บทที่ 3 เมนูแห่งความทะเยอทะยาน "ซุปกิมจิเต้าหู้อ่อนกับศึกชนชั้นใน Itaewon Class"
ยินดีต้อนรับสู่ "ทันบัม" (DanBam) คืนที่แสนหวาน...
หากคุณเคยดูซีรีส์ Itaewon Class (2020) คุณน่าจะจำความรู้สึกตอนที่ได้ยินประโยคต้อนรับลูกค้านี้ได้ดี ท่ามกลางแสงสีของย่านอิแทวอน ร้านอาหารเล็ก ๆ ของชายหนุ่มที่ชื่อ พัคแซรอย ไม่ได้ขายแค่อาหารและเครื่องดื่ม แต่มันกำลังขาย "ความหวัง" และ "การต่อสู้" ของคนตัวเล็ก ๆ ที่พยายามงัดข้อกับระบบทุนนิยมผูกขาด
ในสองบทที่ผ่านมา เราเรียนรู้กันไปแล้วว่า อาหารบนหน้าจอไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสร้างบรรยากาศหรือกระตุ้นความหิวเท่านั้น หากยังเป็นสื่อกลางที่พาวัฒนธรรม วิถีชีวิต และความหมายทางสังคมเดินทางไปถึงผู้ชมได้อย่างแนบเนียน [5] เมื่อมองต่อผ่านแว่นของสัญญะ เราจะเห็นว่าอาหารยังสามารถบ่งบอกชนชั้นและทุนทางสังคมได้ด้วย คราวนี้ ผู้เขียนจึงอยากชวนผู้อ่านเดินเข้าไปในครัวที่ร้อนระอุขึ้นอีกนิด เพื่อดูว่าผู้สร้างซีรีส์เกาหลีมีวิธีเปลี่ยนอาหารธรรมดาให้กลายเป็น “อาวุธ” ในการปีนป่ายข้ามกำแพงชนชั้นได้อย่างไร [1]
บนโต๊ะของร้านเล็ก ๆ ชื่อ “ทันบัม” มีอาหารหลายจาน แต่หนึ่งในเมนูที่น่าสนใจที่สุดคือ “ซุปกิมจิเต้าหู้อ่อน” เมนูที่ดูเรียบง่าย เผ็ดร้อน และไม่ได้หรูหราอะไรนัก ทว่าเมื่อเข้าไปอยู่ในเรื่องเล่าของ Itaewon Class ซุปชามนี้กลับไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นอาหารของร้าน หากกลายเป็นรสชาติของความทะเยอทะยาน ความเจ็บปวด และการต่อสู้ทางชนชั้น
ในโลกของ Itaewon Class อาหารไม่ใช่แค่ของกิน อาหารคือสนามรบ
ฝั่งหนึ่งคือ "ชางกา" (Jangga) อาณาจักรยักษ์ใหญ่ด้านอาหารระดับประเทศ ไม่ได้ขายเพียงรสชาติ แต่ขายอำนาจ ทุน เครือข่าย ตัวแทนของชนชั้นนำ ทุนนิยมผูกขาด และอำนาจที่ไร้ความปรานี อาหารของชางกาเน้นที่ความหรูหรา ธุรกิจ และผลกำไร ส่วนอีกฝั่งคือ "ทันบัม" (DanBam) ร้านโพจังมาชา (เต็นท์สตรีทฟู้ดที่ขยับขยายมาเป็นร้านตึกแถว) ของพัคแซรอย คนหนุ่มที่เริ่มต้นจากแทบไม่มีอะไร นอกจากความเชื่อในความถูกต้องและความดื้อรั้นที่จะไม่ก้มหัวให้ผู้มีอำนาจ ตัวแทนของชนชั้นแรงงาน คนชายขอบ (อดีตนักโทษ, คนข้ามเพศ, เด็กกำพร้า) ที่ใช้อาหารเป็นเครื่องมือในการพิสูจน์คุณค่าความเป็นมนุษย์ [5] ซุปกิมจิเต้าหู้อ่อนจึงไม่ใช่เมนูธรรมดา มันคือจานเล็ก ๆ ที่วางอยู่กลางศึกใหญ่ระหว่างคนตัวเล็กกับระบบทุนที่ใหญ่กว่าเขามาก
ซุปชามเล็กในร้านเล็ก
ซุปกิมจิเต้าหู้อ่อนเป็นอาหารที่มีภาพจำชัดเจน ความร้อนจากหม้อ สีแดงของน้ำซุป กลิ่นกิมจิที่ผ่านการหมัก รสเผ็ด เปรี้ยว เค็ม และความนุ่มของเต้าหู้อ่อน ทำให้มันเป็นอาหารที่ทั้งเรียบง่ายและมีพลังในเวลาเดียวกัน
