เรื่องของนางเมขลาและรามสูรเป็นเรื่องเล่าที่สังคมไทยคุ้นเคยมาอย่างยาวนาน..
โดยมักจะอธิบายว่าเป็นที่มาของปรากฏการณ์ฟ้าแลบฟ้าร้อง กล่าวคือ แสงจากดวงแก้วของนางเมขลาหรือนางมณีเมขลาทำให้เกิดฟ้าแลบ ขณะที่เสียงขวานของรามสูรเป็นฟ้าร้องฟ้าผ่า
ความเข้าใจเช่นนี้ทำให้เรื่องราวถูกจดจำในฐานะนิทานอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติทั่วไป แต่หากพิจารณาอย่างละเอียด จะเห็นว่าเรื่องราวของนางเมขลากับรามสูรเป็นพื้นที่ที่เผยให้เห็นโครงสร้างอำนาจ การต่อรอง ความสัมพันธ์ชาย-หญิง ที่ถูกผลิตซ้ำในสังคมไทยด้วย
หนังสือเรื่อง เมขลา - รามสูร ของเสฐียรโกเศศ นักปราชญ์ด้านภาษาและวรรณคดีไทย กล่าวถึงนางเมขลากับรามสูรไว้ว่า นางเมขลาเป็นนางฟ้า มีหน้าที่รักษาสมุทร คอยช่วยคนมีบุญที่จะจมลงทะเลและชอบโยนดวงแก้วให้เกิดแสงแพรวพรายเป็นฟ้าแลบในต้นฤดูฝน เพื่อล้อหลอกรามสูรซึ่งเป็นยักษ์เทพบุตรโมโหร้าย และถือขวานเพชรเป็นอาวุธ เมื่อโกรธและขว้างขวานไปก็เป็นฟ้าร้องฟ้าผ่า
อย่างไรก็ดี ในวรรณคดีสันสกฤตและวรรณคดีบาลีไม่พบความเชื่อเกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติหรือเนื้อหาการล่อแก้วล้อหลอกระหว่างนางเมขลากับรามสูรแต่อย่างใด วรรณคดีบาลีพบแต่เพียงว่านางเมขลาเป็นเทพีรักษาสมุทรเท่านั้น ส่วนรามสูรเช่นเดียวกัน ไม่ปรากฏว่ามีเรื่องอยู่ที่ใด¹
แม้ว่าจะไม่พบความเชื่อเกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติหรือเนื้อหาการล่อแก้วล้อหลอกระหว่างนางเมขลากับรามสูรในวรรณคดีสันสกฤตและบาลี แต่ตัวละครทั้งสองกลับมีบทบาทสำคัญต่อความเชื่อและวรรณคดีไทยมาอย่างต่อเนื่อง
ด้านความเชื่อ เรื่องราวการไล่ล่าระหว่างนางเมขลากับรามสูรถูกใช้เป็นคำอธิบายปรากฏการณ์ฟ้าแลบและฟ้าร้องดังที่เสถียรโกเศศกล่าวไว้ ในบทชุมนุมเทวดาพระราชพิธีขอฝนยังอ้างอิงถึงนางเมขลาด้วย เข้าใจว่าที่นางเมขลาเกี่ยวข้องกับฝนนั้น น่าจะเชื่อมโยงจากเรื่องเล่านิทานโบราณที่เล่าเรื่องดวงแก้วมณีของนางที่ฉายไปแล้วเกิดแสงแวบวาบคล้ายฟ้าแลบ ชาวบ้านจึงเอามาปะติดปะต่อกัน
ด้านวรรณคดีไทย นางเมขลาและรามสูรปรากฏเป็นตัวละครในวรรณคดีหลายเรื่อง เช่น นิทานโบราณเรื่อง เฉลิมไตรภพ ซึ่งเล่ากำเนิดและที่มาของเทวดา อธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติตามความเชื่อ รวมถึงเรื่องราวนางเมขลากับรามสูรด้วย เรื่อง รามเกียรติ์ กล่าวถึงรามสูรไล่ล่าแย่งชิงดวงแก้วมณีจากเมขลา และรามสูรต่อสู้กับพระราม² หรือในบทเห่กล่อมพระเจ้าลูกเธอ เรื่อง จับระบำ³ สุนทรภู่ ได้พรรณนาถึงการติดตามนางเมขลาของรามสูรไว้เช่นกัน นอกจากนี้ ยังได้รับการสืบทอดผ่านการแสดงนาฏศิลป์และละครไทย โดยเฉพาะการแสดงชุด “เมขลา–รามสูร” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเนื้อเรื่องมีความแพร่หลายและเป็นที่นิยม
