ก้าวทีละก้าว... สู่ปลายทางแห่งความยุติธรรม
"ช้าก็มีดีของช้า เร็วก็มีดีของเร็ว ความสำเร็จที่ดูเหมือนเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แท้จริงแล้วล้วนเกิดจากการสะสมอย่างช้า ๆ มาเป็นเวลานาน"
ในแต่ละวัน มีผู้คนมากมายก้าวขึ้นบันไดศาลยุติธรรม บางคนมาเพื่อทวงสิทธิของตนเอง บางคนมาเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ และอีกหลายคนเดินเข้ามาพร้อมความหวังว่า "ความยุติธรรม" จะเป็นคำตอบสุดท้ายของปัญหาชีวิต
สำหรับ นายอรรถพล ชมพัฒนา หรือ “บอล” ผู้พิพากษาศาลยุติธรรม ศิษย์เก่าสาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ภาพของผู้คนที่เดินเข้าสู่ศาลทำให้เขาตระหนักอยู่เสมอว่า ทุกคดีไม่ได้เป็นเพียงตัวบทกฎหมาย หากแต่คือชีวิต ความหวัง และอนาคตของผู้คนที่ฝากไว้กับกระบวนการยุติธรรม นั่นจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาภาคภูมิใจในวิชาชีพนี้
ในวันที่คนคนหนึ่งตัดสินใจเดินขึ้นศาล แปลว่าเขาเจอปัญหาที่แก้เองไม่ได้แล้ว ศาลคือที่พึ่งสุดท้ายของเขา หน้าที่ของผู้พิพากษาไม่ใช่เพียงการลงโทษผู้กระทำผิด แต่คือการสร้างความมั่นใจให้สังคมว่า คนที่ทำถูกจะได้รับการคุ้มครอง และคนที่ถูกรังแกจะได้รับความยุติธรรม
คำพูดสั้น ๆ นี้ สะท้อนตัวตนของผู้พิพากษาหนุ่มได้ชัดเจนกว่าประวัติหรือรางวัลใด ๆ
จุดเริ่มต้น... จากวันที่เกือบไม่มีโอกาสเรียนต่อ
หากมองเพียงตำแหน่งหน้าที่ในวันนี้ หลายคนอาจคิดว่าเส้นทางของอรรถพลเต็มไปด้วยความราบรื่น แต่แท้จริงแล้ว ชีวิตของเขาเริ่มต้นจากช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เขายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ในช่วงมัธยมปลายเขาไม่ใช่นักเรียนที่เรียนโดดเด่น อีกทั้งครอบครัวยังประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก จนเกือบไม่มีโอกาสได้ศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย
และเหตุการณ์ครั้งนั้นเองที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต ...
เมื่อเห็นว่าลูกชายตั้งใจอยากเรียนต่อ คุณพ่อจึงตัดสินใจนำบ้านไปจำนองเพื่อนำเงินมาเป็นค่าเล่าเรียน การเสียสละของครอบครัวทำให้เด็กหนุ่มที่เคยละเลยการเรียนเริ่มเข้าใจว่า "การศึกษา" คือโอกาสที่มีคุณค่ามากเพียงใด และหากได้รับโอกาสแล้ว ก็ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้โอกาสนั้นสูญเปล่า
แม้ในเวลานั้นจะยังไม่แน่ใจว่าจะเลือกเรียนคณะอะไร แต่เมื่อย้อนกลับไปทบทวนสิ่งที่ตัวเองถนัด เขาพบว่าเคยทำคะแนนสอบในส่วนของเนื้อหากฎหมาย (ในวิชาสังคมศึกษา) ได้ดีที่สุดในห้องตั้งแต่สมัยมัธยมศึกษาปีที่ 4 ความสนใจเล็ก ๆ จึงเริ่มก่อตัวขึ้น
กระทั่งวันหนึ่ง ระหว่างนั่งรถเมล์ผ่านมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทากับคุณพ่อ เขาสังเกตเห็นมหาวิทยาลัยแห่งนี้และเริ่มค้นหาข้อมูลจนพบว่ามีการเปิดสอนสาขานิติศาสตร์ จึงตัดสินใจสมัครเข้าศึกษา เมื่อมองย้อนกลับไป เขามักพูดติดตลกว่า
หากวันนั้นรถเมล์ไม่ได้ผ่านหน้ามหาวิทยาลัย ชีวิตของเขาอาจเปลี่ยนไปอีกแบบหนึ่ง”
บางครั้ง "โอกาส" ก็เริ่มต้นจากเหตุการณ์ธรรมดาเพียงเสี้ยววินาที...
