ในยุคที่เทคโนโลยีหมุนไวและโลกเปลี่ยนแปลงไปทุกวินาที ผลงานศิลปะและการออกแบบสร้างสรรค์จะก้าวไปข้างหน้าอย่างไรให้ไม่ซ้ำใคร และสามารถตอบโจทย์โลกยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง?
ในบริบทปัจจุบันที่ปัจจัยด้านสังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันอย่างเหนียวแน่น ผศ.นภดล สังวาลเพ็ชร ได้จุดประกายความคิดว่า การทำงานวิจัยและการออกแบบสร้างสรรค์ยุคใหม่จำเป็นต้อง "ทลายกำแพงศาสตร์เฉพาะทาง" เพื่อเปิดพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ มุมมอง และวิธีคิดจากหลากหลายสาขา การผสมผสานที่ไร้ขีดจำกัดนี้จะช่วยสร้างมุมมองใหม่ในการพัฒนาผลงาน ทั้งในแง่ของแนวคิด เนื้อหา และการนำไปใช้ประโยชน์ ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่ใช่แค่ความแปลกใหม่ แต่เป็นผลงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดดเด่นท่ามกลางยุคสมัยที่ผลิตภัณฑ์หรือบริการในท้องตลาดมีความคล้ายคลึงกัน และที่สำคัญคือสามารถตอบสนองความท้าทายของสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ชุบชีวิตภูมิปัญญาด้วยนวัตกรรม เชื่อมโยงอดีตสู่อนาคต
ความเฉียบคมในแนวคิดสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจน เมื่อนำมาประยุกต์ใช้กับศาสตร์ด้านศิลปกรรมศาสตร์ ผศ.นภดล มองว่าการออกแบบสร้างสรรค์ที่ดีในยุคนี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของความสวยงามทางตา แต่ต้องเป็นผลงานที่มี "เรื่องราว" (Storytelling) มีคุณค่าทางวัฒนธรรม และสะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชนและบริบทพื้นที่ได้อย่างลึกซึ้ง
ที่กล่าวมาคือ กลไกสำคัญในการเชื่อมโยงระหว่าง "การอนุรักษ์" และ "ความร่วมสมัย" เข้าด้วยกัน ผ่านกระบวนการวิจัยที่หยิบยกเอาทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาเขย่ารวมกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ ตัวอย่างที่เห็นภาพได้ชัดเจนคือ การออกแบบผลิตภัณฑ์จากวัสดุท้องถิ่น การพัฒนาสิ่งทอและแฟชั่นร่วมสมัยจากวัสดุธรรมชาติ หรือการใช้สื่อดิจิทัลเข้ามาช่วยถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรม แนวทางเหล่านี้นอกจากจะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์แล้ว ยังช่วยให้มรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าสามารถปรับตัวและเติบโตในโลกยุคใหม่ได้อย่างยั่งยืน
อีกหนึ่งคุณค่าที่จับต้องได้จากการบูรณาการข้ามศาสตร์คือ การเกิดขึ้นของ "องค์ความรู้ใหม่" ในวงการศิลปะและการออกแบบ เมื่อนักวิจัยจากหลากหลายสาขาหันมาจับมือร่วมกัน ย่อมนำไปสู่การตั้งคำถามใหม่ๆ วิธีการศึกษาใหม่ๆ และกระบวนการสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ โดยสามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนานวัตกรรมวัสดุ ผลิตภัณฑ์ต้นแบบ หรือโมเดลการพัฒนาชุมชนที่ตอบโจทย์ความต้องการของสังคมในพื้นที่นั้นๆ ได้อย่างแท้จริง
ในขณะเดียวกัน แนวคิดการทำงานเชิงรุกของนักวิจัยยังช่วยส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายความร่วมมืออันแข็งแกร่งอย่างไร้รอยต่อ ระหว่างนักวิจัย ศิลปิน นักออกแบบ ชุมชน ผู้ประกอบการ ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ซึ่งเครือข่ายนี้เองที่เป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญในการขับเคลื่อนงานวิจัยให้ใช้ประโยชน์ได้จริงในภาคสังคมและอุตสาหกรรม