นางเมขลากับรามสูรยังปรากฏในลักษณะการเปรียบเทียบและสัญลักษณ์ด้วย เช่น ในบทเกี้ยวพาราสี บทอัศจรรย์⁴
โดยส่วนใหญ่ผู้แต่งนำภาพการไล่ติดตามนางเมขลาของรามสูรมาใช้สื่อความหมายเกี่ยวกับความรัก ความปรารถนา และความสัมพันธ์ระหว่างชาย-หญิง
น่าสังเกตว่า การเชื่อมโยงเรื่องนางเมขลากับรามสูร มาสู่เรื่องรักใคร่สู่สมดังปรากฏในบทเกี้ยวพาราสีและบทอัศจรรย์ เป็นการขยายกรอบมโนทัศน์จากเรื่องปรากฏการณ์ธรรมชาติตามความเชื่อ มาเป็นภาพแทนความรักและความดึงดูดอันเป็นเรื่องเชิงรักใคร่สู่สมของหนุ่มสาว ซึ่งหากพิจารณาในเชิงความสัมพันธ์หญิง-ชาย น่าจะพอเชื่อมโยงกันได้ในความสัมพันธ์แบบขนบคือฝ่ายชายเป็นฝ่ายรุกไล่ เฝ้าคอยติดตาม ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายรับหรือผู้ถูกติดตาม นอกจากนี้ คำว่า มณีเมขลา ตามศัพท์แปลว่า “สายรัดเอวทำด้วยแก้วอันมีค่า” แต่ผู้รู้บางท่านกล่าวว่า หมายถึง “เครื่องประดับอวัยวะที่ลับ” ส่องแสงวามอร่ามใครเห็นเป็นอัศจรรย์ “นางทรงแก้วมณีไว้ที่ลับ เป็นเครื่องประดับดีศรีใด⁵” ซึ่งสื่อว่าดวงแก้วนั้นอาจเป็นได้ทั้งเครื่องประดับร่างกายและมีนัยเรื่องเพศด้วย
ตัวอย่างบทอัศจรรย์ที่หยิบยืมตัวละครนางเมขลาและรามสูรมาเปรียบเทียบกับการสู่สมของหญิง-ชาย เช่นในเรื่อง พระอภัยมณี ตอนพระอภัยได้นางเงือก
อัศจรรย์ครั่นครื้นเป็นคลื่นคลั่ง เพียงจะพังแผ่นผาสุธาไหว
กระฉอกฉาดหาดเหวเป็นเปลวไฟ พายุใหญ่เขยื้อนโยกระโชกพัด
เมขลาล่อแก้วแววสว่าง อสูรขว้างเขวี้ยงขวานประหารนัด
พอฟ้าวาบปลาบแปลบแฉลบลัด เฉวียงฉวัดวงรอบขอบพระเมรุ⁶
การนำเอาการไล่ล่าและการล่อแก้วของนางเมขลากับรามสูรมานำเสนอในบทอัศจรรย์ข้างต้น ขับเน้นให้ภาพพจน์มีความเด่นชัดขึ้น เห็นภาพความรุนแรง เร่าร้อนของอารมณ์ เห็นความเคลื่อนไหว มีชีวิตชีวา ทั้งยังสื่อว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ซึ่งดูแล้วไม่ต่างจากปรากฏการณ์ธรรมชาติด้วย
การนำเรื่องราวของตัวละครทั้งสองตัวดังกล่าวมาใช้ในบริบทของความรักและความสัมพันธ์ทางเพศ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องทางวรรณศิลป์หรือชั้นเชิงของกวีเท่านั้น หากยังสะท้อนและตอกย้ำกรอบความคิดเกี่ยวกับบทบาททางเพศในสังคมไทย กล่าวคือ ฝ่ายชายถูกกำหนดให้เป็นผู้แสดงความปรารถนา ผู้แสวงหา และผู้กระทำ ขณะที่ฝ่ายหญิงถูกวางให้อยู่ในฐานะของผู้ถูกมอง ผู้ถูกติดตาม หรือผู้เป็นเป้าหมายแห่งความปรารถนา แม้ว่าฝ่ายหญิงจะมีสิทธิ์หลบหลีก แต่บทบาทดังกล่าวยังคงถูกกำหนดอยู่ภายในกรอบความสัมพันธ์ที่ฝ่ายชายเป็นศูนย์กลาง
