บทที่ 2 ถอดรหัส “สัญญะ” บนโต๊ะอาหาร ซ่อนอะไรไว้ใต้จานโปรด?
เมื่อฝาหม้อถูกเปิดออกและ “จานต่อไป” ถูกยกมาจัดวางตรงหน้า...
เราจะพบความจริงข้อหนึ่งว่า อาหารเหล่านั้นสามารถ บอกเล่า หรือเป็นตัวแทนของ ชนชั้น อาชีพ และฐานะของตัวละครออกมาให้เราซึมซับได้ล่วงหน้า ก่อนที่บทละครจะบอกเราเป็นตัวเลขเงินเดือนหรือตำแหน่งหน้าที่เสียอีก
ในบทแรก เราพูดถึงความหิวที่เดินออกมาจากหน้าจอ พูดถึงรามยอน ไก่ทอด โซจู และอาหารเกาหลีที่ไม่ได้ทำให้เราอยากกินเพียงเพราะหน้าตาน่ากิน หากเพราะมันถูกห่อหุ้มไว้ด้วยเรื่องเล่า อารมณ์ และโลกของตัวละคร แต่เมื่อมองให้นานขึ้น อาหารบนหน้าจอไม่ได้ทำหน้าที่เพียงปลุกความอยากเท่านั้น หลายครั้งมันกำลังส่งสัญญาณบางอย่างถึงเรา
คำถามชวนคิดคือ ผู้สร้างซีรีส์เกาหลีใต้ใช้เวทมนตร์อะไร
ปรุงของกินธรรมดา ๆ ให้กลายเป็นมาตรวัดทางสังคมที่ทรงพลังขนาดนั้น?
คำตอบซ่อนอยู่ในกล่องเครื่องปรุงลับของนักนิเทศศาสตร์ที่เรียกว่า "สัญญะวิทยา" (Semiotics/Semiology) แว่นตาพิเศษที่จะช่วยให้เรามองทะลุควันกรุ่น ๆ ของหม้อต้มรามยอน หรือกลิ่นหอมของหมูย่าง แล้วพลิกดูใต้จานเพื่ออ่านโครงสร้างสังคมที่ผู้กำกับจงใจซ่อนไว้ [1]
เมื่ออาหารกลายเป็นสัญญะ
สัญญะวิทยาเป็นวิธีมองโลกแบบหนึ่งที่ชวนให้เราถามว่า สิ่งที่เห็นตรงหน้าไม่ได้มีความหมายเพียงชั้นเดียว สิ่งหนึ่งอาจมีทั้งรูปร่างที่เรามองเห็น และความหมายที่สังคมช่วยกันสร้างขึ้นมา ถ้าพูดอย่างง่ายที่สุด “สัญญะ” ประกอบด้วย 2 ส่วน
ส่วนแรกคือ “ตัวหมาย” หรือสิ่งที่เรามองเห็น ได้ยิน หรือรับรู้ได้ เช่น ภาพอาหาร ชื่อเมนู กลิ่นที่ถูกจินตนาการจากภาพ สีของน้ำซุป เสียงตะเกียบกระทบชาม
หรือภาพมือที่กำลังตักอาหาร
ส่วนที่สองคือ “ความหมาย” หรือสิ่งที่ตัวหมายนั้นพาเราไปนึกถึง เช่น ความยากจน ความหรูหรา ความอบอุ่น ความโดดเดี่ยว ความทรงจำ หรือความต่างทางชนชั้น
ลองนึกภาพ "โซจู" ในแก้วใสใบเล็ก ความหมายตรงของมันคือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ราคาถูก แต่เมื่อมันไปอยู่ในมือของตัวละครที่เพิ่งตกงานหรืออกหัก โซจูจะเปลี่ยนความหมายแฝงไปเป็น "รสชาติของความขมขื่น" และเป็นรหัสทางวัฒนธรรมที่ชนชั้นแรงงานใช้ปลอบประโลมชีวิตทันที
