ภาพบนหน้าจอไม่มีทั้งกลิ่นและรสชาติ แต่รามยอนที่กำลังเดือดส่งเสียงปุด ๆ หมูย่างบนเตาที่มีควันลอยคลุ้ง หรือสีหน้าของตัวละครขณะกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย กลับทำให้เราหิวขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาด
หลังวันทำงานอันเหน็ดเหนื่อย เหตุใดเราจึงนึกอยากกินไก่ทอดกับเบียร์เหมือนกลุ่มพนักงานออฟฟิศที่เพิ่งเห็นในซีรีส์ หรือในวันที่หัวใจหม่นลง เหตุใดโซจูแก้วเล็กในมือของตัวละครจึงชวนให้เรานึกถึงรสชาติของความเหงา ทั้งที่ไม่เคยลิ้มรสเครื่องดื่มจากฉากนั้นจริง ๆ
คำถามเล็ก ๆ เหล่านี้พาผู้เขียนออกเดินทางเข้าไปในโลกของอาหารบนหน้าจอ เพื่อดูว่าอาหารหนึ่งจานถูกปรุงด้วยภาพ เสียง เรื่องราว และความรู้สึกอย่างไร เหตุใดมันจึงเดินออกจากโลกของตัวละคร เข้ามาอยู่ในความทรงจำ และบางครั้งมันก็เปลี่ยนเมนูมื้อเย็นของเราได้โดยไม่รู้ตัว
บทความชุดนี้จึงขอชวนผู้อ่านสวมผ้ากันเปื้อน หยิบแว่นตาของนักนิเทศศาสตร์ แล้วเดินเข้าไปในครัวของซีรีส์เกาหลี เพื่อเปิดฝาหม้อ มองลงไปในจาน และค่อย ๆ ถอดรหัสเรื่องราวบนโต๊ะอาหารไปพร้อมกัน
บทที่ 1 ปฐมบท
Soft Power บนปลายลิ้น : ทำไมเราถึงหิวเมื่อดูซีรีส์เกาหลี?
คำถามเรื่องความหิวไม่ได้เริ่มขึ้นในห้องเรียน หรือระหว่างที่ผู้เขียนกำลังเปิดตำราสักเล่ม หากเกิดขึ้นในคืนธรรมดาคืนหนึ่ง หลังจากซีรีส์จบลงและหน้าจอมืดสนิท ผู้เขียนลุกขึ้นเดินไปเปิดตู้เย็น ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่ได้รู้สึกหิวเลย อาหารในตู้ยังเหมือนเดิม ไม่มีเมนูใหม่ แต่ความอยากกินกลับเปลี่ยนไปแล้ว
บนหน้าจอเมื่อครู่ พนักงานออฟฟิศกลุ่มหนึ่งเพิ่งวางกระเป๋าและความเหนื่อยล้าจากวันทำงานไว้ข้างโต๊ะ เสียงเปิดกระป๋องเบียร์ดังขึ้น ไก่ทอดสีทองถูกวางลงกลางวง บทสนทนาที่เริ่มจากเรื่องงานค่อย ๆ ไหลไปสู่เสียงหัวเราะ และเรื่องราวที่ไม่มีใครกล้าพูดในสำนักงาน อาหารในฉากนั้นไม่ได้หรูหรา แต่ช่วงเวลารอบโต๊ะกลับดูน่าดึงดูด ผู้เขียนจึงเริ่มสงสัยว่า แท้จริงแล้วเรากำลังหิวอะไรกันแน่ เราหิวไก่ทอดที่เห็นบนหน้าจอ หรือกำลังโหยหาช่วงเวลาที่ได้วางเรื่องหนัก ๆ ของวันลงชั่วคราว ได้หัวเราะกับใครสักคน และไม่ต้องคิดถึงเช้าวันพรุ่งนี้อยู่สักสองสามชั่วโมง
บางที สิ่งที่เราอยากได้อาจไม่ใช่ไก่ทอด แต่อาจเป็นโต๊ะตัวนั้น
ในอีกฉากหนึ่ง ตัวละครนั่งเพียงลำพังอยู่ในร้านเล็ก ๆ โซจูใสถูกเทลงในแก้ว เสียงรอบข้างค่อย ๆ จางลง เหลือเพียงใบหน้าของคนที่ไม่รู้ว่าจะนำความผิดหวังในใจไปวางไว้ที่ไหน โซจูแก้วนั้นจึงไม่ได้บรรจุเพียงเครื่องดื่ม หากยังรองรับความเปราะบางของตัวละครเอาไว้ด้วย