ในด้านหนึ่ง การผลิตซ้ำเรื่องราวของนางเมขลากับรามสูรดังกล่าว เป็นกระบวนการสร้างและสืบทอดอุดมการณ์ทางเพศของสังคมในลักษณะชายตามจีบหรือรุกไล่ในฐานะผู้กระทำ ส่วนหญิงเป็นฝ่ายหลบหลีกในฐานะผู้ถูกกระทำ ซึ่งถูกทำให้กลายเป็นภาพแทนของความรักที่สังคมยอมรับและคุ้นชิน จนดูเสมือนเป็นธรรมชาติ ทั้งที่แท้จริงแล้วอาจเป็นส่วนหนึ่งของผลผลิตของการสร้างความหมายทางวัฒนธรรม
อย่างไรก็ดี ในอีกด้านหนึ่ง การหยิบยืมเรื่องราวพร้อมกับปรับเปลี่ยนไปตามบริบทหรือท้องเรื่อง ทำให้เห็นบทบาทของผู้หญิงในมิติที่กว้างขึ้น กล่าวคือ ผู้หญิงอาจไม่ใช่เพียงผู้ถูกรุกไล่ หากแต่เป็นผู้ล้อหลอกและต่อรองอำนาจของฝ่ายชาย ดังจะเห็นจากนางเมขลามิได้หวาดกลัว แต่กลับล้อหลอกรามสูรให้ไล่ล่า จนรามสูรโกรธเกรี้ยวเป็นที่สุด ดังตัวอย่างใน รามเกียรติ์ ฉบับรัชกาลที่ 1 ซึ่งปรากฏความช่วงต้นเรื่อง เล่าถึงยามเข้าฤดูวสันต์ เหล่านางเทพธิดาออกมาจับระบำร่ายรำ เป็นที่สนุกสนาน นางมณีเมขลาถือดวงแก้วมณีไปร่วมด้วย รามสูรเห็นแก้วมณีจึงคิดช่วงชิงมา จึงเกิดภาพการล้อหลอกรามสูรของนางเมขลา
เมื่อนั้น นวลนางเมขลามารศรี
เลี้ยวล่อรามสูรอสุรา กรโยนมณีจินดา
ทำทีประหนึ่งจะให้แก้ว กลอกแสงพรายแพร้วบนหัตถา
ครั้นรามสูรไล่เลี้ยวมา กัลยารำล่ออสุรี
นางแกล้งเลี้ยวลัดฉวัดเฉวียน เวียนไปตามจักรราศี
มือหนึ่งชูแก้วมณี ทำทีเยาะเย้ยอสุราฯ
เมื่อนั้น จึ่งรามสูรยักษา
ครั้นแสงแก้วแวววับจับตา อสุรากริ้วโกรธคือไฟ
เหม่เหม่เมขลานารี กูจะล้างชีวีให้จงได้
กวัดแกว่งขวานเพชรดังเปลวไฟ ก็ขว้างไปด้วยกำลังฤทธิ์ฯ⁷
จากตัวอย่างจะเห็นว่า การ “เลี้ยวล่อ” และการ “ทำทีประหนึ่งจะให้แก้ว” เป็นกลยุทธ์ (tactic) ทำให้รามสูรต้องเคลื่อนที่ตาม ในที่นี้ นางเมขลาจึงสามารถกำหนดจังหวะและทิศทางของความสัมพันธ์ได้ นางเมขลายังเป็นฝ่ายกำหนดการจ้องมองนั่นคือดวงแก้วอันมีแสงแวววาวซึ่งดึงดูดให้รามสูรจ้องมองไปตามทิศทางที่นางต้องการ นางจึงไม่ได้ถูกจ้องมองเพียงอย่างเดียวแต่นางกำลังควบคุมการจ้องมองนั้นด้วย เช่นเดียวกับการหนีของนางจึงอาจไม่ใช่จากความกลัว แต่อาจเป็นความตั้งใจที่จะล้อหลอกรามสูรอย่างหนึ่ง
หากมองอย่างผิวเผิน ผู้ควบคุมการไล่ล่านี้คือรามสูร แต่หากมองเชิงลึกจะพบว่า ผู้ควบคุมเป็นนางเมขลาเสียมากกว่า นางเมขลาใช้กลยุทธ์แบบไม่เผชิญหน้าโดยตรง แต่สามารถทำให้อำนาจของรามสูรไม่อาจบรรลุผลได้
ภาพการไล่ล่าและล้อหลอกนี้สะท้อนการต่อสู้ต่อรองของผู้หญิง ภายใต้โครงสร้างสังคมแบบปิตาธิปไตย นางเมขลาพยายามรักษาอำนาจในการตัดสินใจและไม่ยอมตกอยู่ภายใต้การครอบครองของรามสูร สื่อให้เห็นว่านางมิได้เป็นตัวละครที่ไร้อำนาจหรือรอความช่วยเหลือจากผู้อื่น หากมีความสามารถในการปกป้องตนเองและควบคุมสถานการณ์ ในที่นี้ ฝ่ายหญิงจึงเป็นผู้ควบคุมอารมณ์แห่งความปรารถนาและความสัมพันธ์ชาย-หญิง ที่ไม่ได้เป็นแบบอำนาจทางเดียว หากเป็นพื้นที่แห่งการต่อรอง/โต้กลับอำนาจด้วย