รามยอนจึงไม่ได้เป็นเพียงรามยอน ในบางฉาก มันอาจหมายถึงชีวิตที่เร่งรีบและเงินในกระเป๋าที่มีจำกัด ในบางฉาก มันอาจหมายถึงความใกล้ชิดของคนสองคนที่แบ่งอาหารง่าย ๆ จากหม้อเดียวกัน ส่วนในบางฉาก มันอาจเป็นอาหารของคนที่ไม่มีเวลาหรือไม่มีแรงพอจะดูแลตัวเองอย่างพิถีพิถันกว่านั้น ความหมายไม่ได้เกิดจากเส้นบะหมี่เพียงอย่างเดียว แต่มันเกิดจากคนที่กิน สถานที่ที่กิน เวลาที่กิน และเรื่องราวที่วางอยู่รอบชามนั้น
นี่คือเหตุผลที่อาหารบนหน้าจอมีพลังมากกว่าที่คิด เพราะผู้สร้างไม่ได้เพียงเลือกเมนูอาหารให้ตัวละครกิน แต่เลือกว่าจะให้อาหารนั้นปรากฏในบริบทใด ใครเป็นคนกิน กินกับใคร กินด้วยความรู้สึกแบบไหน และผู้ชมควรรับรู้อะไรจากภาพนั้น
อาหารจึงไม่ได้เป็นเพียงองค์ประกอบประกอบฉาก แต่เป็นส่วนหนึ่งของการประกอบสร้างภาพลักษณ์ทางชนชั้น ผ่านการคัดเลือกเมนู การจัดวางอาหาร ตัวละคร สถานที่ และบริบทของฉากอาหารอย่างมีความหมาย [1]
อาหารหนึ่งจานจึงไม่ใช่สิ่งที่ “มีอยู่” เฉย ๆ ในเรื่องเล่า แต่มันถูกเลือกให้มีความหมาย
จาปากูรี บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่สวมเสื้อราคาแพง
ก่อนจะกลับเข้าสู่โลกของซีรีส์ ผู้เขียนขอยืมอาหารจานหนึ่งจากภาพยนตร์ Parasite มาเปิดประตูสู่การอ่านสัญญะ เพราะจาปากูรีเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากว่า อาหารหนึ่งจานสามารถซ่อนชนชั้นไว้ใต้เส้นบะหมี่ได้อย่างไร
ในระดับแรก จาปากูรีคืออาหารง่าย ๆ มันเกิดจากการผสมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสองชนิดเข้าด้วยกัน เป็นอาหารที่ทำได้เร็ว กินง่าย และอยู่ในโลกของอาหารสำเร็จรูปที่หลายคนคุ้นเคย แต่ใน Parasite จาปากูรีไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เมื่อคุณนายพัคโทรมาสั่งให้แม่บ้านทำจาปากูรีอย่างเร่งด่วน และต้องใส่เนื้อฮันวูชั้นดีลงไปด้วย บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปธรรมดาก็ถูกยกสถานะขึ้นทันที อาหารที่ควรเป็นสัญลักษณ์ของความง่าย ราคาประหยัด และชีวิตประจำวัน กลับถูกเติมด้วยเนื้อวัวราคาแพงจนกลายเป็นอาหารลูกผสมที่แปลกประหลาด
จาปากูรีจานนี้จึงน่าสนใจตรงที่มันมีสองโลกอยู่ในชามเดียวกัน
โลกของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และโลกของเนื้อฮันวูพรีเมียม
โลกของความง่าย และโลกของความฟุ่มเฟือย
โลกของคนที่ต้องคิดก่อนใช้เงิน และโลกของคนที่สั่งอาหารอย่างรีบร้อน
โดยไม่ต้องรู้ด้วยซ้ำว่าความหรูหรานั้น แปลกแยกสำหรับคนอื่นแค่ไหน..