คนดูอาจไม่รู้ว่าโซจูขวดนั้นมีรสชาติอย่างไร แต่กลับเข้าใจความเงียบของคนที่กำลังยกแก้วขึ้นดื่มได้อย่างประหลาด เราอาจไม่เคยรู้จักเขา ไม่เคยนั่งอยู่ในร้านเดียวกัน และรู้ดีว่าเขาไม่มีตัวตนอยู่นอกเรื่องราว แต่ความรู้สึกกลับเดินทางมาถึงเราได้จริง อาหารบนหน้าจอจึงทำงานมากกว่าการกระตุ้นความอยากกิน มันเก็บอารมณ์ของเรื่องไว้ แล้วส่งความรู้สึกเหล่านั้นออกมาพร้อมภาพอาหาร เราไม่ได้อยากชิมเพียงสิ่งที่อยู่ในจาน เราอยากชิมช่วงเวลาที่รายล้อมอยู่รอบจานนั้นด้วย
อาหารหนึ่งจาน ถูกปรุงสองครั้ง
อาหารในซีรีส์ถูกปรุงอย่างน้อยสองครั้ง ครั้งแรกนั้นเกิดขึ้นในครัว เมื่อวัตถุดิบถูกล้าง หั่น ผ่านความร้อน และการปรุงจนกลายเป็นอาหาร ส่วนครั้งที่สองเกิดขึ้นในโลกของสื่อ เมื่ออาหารจานเดิมถูกปรุงใหม่ด้วยกล้อง แสน เสียง การแสดง และการตัดต่อ
กล้องเคลื่อนเข้าไปใกล้จนเราเห็นขอบของเนื้อที่เริ่มเกรียม เห็นน้ำซุปเกาะอยู่บนเส้น หรือเห็นหยดน้ำเย็นไหลอยู่ข้างแก้ว แสงทำให้สีของอาหารดูสดและอบอุ่นขึ้น เสียงน้ำมันบนกระทะถูกขยายจนคล้ายกำลังดังอยู่ข้างหู ส่วนสีหน้าของตัวละครช่วยยืนยันว่าอาหารคำตรงหน้านั้นอร่อยหรือมีความหมายเพียงใด
อาหารจริงถูกปรุงด้วยไฟ อาหารบนหน้าจอถูกปรุงด้วยความรู้สึก
ก่อนจะมาถึงสายตาคนดู ผู้สร้างซีรีส์ต้องเลือกว่าจะให้เราเห็นอะไร เห็นจากระยะไหน และเห็นภาพอาหารเหล่านั้นอยู่ท่ามกลางเหตุการณ์แบบใด อาหารจะถูกวางไว้ในห้องเช่าขนาดเล็ก บนโต๊ะของครอบครัว ในร้านสะดวกซื้อ หรือในห้องรับรองหรูหรา ความหมายก็ย่อมต่างออกไป แม้สิ่งที่อยู่ในจานจะเหมือนกันก็ตาม
ความหมายของอาหารในซีรีส์ไม่ได้เกิดจากชนิดหรือวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว แต่ยังผูกอยู่กับหน้าตาและการจัดวาง สถานที่และบรรยากาศของมื้ออาหาร ตลอดจนท่าทางและมารยาทของคนที่นั่งอยู่รอบโต๊ะ [1]
รามยอนหนึ่งหม้ออาจบอกถึงชีวิตเร่งรีบและเงินในกระเป๋าที่มีไม่มาก แต่เมื่อคนสองคนแบ่งกันกินในห้องเล็ก ๆ อาหารง่าย ๆ นั้นอาจเปลี่ยนเป็นภาพของความไว้วางใจ ความอบอุ่น ส่วนโต๊ะอาหารที่เต็มไปด้วยของราคาแพงอาจดูหรูหรา ทว่าไม่ได้อบอุ่นเสมอไป หากทุกคนต้องระวังคำพูด โต๊ะตัวนั้นจะดูเย็นชา และเปลี่ยนสภาพเป็นพื้นที่แห่งอำนาจทันที ความหมายของอาหารจึงไม่ได้อยู่เพียงในจานล้วน ๆ
- อยู่ในคนที่นั่งรอบโต๊ะร่วมกัน
- อยู่ในระยะห่างระหว่างเก้าอี้
- อยู่ในสายตาที่ตัวละครมองกัน
- และอยู่ในบางเรื่องที่ไม่มีใครกล้าพูดออกมา
ภาพจากซีรีส์ Itaewon Class (2020)
เมื่อของกินเริ่มเล่าเรื่อง
อาหารมักปรากฏอยู่ในช่วงเวลาธรรมดาของซีรีส์ ตัวละครกินข้าวก่อนออกไปทำงาน เปิดกล่องอาหารตอนพักกลางวัน หรือกลับมานั่งกินมื้อค่ำกับครอบครัว เพราะดูธรรมดา เราจึงอาจปล่อยฉากเหล่านี้ผ่านตาไปโดยไม่ทันสังเกตว่าอาหารกำลังเล่าเรื่องบางอย่างอยู่ตลอดเวลา
