ในโลกที่ทุกคนต่างวิ่งวุ่นกับการสร้างผลงาน การอยู่เฉยๆ โดยไม่ทำอะไรเลยกลับกลายเป็นเรื่องที่ชวนให้รู้สึกผิดอย่างน่าประหลาด?
เราถูกปลูกฝังให้เชื่อมาตลอดว่า "ความสุขและ Success" ต้องแลกมาด้วยความยุ่งตลอดเวลา จนสมองของเราติดหล่มอยู่กับความเครียดและการไล่ตามเป้าหมาย
แบบไม่หยุดพัก แต่จะเกิดอะไรขึ้น… หาก “ศิลปะแห่งการไม่ทำอะไรเลย” ที่ดูเหมือนจะเรียบง่ายที่สุด กลับกลายเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูจิตใจที่เรามองข้ามไป
แมตต์ เลอบลังก์ (Matt LeBlanc) นักแสดงผู้รับบท โจอี้ ทริบเบียนี (Joey Tribbiani) ในซีรีส์สุดฮิตเรื่อง Friends เคยกล่าวไว้ในการให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ว่า
สิ่งที่ผมชอบทำที่สุดในโลก…แบบว่าชอบที่สุดในโลกจริงๆ…คือการไม่ทำอะไรเลยครับ ผมเชี่ยวชาญเรื่องนี้มาก!
เพราะมันง่ายสุดๆ แถมไม่มีกฎเกณฑ์อะไรเลย วันนี้คุณจะทำอะไรเหรอ?
ผมจะบอกให้ ไม่ทำอะไรเลยไง! โคตรจะเรียบง่าย
หากเราต้องลงคะแนนเสียงให้กับ “การไม่ทำอะไรเลย” สงสัยเหลือเกินว่าจะมีพวกเราสักกี่คนที่บอกว่ามันเป็นสิ่งที่ชอบทำที่สุด หรือแม้กระทั่งยินดีที่จะลองทำดู คาดว่าคงมีไม่มากนัก ส่วนการเล่นโยคะ การนั่งสมาธิ หรือการเดินและการวิ่งนั้นไม่นับ เพราะกิจกรรมเหล่านั้นยังถือเป็นการทำบางสิ่งบางอย่างอยู่
แนวคิดสุดโต่งของเลอบลังก์เกี่ยวกับการ “ไม่ทำอะไรเลย” นั้นหมายถึงการไม่ทำอะไรเลยจริงๆ มันอาจเป็นอะไรก็ได้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานหรือกิจกรรมทางกายภาพ เช่น การนั่งเงียบๆ อยู่ที่บ้านหรือที่ไหนสักแห่งโดยมีเพียงความคิดของเราที่คอยอยู่เป็นเพื่อน การเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง การนอนลงเฉยๆ แล้วปล่อยให้จิตใจเลื่อนลอย หรือการนั่งมองเกลียวคลื่นที่ซัดเข้าและออกจากฝั่ง
แต่การทดลองที่ดีมากอย่างหนึ่งคือ การตั้งเวลาเพื่อดูว่าเราสามารถอยู่ห่างจากโทรศัพท์มือถือได้นานแค่ไหน
เพราะการอยู่ห่างจากอุปกรณ์ที่คอยรบกวนในชีวิตที่ติดเทคโนโลยีของเรานั้น
ก็ถือเป็นวิธีสำคัญวิธีหนึ่งในการไม่ทำอะไรเลยเช่นกัน
ในทางกลับกัน การไม่ทำอะไรเลยอาจเป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำได้ยากที่สุด เพราะเราคุ้นเคยกับวัฒนธรรมที่ให้คุณค่ากับการลงมือทำและความเป็นผลผลิตอยู่ตลอดเวลา สมองของเรามักถูกฝึกให้คอยแต่จะยุ่งและเครียดเพื่อไขว่คว้าเป้าหมาย จากมุมมองนั้น ไอเดียของการไม่ทำอะไรเลย หรือการปล่อยให้ตัวเองว่างงานอย่างที่เราอาจจะมอง จึงอาจทำให้รู้สึกกระวนกระวาย แม้ว่ามันจะให้โอกาสเราได้ผ่อนคลาย ชาร์จพลังให้ตัวเอง และกลับมาพร้อมกับพลังงานที่มากขึ้นก็ตาม
ไม่มีข้อสงสัยเลยว่าการไม่ทำอะไรเลยนั้นมีประโยชน์ต่อจิตใจและอารมณ์มากมาย และนี่คือประโยชน์บางส่วน
- ช่วยลดความเครียด ส่งผลให้รู้สึกสงบและผ่อนคลายมากขึ้น
- เพิ่มความชัดเจนทางจิตใจและการโฟกัส
- ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ นำไปสู่ไอเดียและมุมมองใหม่ๆ
- พัฒนาการตัดสินใจ โดยเฉพาะเรื่องลำดับความสำคัญในชีวิต
- กระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทั้งในบ้านและที่อื่นๆ
- เพิ่มความตระหนักรู้ในตนเอง (Self-awareness)
- ช่วยให้เราช้าลง ได้ทบทวนความคิดและความรู้สึกของตัวเอง และดื่มด่ำกับช่วงเวลาปัจจุบัน
- ช่วยให้เราผ่อนคลาย นอนหลับได้ดีขึ้น และช่วยให้อารมณ์โดยรวมดีขึ้น