จาปากูรีจึงไม่ใช่เพียงอาหารในภาพยนตร์ แต่เป็นสัญญะของความเหลื่อมล้ำที่ถูกวางไว้ในชามเดียวกัน
ถ้ามองผ่านภาษาของสัญญะ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคือตัวหมายของความสะดวกและราคาที่จับต้องได้ ส่วนเนื้อฮันวูคือตัวหมายของความหรูหราและสถานะ เมื่อทั้งสองอย่างถูกนำมาวางรวมกัน ความหมายใหม่จึงเกิดขึ้น อาหารจานนี้ไม่ได้บอกเพียงว่า “คนรวยกินของแพง” แต่มันบอกว่า คนรวยสามารถเปลี่ยนของธรรมดาให้กลายเป็นของหรูได้ โดยไม่รู้สึกว่าตนเองกำลังทำอะไรเป็นพิเศษ
สำหรับบางคน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคืออาหารประคองชีวิต
สำหรับอีกคน มันคือของเล่นทางรสนิยมที่สามารถเติมเนื้อวัวราคาแพงลงไปได้อย่างง่ายดาย
ความต่างทางชนชั้นจึงไม่ได้อยู่แค่ในราคาของอาหาร แต่อยู่ในวิธีที่แต่ละชนชั้นสัมพันธ์กับอาหารจานเดียวกัน
มายาคติที่ซ่อนอยู่ใต้จานอาหาร
Roland Barthes ชวนให้มองว่า สิ่งธรรมดาในชีวิตประจำวันมักถูกสังคมเติมความหมายเข้าไป จนมันไม่ได้เป็นเพียงสิ่งนั้นอีกต่อไป แต่กลายเป็น “มายาคติ” หรือความหมายชุดหนึ่งที่ดูเหมือนธรรมชาติ ทั้งที่จริงแล้วถูกสร้างขึ้นผ่านวัฒนธรรมและการเล่าเรื่อง [2]
อาหารก็เช่นกัน เมื่อเรามองจาปากูรีใน Parasite เราไม่ได้เห็นเพียงบะหมี่กับเนื้อวัว แต่เห็นมายาคติของชนชั้นที่ซ่อนอยู่ในวิธีบริโภค เห็นความคิดที่ว่า คนบางกลุ่มมีสิทธิแปลงอาหารธรรมดาให้กลายเป็นอาหารหรูได้โดยไม่ต้องลังเล ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งอาจต้องใช้ชีวิตอยู่กับอาหารธรรมดาอย่างไม่มีทางเลือกมากนัก
มายาคติจึงทำงานอย่างเงียบ ๆ
มันไม่ประกาศว่า “นี่คือความเหลื่อมล้ำ”
แต่มันทำให้ผู้ชมรู้สึกถึงความไม่เท่ากันผ่านภาพอาหารหนึ่งชาม
นั่นคือความแยบยลของอาหารในเรื่องเล่า มันไม่จำเป็นต้องเทศนา ไม่จำเป็นต้องมีตัวละครลุกขึ้นมาอธิบายเรื่องชนชั้น และไม่จำเป็นต้องใส่คำบรรยายยาว ๆ ว่าคนรวยกับคนจนต่างกันอย่างไร แค่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหนึ่งชามที่ถูกเติมด้วยเนื้อวัวชั้นดี ความหมายก็เดินทางมาถึงผู้ชมแล้ว
เราอาจยังไม่ทันคิดเป็นคำพูด แต่เรารู้สึกได้ว่าอาหารจานนี้มีบางอย่างไม่ปกติ มันธรรมดาเกินกว่าจะหรู แต่ก็หรูเกินกว่าจะธรรมดา ความขัดกันนี้เองที่ทำให้จาปากูรีกลายเป็นภาพจำของชนชั้นบนโต๊ะอาหาร
"คอร์นด็อก" ของกินเล่นที่มีรสของความทรงจำ