สวนสุนันทา... พื้นที่ที่ทำให้เด็กธรรมดาค้นพบศักยภาพของตัวเอง
ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยไม่ได้มีเพียงการอ่านตำรา อรรถพลใช้ชีวิตนักศึกษาไม่ต่างจากเพื่อน ๆ มีทั้งการเรียน การทำกิจกรรม การท่องเที่ยว และการใช้เวลาร่วมกับเพื่อนฝูง เพราะเชื่อว่าการเรียนรู้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในห้องเรียน แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ เขาเริ่มมีเป้าหมาย มีวินัย และรู้จักรับผิดชอบต่อโอกาสที่ได้รับ
ผลลัพธ์ของความพยายามตลอด 4 ปี คือการสำเร็จการศึกษาพร้อม เกียรตินิยมอันดับ 1 ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า คนที่เคยคิดว่าตัวเองเรียนไม่เก่ง ก็สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้หากไม่หยุดพัฒนา แม้จะเรียนจบด้วยผลการเรียนยอดเยี่ยม แต่ในเวลานั้นเขายังไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าจะต้องเป็นผู้พิพากษา เขาเพียงรู้ว่าอยากทำงานในสายกฎหมาย และเปิดโอกาสให้ตัวเองได้เรียนรู้จากทุกประสบการณ์
ค้นพบความฝัน... หลังรั้วมหาวิทยาลัย
หลังสำเร็จการศึกษา อรรถพลเริ่มทำงานที่กรมบังคับคดี ในตำแหน่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ซึ่งต้องวิเคราะห์ข้อเท็จจริงและให้ความเห็นทางกฎหมายเกี่ยวกับคดีล้มละลาย งานที่หลายคนมองว่าเป็นงานเอกสาร กลับทำให้เขาค้นพบความสุขในการคิด วิเคราะห์ และเชื่อมโยงข้อเท็จจริงเข้ากับตัวบทกฎหมาย
ต่อมาเมื่อได้เข้าทำงานเป็นนิติกรที่ศาลฎีกา เขาได้มีโอกาสใกล้ชิดกับผู้พิพากษาหลายท่าน ได้เห็นทั้งวิธีคิด การวางตัว และความละเอียดรอบคอบในการปฏิบัติหน้าที่ ประสบการณ์เหล่านั้นช่วยตอบคำถามที่ค้างคาอยู่ในใจได้ทันทีว่า... "นี่คือวิชาชีพที่เราอยากทำไปตลอดชีวิต"
ความล้มเหลว... ที่ไม่ใช่จุดสิ้นสุด
การสอบคัดเลือกเพื่อเป็นผู้พิพากษาไม่ใช่เรื่องง่าย ครั้งแรกเขาสอบไม่ผ่าน แต่แทนที่จะจมอยู่กับความผิดหวัง เขาเลือกที่จะยอมรับความจริง กลับไปทบทวนข้อบกพร่อง และเตรียมตัวใหม่อย่างจริงจัง ความพยายามในครั้งที่สองนำพาให้เขาสอบผ่าน และได้รับการบรรจุเป็นผู้พิพากษาในวัยเพียง 26 ปี
แม้อายุยังน้อย แต่เขาไม่เคยมองว่าตำแหน่งนี้คือความสำเร็จสูงสุด หากมองว่าเป็น "ความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม"
ความน่าเชื่อถือ... ไม่ได้วัดกันที่อายุ
ผู้พิพากษาวัย 26 ปี ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกตั้งคำถามจากสังคม แต่อรรถพลเชื่อว่า สิ่งที่ทำให้ผู้คนเชื่อมั่นไม่ใช่อายุ หากเป็นความรู้ ความรับผิดชอบ และการวางตัวที่เหมาะสม
เขาให้ความสำคัญกับการเรียนรู้จากผู้พิพากษาอาวุโส รับฟังคำแนะนำจากหัวหน้าคณะเมื่อต้องเผชิญกับคดีที่ซับซ้อน และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง สำหรับเขา การยอมรับว่าตัวเองยังต้องเรียนรู้ไม่ใช่จุดอ่อน แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตที่ยั่งยืน
เมื่อถามถึงแนวคิดในการใช้ชีวิต อรรถพลตอบด้วยประโยคที่เรียบง่าย
ช้าก็มีดีของช้า เร็วก็มีดีของเร็ว
งานบางอย่างต้องใช้เวลา ต้องคิดอย่างรอบคอบ แต่บางโอกาสหากมัวลังเลก็อาจสายเกินไป ชีวิตก็เช่นเดียวกัน การเห็นคนอื่นประสบความสำเร็จก่อนไม่ได้หมายความว่าเราล้มเหลว เพียงแต่จังหวะชีวิตของแต่ละคนแตกต่างกัน บางครั้ง ความสำเร็จที่ดูเหมือนเกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แท้จริงแล้วเกิดจากการสั่งสมความรู้ ประสบการณ์ และความพยายามอย่างเงียบเชียบมาเป็นเวลานาน
สำหรับนักศึกษาหรือคนรุ่นใหม่ที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองอยากทำอาชีพอะไร อรรถพลฝากข้อคิดไว้อย่างน่าสนใจว่า
แม้วันนี้เราจะยังไม่รู้ว่าอยากเป็นอะไร แต่ขอให้พาตัวเองไปอยู่ในจุดที่ทำให้เราเก่งขึ้น เพราะต่อให้สุดท้ายไม่ได้ประกอบอาชีพที่เคยฝันไว้ ความรู้และประสบการณ์ที่สะสมมา จะไม่มีวันสูญเปล่า
เรื่องราวของ อรรถพล ชมพัฒนา จึงไม่ใช่เพียงเรื่องเล่าของผู้พิพากษาหนุ่มผู้ประสบความสำเร็จในวัยเยาว์ หากแต่คือเรื่องราวของเด็กธรรมดาคนหนึ่งที่เคยเกือบหมดโอกาสเรียนต่อ ได้รับโอกาสจากความเสียสละของครอบครัว ใช้ความพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเอง และค่อย ๆ ก้าวเดินบนเส้นทางที่เลือกด้วยความอดทน

