ในการเลือกทำวิจัยสักเรื่องหนึ่ง นักวิจัยส่วนใหญ่มักเริ่มต้นจากสองแนวทางสำคัญ แนวทางแรกคือ การศึกษาประเด็นที่สอดคล้องกับกรอบหรือยุทธศาสตร์ที่แหล่งทุนกำหนดไว้ ส่วนอีกแนวทางหนึ่งคือ การศึกษาจากความสนใจใคร่รู้ของตนเอง
ในหลักการแล้ว หัวข้อวิจัยควรเกิดจากความสนใจของนักวิจัยเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม ในโลกแห่งความเป็นจริง การทำวิจัยจำนวนมากจำเป็นต้องอาศัยงบประมาณสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก นักวิจัยจึงต้องเรียนรู้ที่จะเชื่อมโยงความสนใจทางวิชาการของตนเข้ากับปัญหาและความต้องการของสังคม เพื่อให้งานวิจัยสามารถเกิดขึ้นได้จริงและสร้างประโยชน์ต่อชุมชน
สำหรับผู้เขียนซึ่งมีพื้นฐานทางอาชญาวิทยาและกระบวนการยุติธรรม ความสนใจส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมมนุษย์ การป้องกันปัญหาสังคม และการพัฒนาเยาวชน จึงพยายามค้นหาประเด็นที่สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ดังกล่าวเข้ากับการพัฒนาชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม จนกระทั่งมีโอกาสลงพื้นที่อำเภอสร้างคอม จังหวัดอุดรธานี และได้รู้จักกับคุณจักรินทร์ โพธิ์พรม ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกล้วยหอมทองบ้านโคก ผู้ปลูกกล้วยหอมทองที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาธุรกิจการเกษตรจนสามารถส่งผลผลิตไปยังต่างประเทศ และสร้างเครือข่ายเกษตรกรที่เข้มแข็งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน
สิ่งที่ผู้เขียนพบในวันนั้นไม่ใช่เพียงความสำเร็จของเกษตรกรรายหนึ่ง แต่เป็นภาพของชุมชนที่มีทุนทางสังคมอย่างเข้มแข็ง มีทั้งองค์ความรู้ ประสบการณ์ เครือข่ายความร่วมมือ และบุคคลต้นแบบที่พร้อมจะถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้อื่น
ชุมชนแห่งนี้สามารถพัฒนากล้วยหอมทองจากพืชทางการเกษตรธรรมดาให้กลายเป็นสินค้าที่สร้างรายได้และสร้างชื่อเสียงให้กับพื้นที่ได้อย่างน่าประทับใจ
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความสำเร็จดังกล่าว ผู้เขียนกลับสังเกตเห็นช่องว่างสำคัญประการหนึ่งคือ เด็กและเยาวชนในพื้นที่ยังไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมกับกระบวนการเรียนรู้เหล่านี้มากนัก ทั้งที่องค์ความรู้และประสบการณ์อันมีค่าของชุมชนอยู่ใกล้ตัวพวกเขาเพียงไม่กี่ก้าว
คำถามจึงเกิดขึ้นว่า หากองค์ความรู้เหล่านี้ไม่ได้รับการส่งต่อ แล้วใครจะเป็นผู้สืบทอดในอนาคต และจะทำอย่างไรให้เยาวชนเห็นคุณค่าและเกิดความผูกพันกับชุมชนของตนเอง
คำถามดังกล่าวทำให้ผู้เขียนนึกถึงแนวคิดทางอาชญาวิทยาที่อธิบายว่า ความผูกพันระหว่างบุคคลกับครอบครัว โรงเรียน และชุมชน เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหล่อหลอมให้เยาวชนเติบโตเป็นสมาชิกที่มีคุณภาพของสังคม แนวคิดนี้ได้รับการอธิบายไว้อย่างชัดเจนในทฤษฎีความผูกพันทางสังคม (Social Bond Theory) ของ Hirschi ซึ่งมองว่า บุคคลที่มีความผูกพันกับสังคม มีเป้าหมายในชีวิต มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่สร้างสรรค์ และยึดมั่นในคุณค่าของสังคม จะมีแนวโน้มหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงและเติบโตไปในทิศทางที่สร้างสรรค์มากกว่า