ถ้าจาปากูรีใน Parasite ทำให้เราเห็นชนชั้นผ่านความขัดกันระหว่างอาหารธรรมดากับวัตถุดิบราคาแพง คอร์นด็อกใน Start-Up ก็สามารถพาเราไปอ่านสัญญะในอีกแบบหนึ่ง คอร์นด็อกเป็นอาหารง่าย ๆ อยู่ใกล้ถนน ใกล้ร้านรถเข็น ใกล้ชีวิตประจำวันของคนธรรมดา มันไม่ได้เป็นอาหารที่ต้องนั่งโต๊ะสวยงาม ไม่ต้องใช้ภาชนะราคาแพง และไม่ต้องรู้มารยาทบนโต๊ะอาหารมากมายจึงจะกินได้ เพียงถือไว้ในมือ เดินไป กินไป แบ่งกันกิน หรือยืนกินหน้าร้านเล็ก ๆ อาหารชนิดนี้ก็ทำหน้าที่ของมันได้แล้ว
ใน Start-Up คอร์นด็อกไม่ได้เป็นเพียงของกินเล่น แต่ผูกอยู่กับความทรงจำ ความสัมพันธ์ในครอบครัว และพื้นที่อบอุ่นของตัวละคร ร้านรถเข็นของคุณย่าไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ขายอาหาร หากเป็นพื้นที่ที่ตัวละครบางคนกลับมาแล้วรู้สึกว่าตนเองยังมีบ้าน ยังมีราก และยังมีใครสักคนที่ยอมรับเขาโดยไม่ต้องพิสูจน์อะไรมากนัก
คอร์นด็อกจึงเป็นตัวหมายที่เรียบง่ายมาก แต่ความหมายที่มันพาไปไกลกว่านั้นคือ
ความอบอุ่น ความทรงจำ และความผูกพันของคนที่ไม่ได้มีต้นทุนชีวิตสูงนัก แต่ยังมีพื้นที่เล็ก ๆ ให้พักใจ
สิ่งที่น่าสนใจคือ คอร์นด็อกไม่ได้พยายามยกระดับตัวเองให้หรูหรา มันยังคงเป็นอาหารริมทาง เป็นของกินเล่น เป็นสิ่งที่ถือไว้ในมือได้ง่าย และกินได้โดยไม่ต้องรักษาภาพลักษณ์มากนัก แต่ในความเรียบง่ายนั้นเอง มันกลับมีพลังทางอารมณ์สูงมาก
เพราะอาหารบางอย่างไม่ได้มีค่าเพราะราคา แต่มีค่าเพราะความทรงจำที่ติดอยู่กับมัน
สำหรับบางคน คอร์นด็อกอาจเป็นเพียงของทอดเสียบไม้ แต่สำหรับตัวละครใน Start-Up มันอาจเป็นภาพของบ้าน ความรักของคุณย่า หรือช่วงชีวิตที่แม้ไม่ได้มั่งคั่ง แต่ก็ไม่ได้ว่างเปล่า อาหารจานนี้จึงบอกเราว่า ชนชั้นไม่ได้ถูกเล่าผ่านความขาดแคลนเพียงอย่างเดียว แต่มันถูกเล่าผ่านสิ่งที่ผู้คนยังพอมีอยู่ด้วย
ความอบอุ่นความสัมพันธ์ความทรงจำและมือของใครบางคนที่ยังยื่นอาหารให้เรา
เมื่อคอร์นด็อกยืนอยู่หน้ากระจก
ใน Start-Up ความหมายของคอร์นด็อกยิ่งชัดขึ้น เมื่อมันถูกวางอยู่ท่ามกลางโลกของความฝัน เทคโนโลยี การแข่งขัน และการเลื่อนสถานะทางสังคม
โลกของ Start-Up ดูเหมือนโลกที่เปิดโอกาสให้ทุกคนวิ่งไปข้างหน้าได้ หากมีไอเดีย มีความสามารถ และมีความพยายามมากพอ แต่ซีรีส์ก็ทำให้เราเห็นว่า ในสนามแข่งขันเดียวกัน ผู้เล่นไม่ได้เริ่มต้นจากเส้นเดียวกันเสมอไป บางคนมีทุน มีเครือข่าย มีภาษา และมีความมั่นใจ ส่วนบางคนมีเพียงความฝันกับอาหารง่าย ๆ ที่ช่วยประคองใจ คอร์นด็อกหน้าร้านรถเข็นจึงไม่ใช่ภาพของความล้าหลัง แต่เป็นภาพของจุดเริ่มต้น เป็นอาหารของคนที่ยังยืนอยู่ข้างนอกอาคารสวย ๆ แต่ยังไม่ยอมถอยออกจากความฝันของตนเอง
