ในโลกแห่งศิลปะการแสดง การเปลี่ยนผ่านบทประพันธ์จากสื่อภาพยนตร์บนหน้าจอสตรีมมิ่ง มาสู่การถ่ายทอดสดบนละครเวทีนั้น
ไม่ใช่เพียงแค่การคัดลอกเรื่องราว แต่คือการตีความ สร้างสรรค์ และบูรณาการศาสตร์แห่งการละครเข้ากับความเป็นผู้ประกอบการยุคใหม่
หัวใจสำคัญของผลงานศิลปนิพนธ์เรื่อง "Women and the Corpse 7 ชะนี กับคดีฆาตกรรม"
ร่วมเจาะลึกเบื้องหลังงานสร้างผ่านมุมมองของสองผู้ขับเคลื่อนหลักเบื้องหลังเวที ‘บูม - ธีระชาติ ชูเมือง’ ผู้อำนวยการผลิต
และ ‘แฟร์ - ธีระวุฒิ แซ่เบ๊’ ผู้กำกับเวที ที่มาร่วมแบ่งปันเรื่องราวความท้าทาย และพลังแห่งความหวังของ "เด็กละคร"
เบื้องหลังฉากอันวิจิตรและบทบาทอันเข้มข้น คือการทำงานร่วมกันของทีมงานนักศึกษาทั้งหมด 16 ชีวิต
แฟร์ - ธีระวุฒิ ในฐานะผู้กำกับเวที ได้เปิดเผยถึงความท้าทายสำคัญว่า แม้ทุกคนจะสังกัดในคณะเดียวกัน แต่ตลอดระยะเวลาการศึกษาที่ผ่านมา สมาชิกแต่ละคนแยกย้ายกันไปทำโปรดักชันคนละเรื่อง ทำให้การรวมตัวทำโครงการศิลปนิพนธ์ครั้งนี้เปรียบเสมือนการทำงานร่วมกันเป็นครั้งแรก
ทุกคนมีเนเจอร์และรูปแบบการทำงานเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน หน้าที่ของผู้กำกับเวทีคือการคุมภาพรวมทั้งหมดเพื่อให้โปรดักชันเดินหน้าไปสู่เป้าหมายในแต่ละวัน
เราต้องบริหารจัดการทั้งเรื่องกระบวนการทำงานและวินัยของนักแสดง ปรับจูนความเข้าใจเพื่อให้คน 16 คนเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกันให้ได้
นอกจากนี้ ในมิติของการบริหารจัดการโปรดักชัน บูม - ธีระชาติ ผู้อำนวยการผลิต ได้เข้ามารับบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านความเป็นผู้ประกอบการสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารงบประมาณ การจัดสรรทรัพยากร การประสานงานขอทุนสนับสนุนจากองค์กรภายนอก (Sponsors) ตลอดจนการได้รับแรงใจและการสนับสนุนจากรุ่นพี่ในสายวิชาชีพ สะท้อนให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้วิชาความรู้ในห้องเรียนมาปฏิบัติจริงอย่างเป็นระบบ
สิ่งที่สะท้อนออกมาอย่างเด่นชัดจากบทสัมภาษณ์ของทั้งบูมและแฟร์ คือความรักและความผูกพันต่อสายวิชาชีพการละครอย่างลึกซึ้ง ทั้งสองคนเชื่อมั่นตรงกันว่า การเรียนละครไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ในรั้วมหาวิทยาลัย หรือจบลงเมื่อได้รับปริญญา
เราเป็นเด็กละคร ต่อให้เรียนจบไปแล้ว ไปทำงานในสายอาชีพอื่นที่ต่างออกไป แต่สุดท้ายผมเชื่อว่าทุกคนก็ยังมีไฟและพร้อมที่จะกลับมาทำละครเสมอ
ต่อให้เราไปทำอาชีพอื่น แต่ถ้ามีโอกาส เราก็ยังอยากกลับมาทำละคร เพราะความเป็นเด็กละครคือสิ่งที่อยู่ในชีวิตเราและไม่มีวันหายไป
Women and the Corpse
เล่าเรื่องราวสืบสวนสอบสวนซ่อนเงื่อน ณ คฤหาสน์หรูในเมืองชนบท ประเทศอิตาลี ช่วงปี ค.ศ. 1950 ท่ามกลางบรรยากาศเทศกาลคริสต์มาสและพายุหิมะโหมกระหน่ำที่ตัดขาดทุกคนจากโลกภายนอก เรื่องราวปะทุขึ้นเมื่อ ‘มาร์เชลโล’ ชายหนุ่มเจ้าของบ้าน ผู้เป็นศูนย์กลางความสัมพันธ์ทั้งในฐานะสามี พ่อ และเจ้านาย เกิดล่วงรู้ความลับที่ซ่อนอยู่ของผู้หญิงทั้ง 7 คนในบ้าน นำไปสู่โศกนาฏกรรมเมื่อเขาถูกแทงเสียชีวิตอย่างเป็นปริศนาภายในห้องนอน ท่ามกลางยุคสมัยที่สังคมตกอยู่ภายใต้โครงสร้างอำนาจแบบชายเป็นใหญ่ หญิงสาวทั้ง 7 คนที่มีบุคลิกและความซับซ้อนแตกต่างกันจึงตกเป็นผู้ต้องสงสัยในทันที พวกเธอต้องเผชิญหน้าเพื่อสืบหาความจริงว่าใครคือฆาตกร พร้อมทั้งคลี่คลายแรงจูงใจและความลับที่ต่างปกปิดไว้ นอกจากจะเป็นการไขปริศนาคดีฆาตกรรมแล้ว ยังสะท้อนถึงประเด็นการเรียกร้องสิทธิเสียงและความสัมพันธ์อันซับซ้อนของผู้หญิงในยุคนั้นได้อย่างแหลมคม

