ๆ ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย บางคนพกความคาดหวังต่อการท่องเที่ยวทางธรรมชาติมาเต็มเปี่ยม หรือแม้แต่บางคนต้องการเพียงรูปสวย ๆ เพื่อลงโซเชียลมีเดียเท่านั้น
การเรียนรู้สิ่งใหม่จึงไม่ใช่การนั่งท่องตำราว่าจะทำอย่างไรกับความหลากหลายที่เกิดขึ้นเพื่อทำให้นักท่องเที่ยวพึงพอใจ แต่คือการเปิดตาเปิดใจสังเกตว่า คนที่มาเยือนบ้านของเราในวันนี้เขาต้องการอะไร และมีเทคโนโลยี นวัตกรรมหรือวิธีการสื่อสารแบบไหนที่จะช่วยให้ส่งมอบบริการได้ประทับใจและรวดเร็วขึ้น
ขั้นที่สอง ลบสิ่งเดิม (Unlearn)
กระบวนการนี้ค่อนข้างยากที่สุด ลองนึกง่าย ๆ เหมือนกับการที่ต้องช่วยกัน “เคลียร์กิ่งไม้ที่หักขวางทางเดินเส้นทางเดินป่าออก” หรือ “การเพิ่มขั้นตอนการเตรียมห้องพักเพื่อบริการโดยใช้เวลาทำงานที่มากขึ้น” คำว่า “ก็เคยทำแบบนี้มาตั้งนานแล้ว” หรือ “กระบวนการนี้เคยใช้ได้ผลเมื่อหลายปีก่อน” บางทีคำพวกนี้กลายเป็นอุปสรรคในปัจจุบัน การ Unlearn ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่ทำในอดีตไม่ดีหรือผิด แต่งานบริการยุคใหม่คือ ความกล้าที่จะปล่อยวางวิธีคิดเดิม ๆ เพื่อเปิดพื้นที่ให้วิธีใหม่ ๆ ที่ดีกว่าเข้ามาแทนที่ เฉกเช่นน้ำชาที่เหลือค้างคืนในแก้ว ต้องเทออกเสียก่อนก่อนรินใหม่เพื่อรองรับชาอุ่นถ้วยใหม่ได้
ขั้นสุดท้าย ปรับตัวเริ่มใหม่ (Relearn)
หลังจากเคลียร์พื้นที่แล้ว ก็ถึงเวลาที่ป่าจะ “แตกใบอ่อน” อีกครั้ง ด้วยการนำเอาทักษะบริการอย่างอบอุ่นที่มีอยู่เดิม มาผสานกับความเข้าใจในพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ แล้วลงมือทำด้วยมุมมองที่สดใหม่กว่าเดิม ใช้รอยยิ้มแบบฉบับคนอุทยานคนเดิม เพิ่มเติมคือความเข้าใจโลกที่เปลี่ยนไป
ดังนั้น ทักษะการเรียนรู้ที่แท้จริง อาจไม่ใช่การจำได้มากที่สุด แต่เป็นการที่กล้าปรับตัวตามโลกให้ทัน เหมือนกับไม้ใหญ่ในป่าอุทยานที่หยั่งรากลึกอย่างมั่นคง โอนอ่อนและยืดหยุ่นตามสายลมแต่ก็ไม่เคยล้มลง ท้ายนี้ต้องขอบคุณพี่ ๆ เจ้าหน้าที่อุทยานทุกคนที่เป็นทั้งหน้าตา หัวใจ และความอบอุ่นของผืนป่านี้ ผู้เขียนเชื่อมั่นเลยว่า ด้วยหัวใจที่พร้อม “เรียนรู้และเติบโต” ของทุกคน งานบริการในสไตล์อุทยานแห่งชาติแต่ละพื้นที่จะยังคงงดงามและตราตรึงใจแก่ผู้มาเยือนไปอีกนานเลยครับ..
“ความตั้งใจเข้ามาเรียนรู้พร้อมกับความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงสู่การนำไปปฏิบัติจริง” พี่ ๆ นี่แหละครับ... “คุณคือผู้พิชิต” ตัวจริง