ในอีกด้านหนึ่ง พื้นที่หรูหราอย่างคาเฟ่ ร้านอาหาร หรือห้องประชุมกระจกใสในโลกธุรกิจ กลับทำให้เราเห็นความเย็นชาอีกแบบหนึ่ง พื้นที่เหล่านั้นอาจเต็มไปด้วยแสงสะอาด โต๊ะสวย และแก้วกาแฟราคาแพง แต่ไม่ได้รับประกันว่าคนที่อยู่ข้างในจะรู้สึกอบอุ่นกว่าเสมอไป
เมื่อคอร์นด็อกหน้าร้านรถเข็นถูกวางเทียบกับพื้นที่หรูหราเหล่านี้ ความหมายของมันจึงคมขึ้น มันไม่ได้บอกเพียงว่า “นี่คืออาหารของคนธรรมดา” แต่มันบอกว่า ความธรรมดาเองก็มีคุณค่า มีความทรงจำ และมีพลังพอจะยึดโยงชีวิตของตัวละครไว้ในวันที่โลกภายนอกพยายามวัดค่าทุกอย่างด้วยความสำเร็จ
อาหารจานเดียวกัน คนละความหมาย
สิ่งที่จาปากูรีและคอร์นด็อกสอนเรา คือ อาหารหนึ่งจานไม่ได้มีความหมายเดียว อาหารธรรมดาอาจกลายเป็นเครื่องหมายของความฟุ่มเฟือย เมื่อถูกเติมวัตถุดิบราคาแพงลงไปอย่างไม่ลังเล ขณะเดียวกัน อาหารริมทางอาจกลายเป็นเครื่องหมายของความอบอุ่น เมื่อมันผูกอยู่กับความทรงจำและครอบครัว
ความหมายของอาหารจึงไม่ได้เกิดจากอาหารเพียงลำพัง แต่เกิดจากบริบทที่มันถูกวางอยู่ในเรื่องเล่า
จาปากูรีจะไม่ทรงพลังเท่านี้ หากไม่มีบ้านหรูของครอบครัวพัค ไม่มีคำสั่งเร่งด่วนจากคนที่มีอำนาจจ้างงาน และไม่มีเนื้อฮันวูที่ถูกใส่ลงไปในอาหารกึ่งสำเร็จรูปอย่างเป็นเรื่องปกติ คอร์นด็อกใน Start-Up ก็จะไม่อบอุ่นเท่านี้ หากไม่มีร้านรถเข็นของคุณย่า ไม่มีความทรงจำของตัวละคร และไม่มีโลกธุรกิจที่เย็นชาอยู่ฝั่งตรงข้าม
อาหารจึงทำงานเหมือนคำคำหนึ่งในประโยค ถึงแม้จะเป็นคำเดียวกัน หากแต่วางในประโยคต่างกัน ความหมายก็เปลี่ยนไป
รามยอนบนโต๊ะคนจน อาจหมายถึงความลำบาก รามยอนในมือคนรัก อาจหมายถึงความสนิท รามยอนที่เติมเนื้อฮันวู อาจหมายถึงความเหลื่อมล้ำ คอร์นด็อกริมทางอาจหมายถึงบ้าน และคอร์นด็อกในความทรงจำอาจหมายถึงคนที่เรากลับไปหาได้เสมอ ตรงนี้เองที่ทำให้การอ่านอาหารในสื่อสนุกขึ้น เพราะเราไม่ได้อ่านแค่เมนู แต่เราอ่านความสัมพันธ์ระหว่างเมนูกับชีวิตของตัวละคร
ใต้จานโปรด มีสังคมซ่อนอยู่
ในโลกของซีรีส์และภาพยนตร์ อาหารโปรดมักซ่อนอะไรไว้มากกว่ารสชาติ อาหารที่ตัวละครชอบ อาหารที่เขากินซ้ำ ๆ หรืออาหารที่เขาไม่กล้ากิน อาจบอกได้ว่าเขาเติบโตมาในโลกแบบไหน มีความทรงจำแบบใด และสังคมวางเขาไว้ตรงไหน
คนบางคนมีอาหารโปรดเพราะมีโอกาสเลือก แต่คนบางคนอาจคุ้นเคยกับอาหารบางอย่าง เพราะชีวิตบังคับให้ต้องกินสิ่งนั้นซ้ำ ๆ จนกลายเป็นความเคยชิน ความชอบจึงไม่ได้เป็นเรื่องส่วนตัวทั้งหมด แต่มันมีประวัติ มีครอบครัว มีชนชั้น และมีเงื่อนไขทางสังคมซ่อนอยู่ข้างหลัง
