ตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปี บนเส้นทางอาจารย์และนักวิจัย 'ดร.รัตนา ปานเรียนแสน' อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพและความงาม วิทยาลัยสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า คุณค่าที่แท้จริงของงานวิจัยช่างเรียบง่ายแต่ทรงพลังหัวใจสำคัญคือ "กระบวนการแก้ปัญหาที่ตอบโจทย์ และยกระดับคุณภาพชีวิตจริงของสังคม"
จุดเริ่มต้นในการทำวิจัยของ ดร.รัตนา เริ่มต้นจากความถนัดด้านวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ การศึกษาสารสกัดจากพืชสมุนไพรตามตำรับโบราณ แล้วนำมาพิสูจน์ผลลัพธ์ทางวิทยาศาสตร์ ทว่าเมื่อได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ที่มีปณิธานในการเป็น "มหาวิทยาลัยรับใช้ชุมชน" ทิศทางของการทำวิจัยจึงเปิดกว้างและเปลี่ยนผ่านไปสู่โจทย์ที่มีผู้ใช้ประโยชน์ (User) เป็นศูนย์กลาง
ด้วยเหตุนี้ กระบวนการสร้างงานวิจัยของ ดร.รัตนา จึงเน้นการประยุกต์ใช้องค์ความรู้ (Discipline) และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไปตอบโจทย์ภายนอกอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP สินค้าชุมชน เครื่องดื่ม และอาหาร ให้เข้าสู่มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) ตลอดจนการพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในจังหวัดต่างๆ เช่น เพชรบุรี สมุทรสงคราม และจันทบุรี ทำให้ทุกผลงานวิจัยไม่ได้หยุดอยู่แค่ในรายงาน แต่ถูกนำไปเปิดใช้งานจริงในพื้นที่ทันที
งานวิจัยที่เลือกทำ ไม่ใช่งานวิจัยที่คิดคอนเซ็ปต์ขึ้นมาเองลอยๆ แต่มาจากกลุ่มเป้าหมายเฉพาะที่เขาต้องการนำไปใช้จริงๆ
ผลงานตลอดสองทศวรรษ หนึ่งในผลงานชิ้นโบว์แดงระดับประเทศที่ ดร.รัตนา ภาคภูมิใจที่สุด คือ "การจัดทำมาตรฐานการท่องเที่ยวพักผ่อนระยะยาว (Long Stay)" ร่วมกับกรมการท่องเที่ยว เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2550 โดยทีมนักวิจัยของสวนสุนันทาได้ร่วมกันสร้างมาตรฐานขึ้นมาจากศูนย์ จนกลายเป็นกรอบมาตรฐานระดับชาติที่ถูกประกาศใช้จริงและยังคงใช้งานอยู่จนถึงปัจจุบัน นอกเหนือจากนั้นยังได้นำองค์ความรู้ไปต่อยอดร่วมจัดทำมาตรฐานสถานประกอบการสปาเพื่อสุขภาพ ร่วมกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพอีกด้วย
เบื้องหลังการคว้าโครงการวิจัยมูลค่าเฉลี่ย 1.5 - 2 ล้านบาทต่อปีอย่างต่อเนื่อง
ไม่ได้มาจากการยื่นข้อเสนอขายงานในรูปแบบเดิมๆ
แต่มาจากการใช้วิธี "การขายงานแบบไม่ได้ขาย
ดร.รัตนา อธิบายว่า การเริ่มต้นมักมาจากการได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรหรือที่ปรึกษาในพื้นที่ เมื่อได้ลงไปสัมผัส ชุมชนและหน่วยงานราชการจะเข้ามาพูดคุยพร้อมกับปัญหาที่เกิดขึ้นจริง เมื่อรวบรวมปัญหาเหล่านั้นได้ จึงนำมาพัฒนาเป็นโจทย์วิจัยที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างตรงจุด ทำให้เกิดการจ้างงานวิจัยอย่างต่อเนื่องเพราะผลงานทำได้ดีจนลูกค้าเกิดความประทับใจ
AI กับงานวิจัย เมื่อมนุษย์ต้องเป็น "ผู้คุมม้า"
ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกวงการ ดร.รัตนา ในฐานะนักวิจัยประสบการณ์สูง มองเห็นเป็นทั้งโอกาสและสิ่งที่ต้องระมัดระวัง
AI ช่วยร่นระยะเวลาในการประมวลผล การจัดสรรความคิด และการเคลียร์งานเอกสารได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้มีเวลาเหลือไปคิดดีไซน์งานใหม่ๆ อย่างไรก็ตาม หากนักวิจัยรุ่นใหม่ยังไม่มีฐานความรู้ (Core Knowledge) ที่แน่นพอ ก็อาจโดน AI หลอก หรือหลงทิศทางได้ง่าย
AI เป็นเพียงเครื่องมือทรงพลัง แต่ "องค์ความรู้ที่แท้จริง" และ "วิจารณญาณของมนุษย์" ยังคงเป็นผู้ควบคุมทิศทางของงานวิจัยเสมอ ดังคำสะท้อนเพื่อเปรียบเทียบนี้
การใช้ AI เปรียบเหมือนการขี่ม้า เราต้องเป็นคนคุมม้าให้ได้ ไม่งั้นม้าจะพาเราเข้าป่าเข้าดง
คาถาปลดล็อกสำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ “C-A-N”
สำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ที่กำลังเผชิญทางตัน หรือรู้สึกว่างานวิจัยเป็นเรื่องยากและไกลตัว ดร.รัตนา ได้มอบหลักคิด 3 อักษรจำง่าย เพื่อเป็นแนวทางในการก้าวผ่านอุปสรรค นั่นคือ “C-A-N”
C – Comprehension (ความเข้มข้นในเนื้อหา) ต้องมีความรู้ที่แน่นและลึกซึ้งในศาสตร์ของตนเองเป็นพื้นฐานก่อน เพื่อให้รู้จริงในสิ่งที่ทำ
A – Apply (การประยุกต์ใช้) ต้องมีความยืดหยุ่นในการนำความรู้ไปปรับใช้กับโจทย์ที่หลากหลาย และพร้อมที่จะผสมผสานองค์ความรู้ร่วมกับศาสตร์อื่นๆ
N – Network (การสร้างเครือข่าย) ต้องก้าวออกจากห้องเรียนไปปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก เพราะโจทย์วิจัยที่มีคุณค่า มักซ่อนอยู่ในปัญหาจริงของเครือข่ายและชุมชน