การล้อหลอกรามสูรช่วยเปิดพื้นที่ต่อรองและวิพากษ์อำนาจที่ไม่เป็นธรรมได้อย่างแยบยลด้วย ใน รามเกียรติ์ ฉบับรัชกาลที่ 1 เรื่องของนางเมขลากับรามสูรเป็นเรื่องย่อยของเรื่องหลัก โดยรามสูรไล่ล่าแย่งชิงดวงมณีจากนางเมขลา “เผ่นโผนโจนไปในเมฆา ไล่นางเมขลาด้วยฤทธี” ⁸ สื่อให้เห็นการใช้อำนาจอย่างไร้เหตุผลและความชอบธรรมของผู้เป็นใหญ่ มากกว่าการใช้อำนาจบนพื้นฐานของคุณธรรมและความศีลธรรม หากมองในมิติเชิงเปรียบเทียบรามสูรกับผู้มีอำนาจในสังคม ดูเหมือนว่านางเมขลากำลังลงโทษผู้มีอำนาจที่กระทำการอย่างไร้เหตุผล และสั่งสอนว่า มีอำนาจเพียงอย่างเดียวไม่ได้ต้องมีศีลธรรมด้วย
หากมองในมิติความสัมพันธ์หญิง-ชาย ดูเหมือนว่า นางเมขลากำลังให้บทเรียนแก่รามสูรผู้ไม่คำนึงถึงความรู้สึกของอีกฝ่าย นางจึงเล่นกับความรู้สึกกลับไป ด้วยการล้อหลอก/หลบหลีก/ยั่วเย้าเพื่อให้รามสูรโกรธ ติดตามไล่ล่า โดยไม่กลัวเกรง และยังยั่วโมโหด้วยการทำให้ความสัมพันธ์ไม่ถึงจุดสิ้นสุด ความปรารถนาของรามสูรจึงไม่บรรลุเป้าหมาย ไม่สามารถครอบครองได้ และยังสะท้อนความล้มเหลวซ้ำ ๆ ของฝ่ายชายด้วย
เป็นที่น่าสังเกตว่า ลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างนางเมขลากับรามสูรถูกนำเสนอให้มีลักษณะเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่สิ้นสุด แม้รามสูรจะเป็นผู้ติดตามไล่ล่านางเมขลาอย่างไม่ลดละ แต่ไม่เคยบรรลุความปรารถนา ขณะเดียวกัน นางมณีเมขลาไม่ได้กำจัดหรือทำให้รามสูรพ้นไปจากชีวิตของตนโดยเด็ดขาด แม้ว่าในบทอัศจรรย์จะจบลงด้วยความสุขสมตามขนบวรรณคดีไทย แต่ก่อนจะไปถึงบั้นปลายนั้น ภาพของการล้อหลอกแสดงให้เห็นการต่อรองกับอำนาจ และนำเสนอว่าผู้หญิงไม่ใช่วัตถุแห่งความปรารถนาที่จะเข้าครอบครองได้โดยง่าย ความสุขสมในบทอัศจรรย์จึงไม่ใช่ชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ในแง่นี้ ผู้ควบคุมเกมแห่งความปรารถนานี้ดูเหมือนจะเป็นฝ่ายหญิงเสียมากกว่า ดังเช่น ในเรื่อง กากีกลอนสุภาพ ของเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ตอนพระยาครุฑได้นางกากี โดยเรื่องเปรียบเทียบรามสูรแทนฝ่ายพระยาครุฑและเมขลาแทนนางกากี นางชูดวงมณีล้อหลอกให้ไล่ล่าและดูเหมือนนางเป็นคนเลือกจะ “ร่วมสโมสร” เอง ดังคำกลอนที่ว่า
เมขลาชูช่วงดวงมณี อสุรีรามสูรก็โกรธา
ถือขวานเหาะทะยานขยิกไล่ เวียนระไวในจังหวัดพระเวหา
นางแบแก้วแวววับให้จับตา อสุราขว้างขวานไปราญรอน
เมขลาล่อแก้วอสุรินทร์ ไม่สุดสิ้นที่จะร่วมสโมสร⁹