สื่อไม่ใช่กระจกที่สะท้อนโลกตามที่เป็นอยู่โดยไม่มีการเลือก ผู้สร้างเป็นคนตัดสินใจว่าจะหันกล้องไปทางใด จะเก็บอะไรไว้ในกรอบ และจะปล่อยสิ่งใดไว้นอกสายตา Hall อธิบายว่า ภาพตัวแทนไม่ได้เป็นเพียงการนำความจริงมาถ่ายทอด แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างความหมายให้กับสิ่งที่เราเห็น [2]
เมื่ออาหารเข้าไปอยู่ในเรื่องเล่า มันจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงช่วยให้ฉากดูสมจริง แต่อาจพูดแทนตัวละครได้ก่อนที่ตัวละครจะเล่าเรื่องของตัวเองเสียอีก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอาจบอกถึงชีวิตที่แทบไม่มีเวลาหยุดพัก มื้ออาหารที่จัดอย่างประณีตอาจเผยให้เห็นฐานะและโลกที่ตัวละครคุ้นเคย การลงมือทำอาหารให้ใครสักคนอาจเป็นคำขอโทษที่พูดไม่ออก ส่วนการเชิญใครเข้ามานั่งร่วมโต๊ะ อาจหมายถึงการยอมรับว่าเขาไม่ได้เป็นคนนอกอีกต่อไป 'อาหารบางจานจึงคล้ายประวัติย่อที่ไม่ต้องใช้ตัวอักษร'...
เพียงมองว่าใครกินอะไร กินที่ไหน และกินกับใคร เราก็อาจพออ่านออกว่าเขาเติบโตมาในโลกแบบไหน มีสิทธิเลือกในชีวิตมากน้อยเพียงใด หรือกำลังพยายามเดินทางไปสู่ที่แห่งใด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือคิมบับใน Extraordinary Attorney Woo อาหารจานนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงบอกว่าอูยองอูกำลังกินอะไร แต่ค่อย ๆ พาเราไปรู้จักตัวตนของเธอผ่านความคุ้นเคย กิจวัตร และความรู้สึกปลอดภัยที่ผูกอยู่กับอาหารจานเดิม คิมบับซึ่งจัดเรียงส่วนผสมไว้อย่างเป็นระเบียบ ทำให้เธอมองเห็นสิ่งที่อยู่ภายในได้ชัดเจน ท่ามกลางโลกของการทำงานและความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยเรื่องไม่คาดคิด อาหารง่าย ๆ จานนี้จึงกลายเป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่เธอสามารถไว้วางใจได้
เมื่อเรื่องราวดำเนินต่อไป ภาพคิมบับไม่ได้ติดอยู่เพียงบนโต๊ะอาหาร แต่ค่อย ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพจำที่ผู้ชมมีต่อตัวละคร เราจำอูยองอูได้พร้อมกับงานทนายความ ความหลงใหลในวาฬ และคิมบับที่อยู่ในกิจวัตรของเธอ อาหารจานหนึ่งจึงไม่ได้เพียงเติมชีวิตประจำวันให้ตัวละครดูสมจริง หากยังช่วยประกอบตัวตนของเธอขึ้นมาอย่างเงียบ ๆ
แต่ยังเผยให้เห็นกิจวัตร ความคุ้นเคย และพื้นที่ปลอดภัยในชีวิตของเธอ
ภาพจากซีรีส์ Extraordinary Attorney Woo (2022)
Barthes ชวนให้มองว่า สิ่งธรรมดาในชีวิตประจำวันมีความหมายมากกว่าสิ่งที่ตาเห็น แต่ถูกซ่อนความหมายไว้ ความหมายชั้นแรกอาจบอกว่าสิ่งนั้นคืออะไร ส่วนความหมายอีกชั้นเกิดจากประสบการณ์ ความเชื่อ และวัฒนธรรมที่ค่อย ๆ เติมลงไป [3]
รามยอนอาจเป็นเพียงบะหมี่หนึ่งชาม แต่ในเรื่องเล่า มันอาจมีรสของความประหยัด ความเร่งรีบ ความโดดเดี่ยว หรือความใกล้ชิด ไก่ทอดกับเบียร์อาจเป็นเพียงอาหารและเครื่องดื่ม ทว่าเมื่อถูกวางไว้ข้างภาพการพักผ่อนหลังเลิกงานครั้งแล้วครั้งเล่า มันก็ค่อย ๆ กลายเป็นภาษาของการปลดปล่อย
โซจูอาจเป็นของเหลวใสในแก้วเล็ก แต่เมื่อปรากฏเคียงคู่กับความผิดหวังอยู่บ่อยครั้ง ส่งผลให้คนดูก็เริ่มจินตนาการถึงรสชาติของความเศร้าได้โดยไม่ต้องยกแก้วขึ้นดื่ม อาหารจึงพูดกับเราผ่านภาษาที่ไม่จำเป็นต้องแปล คนดูต่างประเทศอาจไม่รู้จักธรรมเนียมเกาหลีทั้งหมด แต่ยังเข้าใจได้ว่า มื้อนี้คือการเฉลิมฉลอง มื้อนี้คือการปลอบใจ และโต๊ะนี้เต็มไปด้วยความอึดอัด บางความรู้สึกไม่ต้องมีคำบรรยายใต้ภาพใด ๆ
Soft Power ที่ไม่เคาะประตูก่อนเข้ามา
เมื่อพูดถึง Soft Power หลายคนอาจนึกถึงนโยบายของรัฐ ภาพลักษณ์ของประเทศ หรืออุตสาหกรรมสร้างสรรค์ขนาดใหญ่ แต่พลังเช่นนี้ในชีวิตประจำวันมักเริ่มจากสิ่งเล็กกว่านั้นมาก ไม่ว่าจะเป็นเพลงหนึ่งเพลง ถ้อยคำไม่กี่คำ เสื้อคลุมที่ตัวละครใส่ หรืออาหารหนึ่งจานที่อยู่บนหน้าจอเพียงไม่กี่นาที
Nye อธิบาย Soft Power ว่าเป็นความสามารถในการทำให้ผู้อื่นคล้อยตามผ่านความดึงดูด แทนการบังคับหรือการใช้ผลประโยชน์เข้าแลกเปลี่ยน [4]
เราไม่จำเป็นต้องติดป้ายบอกชื่อ ไม่ต้องประกาศว่า “นี่คือ Soft Power” และไม่ต้องออกคำสั่งให้ใครชื่นชอบวัฒนธรรมหนึ่ง มันเพียงทำให้เราอยากเดินเข้าไปหาเอง ในซีรีส์เกาหลีไม่เคยหันมาพูดกับคนดูตรง ๆ ว่า “จงชอบอาหารเกาหลี” มันเพียงปล่อยให้อาหารเข้าไปอยู่ในวันที่ตัวละครมีความสุข เหนื่อยล้า ผิดหวัง หรือกำลังเริ่มต้นชีวิตใหม่ เราเห็นผู้คนหัวเราะ ร้องไห้ ทะเลาะ ปลอบใจ และคืนดีกันรอบโต๊ะอาหาร
เมื่อเห็นบ่อยครั้ง สิ่งที่เคยแปลกหน้าก็ค่อย ๆ กลายเป็นสิ่งคุ้นเคย
ชื่ออาหารที่เคยอ่านไม่ออกเริ่มกลายเป็นเมนูที่จำได้ คำพูดที่เคยฟังไม่เข้าใจเริ่มคุ้นหู ร้านอาหารที่ไม่เคยกล้าเดินเข้าเริ่มดูเหมือนพื้นที่ซึ่งเราพอรู้ว่าควรสั่งอะไร จากความอยากรู้จัก เปลี่ยนเป็นความอยากลอง และเมื่อได้ลอง อาหารจานนั้นก็ไม่ได้เดินทางมาเพียงลำพัง แต่มันยังพารสชาติ ภาษา สถานที่ วิถีชีวิต และภาพของประเทศต้นทางเดินทางมาด้วย
Soft Power จึงไม่ได้ยื่นแผ่นพับให้เรา แต่ทำให้เราอยากเดินทาง ไม่ได้วางเมนูตรงหน้า แต่ทำให้เราอยากลิ้มลอง ไม่ได้ร้องขอให้เราชื่นชมประเทศใด แต่ทำให้รู้สึกว่า โลกใบนั้นมีบางสิ่งซึ่งเราอยากเข้าไปสัมผัสด้วยตัวเอง
