เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2514 ...
สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเททองหล่อพระบรมรูป สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี ณ กองหัตถศิลป์ กรมศิลปากร อันเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ฯ ครบ 111 ปี
หลังการเททองแล้วยังต้องใช้เวลาในการตกแต่งพระบรมรูปและการหล่อเครื่องพระราชอิสริยยศยังไม่แล้วเสร็จ รวมทั้งการจัดสร้างพระแท่นหินอ่อนรองรับพระบรมรูป โดยวิทยาลัยได้มอบหมายให้กรมศิลปากรดำเนินการ เพื่อให้สมพระเกียรติและมีความงดงามสมบูรณ์ที่สุด
เมื่อพระบรมรูปและพระแท่นแล้วเสร็จเรียบร้อย วิทยาลัยจึงกำหนดพิธีเปิดพระราชานุสาวรีย์ ณ เนินสมเด็จ ภายในวิทยาลัยครูสวนสุนันทา ในวันศุกร์ที่ 10 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2515 ตรงกับวันพระราชสมภพสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี พร้อมจัดงานฉลองพระราชานุสาวรีย์ระหว่างวันที่ 10–14 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2515 รวม 5 วัน 4 คืน
ในระหว่างการจัดงานต้องขออนุญาตปิดเรียน โดยมาเรียนชดเชยในวันเสาร์แทน ไม่ให้นักศึกษาต้องขาดเรียน ในเวลาเย็นเลิกเรียนแล้วก็ทำการฝึกซ้อมการแสดงต่าง ๆ เพื่อใช้ในงานฉลองทั้งครูอาจารย์และนักศึกษาต่างขะมักเขม้น ทำหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายกันทั่วหน้า
วิทยาลัยครูสวนสุนันทา ได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าทั้งสองพระองค์ เสด็จมาทรงประกอบพิธีเปิดพระราชานุสาวรีย์ฯ ในวันที่ 10 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2515 โดยทำหนังสือผ่านกองโรงเรียนฝึกหัดครู กรมการฝึกหัดครู และกระทรวงศึกษาธิการ เจ้าสังกัดตามระเบียบ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับที่จะเสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธีเปิดพระราชานุสาวรีย์ฯ ตามคำกราบบังคมทูลเชิญ ในวันดังกล่าว เวลา 16.00 น.
ในวันศุกร์ที่ 10 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2515 อันเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ฯ ครบ 112 ปี
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธีเปิดพระราชานุสาวรีย์ และทรงเจิมพระบรมรูปสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี ณ พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี
นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของชาวสวนสุนันทาทุกคนตราบจนปัจจุบัน