การกระทำของนางจึงสั่นคลอนอำนาจของรามสูรซึ่งเป็นผู้มีฤทธาและผู้เป็นใหญ่ นางเมขลาไม่ได้ล้มล้างอำนาจชายเป็นใหญ่ หากแต่ทำให้อำนาจนั้น “ไม่สมบูรณ์” “ไม่ง่ายดาย” อันเป็นการบั่นทอนอำนาจของปิตาธิปไตยไปในตัวและยังโต้กลับความสัมพันธ์ชาย-หญิงที่มักสิ้นสุดด้วยการครอบครองหรือการเป็นเจ้าของโดยง่าย
ดูเหมือนว่า การที่เรื่องราวของนางเมขลากับรามสูรไม่มีจุดสิ้นสุดนี้ สื่อถึงการต่อสู้กับระบบปิตาธิปไตยและอำนาจกดขี่กับการต่อต้านของผู้หญิงและคนไร้อำนาจที่ไม่มีวันจบสิ้น
หากสังคมไทยยังดำเนินไปด้วยกรอบเช่นเดิม บางทีตำนานเรื่องรามสูรอาจไม่มีวันได้เปลี่ยนตอนจบ และรามสูรในฐานะผู้ใช้อำนาจจะไม่มีวันได้ครอบครองดวงแก้วมณี ดวงแก้วมณีในที่นี้ไม่ใช่เพียงสัญลักษณ์แห่งอารมณ์ปรารถนาหรือความเชื่อ หากหมายรวมถึงสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่ทุกคนมีอยู่กับตัว ไม่อาจช่วงชิงได้
ดังที่นางเมขลาในฐานะผู้ครอบครองดวงแก้วยังคงมีอำนาจในการตัดสินใจว่าจะมอบหรือไม่มอบดวงแก้วแก่ผู้ใด และผู้อื่นต้องให้ความเคารพ!
นิทานพื้นบ้าน เรื่อง เมขลากับรามสูร พร้อมข้อคิดสอนใจ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
¹ เสฐียรโกเศศ. (2507). เมขลา – รามสูร. พิมพ์แจกเป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นางสาวไขศรี ชิตินทร ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม. กรุงเทพมหานคร: การพิมพ์พาณิชย์, หน้า 5 - 6
² ดูเพิ่มเติม เรื่องเฉลิมไตรภพ ได้ในเว็บไซต์วัชรญาณ https://vajirayana.org และประวัตินางเมขลาและรามสูรในนามานุกรมวรรณคดีไทย ใน https://thailitdir.sac.or.th
³ ดูเพิ่มเติม ใน https://vajirayana.org
⁴ บทอัศจรรย์ คือ คำประพันธ์ที่ใช้พรรณนาการ “ร่วมรัก” หรือความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างตัวละครชายหญิง โดยมักใช้ภาษาสละสลวย ภาษาเชิงเปรียบเทียบและสัญลักษณ์ต่าง ๆ แทนการกล่าวถึงเรื่องเพศอย่างตรงไปตรงมา
⁵ ดูเพิ่มเติมใน เสฐียรโกเศศ. (2507). เมขลา – รามสูร. พิมพ์แจกเป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นางสาวไขศรี ชิตินทร ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม. กรุงเทพมหานคร: การพิมพ์พาณิชย์. หน้า 19, 65 - 66
⁶ สุนทรภู่ พระอภัยมณี สืบค้น 26 มิถุนายน 2569, จาก https://vajirayana.org
⁷ พุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช, พระบาทสมเด็จพระ. รามเกียรติ์. สืบค้น 29 มิถุนายน 2569, จาก https://vajirayana.org
⁸ พุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช, พระบาทสมเด็จพระ. รามเกียรติ์. สืบค้น 25 มิถุนายน 2569, จาก https://vajirayana.org
⁹ เจ้าพระยาพระคลัง (หน). (2558). กากีกลอนสุภาพ. สืบค้น 25 มิถุนายน 2569 จาก https://vajirayana.org