กระแสเกาหลีหรือ Hallyu เติบโตขึ้นพร้อมกับอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและสื่อดิจิทัล ทำให้ซีรีส์ ดนตรี ภาพยนตร์ แฟชั่น ความงาม และอาหารเดินทางข้ามพรมแดนได้อย่างรวดเร็ว [5] สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เดินทางคนละเส้นทาง ซีรีส์ทำให้อาหารมีเรื่องเล่า เพลงทำให้ภาษาคุ้นหู แฟชั่นทำให้วิถีชีวิตดูน่าปรารถนา ส่วนแพลตฟอร์มสตรีมมิงทำให้ทั้งหมดเดินทางเข้ามานั่งอยู่ในห้องเดียวกับเรา วัฒนธรรมของ “คนอื่น” จึงค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเมนูในมื้อเย็น เป็นเพลงในโทรศัพท์ เป็นคำพูดที่เราจำได้ หรือเป็นสถานที่ในแผนการเดินทางครั้งถัดไปของเรา
เรื่องเล่าต้องอร่อยก่อน
การพูดว่าอาหารในซีรีส์เป็นส่วนหนึ่งของ Soft Power ไม่ได้หมายความว่า ทุกฉากอาหารถูกส่งคำสั่งมาจากห้องนโยบาย หรือผู้เขียนบททุกคนกำลังทำงานตามแผนเดียวกัน เพียงวางจานอาหารไว้หน้ากล้อง ไม่ได้ทำให้คนทั้งโลกอยากกินตาม ก่อนอาหารจะเดินทางออกนอกจอ เรื่องเล่าต้องทำงานเสียก่อน สิ่งที่ผู้สร้างพยายามจะบอกคือ คนดูต้องเชื่อในตัวละคร ต้องอยากรู้ว่าเขาจะเดินต่อไปทางไหน และต้องรู้สึกว่าความสุขหรือบาดแผลบางอย่างของคนบนหน้าจอมีส่วนคล้ายกับชีวิตของตนเอง
ถ้าเรื่องเล่าไม่ทำงาน อาหารก็อาจเหลือเพียงของสวยงามที่ถูกนำมาวางในฉาก
เมื่อเรื่องเล่าทำงาน อาหารจานเดิมกลับมีชีวิตอีกแบบหนึ่ง มันอาจกลายเป็นความฝันของตัวละคร ความทรงจำของครอบครัว หลักฐานของความแตกต่างระหว่างผู้คน หรืออาหารง่าย ๆ ที่ช่วยประคองใครบางคนให้ผ่านวันที่ยากลำบากไปได้ ดังนั้น Soft Power ที่มีพลังจึงไม่ได้ยืนแยกอยู่ข้างเรื่องเล่า หากละลายอยู่ในเนื้อเดียวกัน จนผู้ชมไม่รู้สึกว่ากำลังถูกเชิญชวน มันทำหน้าที่คล้ายเครื่องปรุงบางชนิดที่มองไม่เห็น เราอาจไม่รู้ว่าถูกเติมลงไปตอนไหน แต่เมื่อเรื่องราวจบลง รสชาติบางอย่างยังคงติดอยู่ในความทรงจำ
ในมุมมองของผู้เขียน 'นี่คือความต่างระหว่างโฆษณากับเรื่องเล่า โฆษณาบอกว่าสินค้าดีอย่างไร ส่วนเรื่องเล่าทำให้เราเห็นว่า สิ่งของ อาหาร หรือสถานที่นั้นมีความหมายต่อชีวิตของใครบางคนอย่างไร เมื่อความหมายเกิดขึ้น ความอยากรู้จักก็มักเดินตามมาเอง'
เมื่อภาพเดินออกจากจอ
อาหารหนึ่งจานต้องผ่านการเดินทางหลายช่วง กว่าจะออกจากโลกของตัวละครมาถึงชีวิตของคนดู ผู้สร้างเลือกก่อนว่าจะนำเสนออาหารอะไร และอาหารนั้นเกี่ยวข้องกับตัวละครอย่างไร จากนั้นกล้อง แสง เสียง ฉาก การแสดง และการตัดต่อจึงช่วยกันเติมอารมณ์ให้กับมัน เมื่อภาพมาถึงผู้ชม ความหมายก็ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่ตามที่ผู้สร้างวางไว้ คนดูแต่ละคนนำประสบการณ์ของตัวเองเข้าไปผสมด้วย
อาหารจานเดียวกันอาจทำให้คนหนึ่งนึกถึงบ้าน แต่อาจทำให้อีกคนนึกถึงค่ำคืนที่ต้องนั่งกินเพียงลำพัง ความหมายจึงเกิดขึ้นตรงรอยต่อระหว่างภาพบนหน้าจอกับความทรงจำของคนดู จากนั้นความรู้สึกอาจเคลื่อนต่อไปเป็นความอยากรู้ อยากลอง หรืออยากสัมผัสวัฒนธรรมนั้นด้วยตนเอง กระบวนการนี้เริ่มจากการออกแบบภาพ การถ่ายทอดผ่านสื่อ การรับรู้ของผู้ชม และค่อย ๆ กลายเป็นผลที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง [1]
บางคนเริ่มจากการค้นหาชื่อเมนู บางคนเปิดดูวิธีทำ บางคนเดินเข้าร้านอาหารเกาหลีเป็นครั้งแรก บางคนเริ่มสนใจภาษา หรือเก็บชื่อสถานที่ไว้ในแผนการเดินทาง ภาพจึงไม่ได้หยุดทำงานเมื่อจอดับลง รามยอนในฉากหนึ่งอาจกลายเป็นของที่วางอยู่ในตู้ครัว ร้านอาหารที่ตัวละครเคยนั่งอาจกลายเป็นหมุดหมายบนแผนที่ และถ้อยคำสั้น ๆ บนโต๊ะอาหารอาจกลายเป็นภาษาอีกคำที่เราจดจำได้โดยไม่ตั้งใจ
นี่อาจเป็นคำตอบว่า เหตุใดเราจึงหิวเมื่อดูซีรีส์เกาหลี ความหิวที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะอาหารดูน่ากินเท่านั้น แต่อาหารจานนั้นเดินทางมาพร้อมความฝัน ความเหงา มิตรภาพ การดิ้นรน และชีวิตของตัวละคร สิ่งที่เราอยากสัมผัสจึงไม่ใช่เพียงรสชาติ แต่คือโลกที่ถูกจัดวางไว้รอบอาหารจานนั้น
Soft Power บนปลายลิ้นอาจเริ่มขึ้นอย่างเงียบ ๆ จากอาหารเพียงหนึ่งคำ ก่อนเคลื่อนจากความหิวไปสู่ความคุ้นเคย จากความคุ้นเคยไปสู่ความชื่นชอบ และจากความชื่นชอบไปสู่ความปรารถนาที่จะเข้าใกล้วัฒนธรรมนั้นอีกสักนิด
เมื่อก้มลงมองอาหารในจานให้นานกว่าเดิม เราอาจพบว่า มันไม่ได้กำลังบอกเพียงว่าอาหารเกาหลีอร่อยแค่ไหน อาหารกำลังบอกว่า คนที่นั่งอยู่รอบโต๊ะเป็นใคร เติบโตมาอย่างไร มีสิทธิเลือกในชีวิตมากน้อยเพียงใด และกำลังยืนอยู่ตรงส่วนไหนของสังคม
หลายครั้ง ก่อนที่ซีรีส์จะบอกอาชีพ เงินเดือน หรือฐานะของตัวละคร เราอาจอ่านชนชั้นของเขาออกแล้วจากสิ่งที่วางอยู่ตรงหน้า และนั่นคือจานต่อไปที่ผู้เขียนจะชวนผู้อ่านเปิดออกมาดูพร้อมกัน
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
[1] ทรัพย์นิรันดร์, ต. (2569). การประกอบสร้างภาพลักษณ์ทางชนชั้นผ่านการสื่อสารเชิงวัฒนธรรมอาหารในซีรีส์เกาหลี [วิทยานิพนธ์นิเทศศาสตรดุษฎีบัณฑิต, มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา].
[2] Hall, S. (Ed.). (1997). Representation: Cultural representations and signifying practices. Sage Publications.
[3] Barthes, R. (1972). Mythologies (A. Lavers, Trans.). Hill and Wang. (Original work published 1957)
[4] Nye, J. S., Jr. (2004). Soft power: The means to success in world politics. PublicAffairs.
[5] Jin, D. Y. (2016). New Korean wave: Transnational cultural power in the age of social media. University of Illinois Press.