จากแนวคิดดังกล่าว จึงเกิดโครงการ “การพัฒนาผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ (Young Entrepreneurs) โดยใช้ศาสตร์พระราชา เพื่อยกระดับและเพิ่มมูลค่าธุรกิจกล้วยหอมทอง อำเภอสร้างคอม จังหวัดอุดรธานี” โดยได้รับทุนสนับสนุนจาก ทุนอุดหนุนโครงการวิจัยงบประมาณแผ่นดินประเภท Fundamental Fund โดยมีเป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการสอนให้เยาวชนปลูกกล้วยหอมทอง แต่เป็นการสร้างพื้นที่ให้เยาวชนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ได้ทำงานร่วมกับเกษตรกรต้นแบบ ได้เรียนรู้จากชุมชน และได้ซึมซับคุณค่าของการพึ่งพาตนเองตามแนวศาสตร์พระราชา
ตลอดระยะเวลาของการดำเนินโครงการ เยาวชนได้มีโอกาสเรียนรู้ตั้งแต่การเตรียมพื้นที่ปลูก การดูแลรักษา การจัดการผลผลิต ไปจนถึงการเรียนรู้กระบวนการตลาดและการสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลผลิตทางการเกษตร แม้กิจกรรมเหล่านี้จะดูเป็นเรื่องของการเกษตร แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นคือกระบวนการเรียนรู้ทางสังคมที่เชื่อมโยงเยาวชนเข้ากับชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม
ผู้เขียนสังเกตเห็นว่า เยาวชนหลายคนเริ่มกล้าพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเกษตรกรในชุมชนมากขึ้น หลายคนเริ่มมองเห็นคุณค่าของอาชีพที่เคยมองข้าม ขณะที่บางคนเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับอนาคตและแนวทางการดำรงชีวิตของตนเอง สิ่งเหล่านี้อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในสายตาของคนทั่วไป แต่สำหรับผู้วิจัยแล้ว นี่คือสัญญาณสำคัญของการสร้างความผูกพันระหว่างเยาวชนกับสังคมรอบตัว
เมื่อพิจารณาผ่านกรอบแนวคิดความผูกพันทางสังคม จะพบว่ากิจกรรมที่เกิดขึ้นในโครงการสามารถสะท้อนองค์ประกอบสำคัญของทฤษฎีได้อย่างชัดเจน เยาวชนได้สร้างความสัมพันธ์กับบุคคลต้นแบบในชุมชน ได้มองเห็นเป้าหมายของการประกอบอาชีพสุจริต ได้ใช้เวลาร่วมกับกิจกรรมที่สร้างสรรค์ และได้เรียนรู้คุณค่าของความรับผิดชอบและการพึ่งพาตนเองตามแนวศาสตร์พระราชา และเมื่อมองย้อนกลับไป ผู้เขียนพบว่า สิ่งที่มีค่าที่สุดจากงานวิจัยครั้งนี้อาจไม่ใช่จำนวนต้นกล้วยที่ปลูก ไม่ใช่ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ และไม่ใช่แม้กระทั่งการสร้างผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ แต่คือการได้เห็นเยาวชนกลับมาเชื่อมโยงกับชุมชนของตนเองอีกครั้ง ได้เรียนรู้จากผู้คนรอบตัว และได้ค้นพบว่าความรู้ที่มีคุณค่าบางครั้งไม่ได้อยู่ในตำรา แต่อยู่ในวิถีชีวิตของชุมชนที่พวกเขาเติบโตขึ้นมา
ในฐานะนักอาชญาวิทยา ผู้เขียนเชื่อว่า การพัฒนาเยาวชนและการป้องกันปัญหาสังคมไม่อาจแยกออกจากกันได้ เพราะเยาวชนที่รู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว โรงเรียน และชุมชน ย่อมมีแนวโน้มเติบโตเป็นสมาชิกที่มีคุณภาพของสังคมมากกว่าเยาวชนที่ขาดความผูกพันดังกล่าว
แปลงกล้วยแห่งนี้จึงเป็นมากกว่าพื้นที่ทางการเกษตร หากแต่เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การถ่ายทอดประสบการณ์ และการสร้างความผูกพันทางสังคมระหว่างคนต่างวัย
รวมไปถึงเป็นพื้นที่ที่ทำให้เยาวชนได้เห็นคุณค่าของชุมชน และทำให้ชุมชนได้เห็นความสำคัญของการส่งต่อองค์ความรู้สู่คนรุ่นใหม่ อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนในอนาคต

