หลายคนอาจมีความฝันตั้งแต่เด็กว่าอยากเป็นหมอ วิศวกร ครู หรือผู้พิพากษา แต่สำหรับ “พุฒิชัย เผ่าพภา” หรือ “มิว” ผู้พิพากษาศาลจังหวัดจันทบุรี เส้นทางชีวิตไม่ได้เริ่มต้นจากความฝันที่ชัดเจนเช่นนั้น
พุฒิชัยเกิดและเติบโตในกรุงเทพมหานคร ศึกษาในระดับอนุบาลและประถมศึกษาที่โรงเรียนสวนบัว ก่อนจะเข้าศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย แผนการเรียนศิลป์–ภาษาจีน ที่โรงเรียนศรีอยุธยา ในพระอุปถัมภ์ฯ ในช่วงชีวิตวัยเรียน เขายอมรับว่าตนเองไม่ได้เป็นนักเรียนที่วางแผนอนาคตไว้อย่างชัดเจน ไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าจะต้องประกอบอาชีพใด และไม่ได้มีคนใกล้ชิดในแวดวงกฎหมายที่เป็นแรงบันดาลใจโดยตรง เมื่อถึงเวลาต้องเลือกศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย เขามองว่า นิติศาสตร์เป็นสาขาที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเริ่มต้นใหม่พร้อมกัน เพราะไม่ว่าผู้เรียนจะมาจากสายวิทยาศาสตร์หรือสายศิลป์ ต่างก็ต้องเรียนรู้กฎหมายตั้งแต่พื้นฐานเหมือนกันทั้งหมด
ในปี 2555 พุฒิชัยตัดสินใจเข้าศึกษาในสาขานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
ในขณะนั้นยังสังกัดคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ แม้จะยังไม่แน่ใจว่าวิชาชีพในอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่เขาเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่ก่อนเปิดภาคเรียน ด้วยการอ่านหนังสือกฎหมายล่วงหน้า เพื่อค้นหาคำตอบว่าตนเองชอบศาสตร์แขนงนี้จริงหรือไม่
การอ่านหนังสือในวันนั้นไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสอบแข่งขันกับใคร แต่เป็นการสำรวจตัวเองว่าเส้นทางนี้เหมาะกับตนเองหรือเปล่า และคำตอบที่ได้รับก็คือ เขาสนุกกับการใช้เหตุผล สนใจการอธิบายข้อเท็จจริง และชอบการวิเคราะห์ว่าปัญหาต่าง ๆ ควรได้รับการแก้ไขอย่างไร
พุฒิชัยมองว่าตนเองเป็นคนที่ชอบอธิบายเหตุผลให้ผู้อื่นเข้าใจ และมักใช้เหตุผลประกอบการตัดสินใจอยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้กลายเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้เขาค่อย ๆ มองเห็นว่ากฎหมายอาจเป็นเส้นทางที่เหมาะสมกับตัวเอง ตลอดระยะเวลาที่ศึกษาในมหาวิทยาลัย พุฒิชัยไม่ได้มีเป้าหมายชัดเจนว่าจะต้องเป็นผู้พิพากษาเพียงอย่างเดียว เขาเปิดโอกาสให้ตัวเองได้เรียนรู้และค้นหาว่าสายงานใดเหมาะสมที่สุด ทั้งทนายความ อัยการ และผู้พิพากษา
หลังสำเร็จการศึกษา เขาเริ่มต้นเข้าสู่สนามสอบในสายวิชาชีพกฎหมาย ทั้งการสอบทนายความ การสอบอัยการ และการสอบผู้พิพากษา โดยเขาเคยคิดที่จะประกอบอาชีพทนายความเช่นกัน แต่ต่อมาพบว่าตนเองเป็นคนที่เห็นใจผู้อื่นค่อนข้างมาก หากพบลูกความที่เดือดร้อนหรือขาดโอกาส ก็มักอยากช่วยเหลืออยู่เสมอ จึงเริ่มมองว่างานในกระบวนการยุติธรรมของภาครัฐน่าจะเหมาะสมกับบุคลิกและแนวคิดของตนเองมากกว่า
เส้นทางการสอบผู้พิพากษาไม่ได้ราบรื่น พุฒิชัยต้องเผชิญกับความผิดหวังหลายครั้ง การสอบแต่ละครั้งทำให้เขาเห็นข้อบกพร่องของตนเอง และนำกลับมาพัฒนาความรู้ให้มากขึ้น แม้จะสอบไม่ผ่านหลายครั้ง แต่เขาไม่เคยคิดจะยอมแพ้
ถ้าเรายังไม่ผ่าน ก็แปลว่าเรายังไม่พร้อม เราก็ต้องพัฒนาตัวเองให้มากขึ้น
ประโยคสั้น ๆ นี้สะท้อนแนวคิดในการดำเนินชีวิตของพุฒิชัยได้อย่างชัดเจน เพราะสำหรับเขาแล้ว “ความล้มเหลวไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นบทเรียนที่ช่วยให้เราเติบโต”
หลังจากพยายามอย่างต่อเนื่อง พุฒิชัยสามารถสอบผู้พิพากษาได้สำเร็จในการสอบครั้งที่ 4 และได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัดจันทบุรี
การประสบความสำเร็จในครั้งนี้ไม่ได้ทำให้เขามองว่าตนเองเป็นผู้ชนะเหนือใคร แต่กลับมองว่าเป็นโอกาสสำคัญในการทำหน้าที่เพื่อสังคม เขารู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง นำกฎหมายมาปรับใช้ และอำนวยความเป็นธรรมให้แก่ประชาชน พุฒิชัยเล่าถึงความภูมิใจในอาชีพของเขาว่า...
สำหรับผมแล้วตำแหน่งผู้พิพากษาไม่ใช่เพียงอาชีพ แต่เป็นหน้าที่ที่ต้องอาศัยความรับผิดชอบ ความรอบคอบ และความยุติธรรม สิ่งที่ภูมิใจที่สุดคือการได้ทำให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรม
เขาเชื่อว่าหากคนคนหนึ่งไม่เชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง ก็ยากที่จะทำให้ผู้อื่นเชื่อมั่นได้เช่นกัน สิ่งสำคัญที่สุดคือการค้นหาตัวเองให้เจอ รู้ว่าตนเองต้องการอะไร และกล้าที่จะเดินไปในเส้นทางนั้น
ความสำเร็จอาจไม่ได้เกิดขึ้นในครั้งแรก บางคนอาจใช้เวลามากกว่าคนอื่น แต่หากยังคงพยายามต่อไป ความสำเร็จก็ยังคงรออยู่ข้างหน้า