นี่คือจุดที่สัญญะกับมายาคติมาบรรจบกัน อาหารหนึ่งจานเริ่มจากสิ่งที่เรามองเห็น แต่ค่อย ๆ พาเราไปสู่ความหมายที่กว้างกว่าเดิม จนในที่สุด เราไม่ได้เห็นเพียงของกิน แต่เห็นโครงสร้างทางสังคมที่ทำให้คนแต่ละคนมีชีวิตไม่เหมือนกัน
จาปากูรีทำให้เราเห็นว่า ความเหลื่อมล้ำบางครั้งไม่ได้อยู่ไกลตัวเลย มันอาจอยู่ในชามบะหมี่ที่ถูกเติมเนื้อราคาแพงลงไป ส่วนคอร์นด็อกทำให้เราเห็นว่า อาหารธรรมดาสามารถกลายเป็นที่พักใจของคนที่กำลังวิ่งตามความฝันได้
สองเมนูนี้จึงต่างกันมาก แต่ทำงานคล้ายกันในฐานะสัญญะ มันไม่ได้เรียกร้องให้เรามองอาหารนานขึ้นเท่านั้น แต่มันชวนให้เรามองชีวิตที่อยู่ใต้จานนั้นให้ลึกขึ้นด้วย
จากสัญญะ สู่ชนชั้นบนโต๊ะอาหาร
เมื่อเริ่มอ่านอาหารในฐานะสัญญะ เราจะพบว่าโต๊ะอาหารในซีรีส์ไม่เคยเป็นเพียงพื้นที่กินข้าว แต่มันเป็นพื้นที่ที่ชีวิตของตัวละครถูกเปิดเผยอย่างเงียบ ๆ
ใครมีสิทธิเลือก
ใครต้องกินสิ่งที่มี
ใครสั่ง ใครทำ ใครเสิร์ฟ
ใครนั่งในบ้านหรู และใครยืนอยู่หน้าร้านรถเข็น
คำถามเหล่านี้ทำให้อาหารกลายเป็นแผนที่เล็ก ๆ ของสังคม
ในบทนี้ เราเริ่มเห็นแล้วว่า อาหารหนึ่งจานสามารถทำหน้าที่เป็นสัญญะได้อย่างไร จาปากูรีซ่อนความเหลื่อมล้ำไว้ใต้เส้นบะหมี่ ส่วนคอร์นด็อกซ่อนความทรงจำและต้นทุนชีวิตไว้ใต้แป้งทอดสีทอง
แต่เมื่ออาหารไม่ได้เป็นเพียงสัญญะ หากกลายเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ ต่อรอง และปีนข้ามชนชั้น เรื่องราวจะเข้มข้นขึ้นอีก เพราะอาหารบางจานไม่ได้บอกแค่ว่าตัวละครมาจากไหน แต่มันบอกว่าเขากำลังพยายามไปที่ใด
ในจานถัดไป ผู้เขียนจึงอยากชวนผู้อ่านเดินเข้าไปในร้านอาหารเล็ก ๆ ย่านอิแทวอน ร้านที่ซุปกิมจิเต้าหู้อ่อนไม่ได้มีเพียงรสเผ็ดร้อน
แต่ยังมีรสของความทะเยอทะยาน ความเจ็บปวด และการต่อสู้ของคนที่ไม่ยอมให้ชนชั้นเดิมกำหนดชีวิตของเขาตลอดไป
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
[1] ทรัพย์นิรันดร์, ต. (2569) การประกอบสร้างภาพลักษณ์ทางชนชั้นผ่านการสื่อสารเชิงวัฒนธรรมอาหารในซีรีส์เกาหลี [วิทยานิพนธ์นิเทศศาสตรดุษฎีบัณฑิต, มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา]
[2] Barthes, R. (1972) Mythologies (A. Lavers, Trans.). Hill and Wang. (Original work published 1957)
[3] Hall, S. (Ed.). (1997) Representation: Cultural representations and signifying practices. Sage Publications.
รายชื่อภาพยนตร์และซีรีส์ที่นำมากล่าวถึง
↪︎ Parasite (2019) CJ Entertainment
↪︎ Start-Up (2020) tvN