ในระดับแรก ซุปชามนี้คืออาหารเกาหลีที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ ไม่ใช่อาหารของภัตตาคารหรู ไม่ใช่อาหารที่ต้องมีพิธีรีตองมากมาย และไม่ใช่เมนูที่ใช้ประกาศฐานะอย่างตรงไปตรงมา แต่เมื่อถูกวางไว้ในร้านทันบัม มันกลับเริ่มทำงานมากกว่านั้น มันกลายเป็นอาหารของคนที่กำลังเริ่มต้นใหม่
ทันบัมไม่ได้เป็นร้านใหญ่ ไม่มีประวัติอันยาวนาน ไม่มีทุนหนุนหลังแบบชางกา และไม่ได้มีความได้เปรียบจากระบบธุรกิจเดิม สิ่งที่ร้านมีคือกลุ่มคนที่ต่างก็มีบาดแผลของตัวเอง แต่เลือกมานั่งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ทำงานร่วมกัน กินข้าวร่วมกัน และค่อย ๆ สร้างความหมายของคำว่า “พวกเรา” ขึ้นมาจากโต๊ะอาหารเล็ก ๆ
อาหารในซีรีส์ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสื่อสารชนชั้นผ่านชนิดของอาหารเท่านั้น แต่ยังทำงานร่วมกับพื้นที่ ตัวละคร การเล่าเรื่อง และบรรยากาศของฉาก เพื่อประกอบสร้างภาพลักษณ์ทางสังคมของตัวละคร [1] เมื่อมองจากกรอบนี้ ร้านทันบัมจึงไม่ใช่เพียงสถานที่ขายอาหาร แต่เป็นพื้นที่ที่อาหารช่วยสร้างอัตลักษณ์ของคนกลุ่มหนึ่งขึ้นมา
ซุปกิมจิเต้าหู้อ่อนบนโต๊ะทันบัมจึงมีความหมายมากกว่าความอร่อยมันบอกว่า คนกลุ่มนี้อาจไม่มีทุนมากนัก แต่มีเป้าหมายร่วมกันอาจไม่ได้เกิดมาพร้อมอำนาจ
แต่ยังมีแรงจะสร้างพื้นที่ของตัวเองอาจยังอยู่ข้างล่างของโครงสร้างสังคม แต่ไม่ได้ยอมรับว่าตนเองต้องอยู่ตรงนั้นตลอดไป
ทันบัม: ร้านอาหารที่กลายเป็นตัวตน
ร้านอาหารจำนวนมากในซีรีส์ทำหน้าที่เป็นฉากหลัง ตัวละครเดินเข้าไป กินอาหาร พูดคุย แล้วเรื่องก็เดินต่อ แต่ทันบัมต่างออกไป เพราะร้านนี้ไม่ได้เป็นเพียงฉากหลังของเรื่อง หากเป็นหัวใจของพล็อต เป็นที่รวมตัวของตัวละคร และเป็นภาพแทนของการต่อสู้ทางสังคม
ทันบัมเริ่มต้นจากความเล็ก ความไม่พร้อม และความเป็นคนนอกในสายตาของระบบธุรกิจอาหารขนาดใหญ่ แต่ความเล็กนี้เองทำให้ร้านมีความหมาย ทันบัมไม่ใช่ร้านที่เกิดจากทุนมหาศาล แต่เกิดจากแรงงาน ความดื้อ ความผิดหวัง และความปรารถนาที่จะพิสูจน์ว่า คนที่ถูกผลักออกไปนอกวงอำนาจก็สามารถสร้างโต๊ะของตนเองขึ้นมาได้ [4] ในแง่นี้ อาหารของทันบัมจึงไม่ได้ขายเพียงรสชาติ แต่ขายเรื่องเล่า ขายความจริงใจของคนทำ ขายความฝันของคนที่เริ่มจากศูนย์ และขายความเชื่อว่าพื้นที่เล็ก ๆ ก็สามารถกลายเป็นพื้นที่ของศักดิ์ศรีได้
ซุปกิมจิเต้าหู้อ่อนที่เป็นจานหลักของทันบัมชามนึงถูกหยิบยกมาไว้เปรียบเหมือนกับรสชาติแห่งแรงขับทางอารมณ์ ซึ่งเป็นสูตรลับที่พัคแซรอยได้รับการถ่ายทอดมาจากพ่อผู้ล่วงลับ รสชาติที่กลมกล่อมเผ็ดร้อนของมันจึงไม่ได้ทำหน้าที่แค่เรียกน้ำย่อยลูกค้า แต่เป็นตัวแทนของความรัก ความแค้น ความคิดถึง และความมุ่งมั่นที่จะโค่นล้มชางกา เมื่อประธานชางกา (ศัตรูตัวฉกาจ) ได้มาตักซุปชามนี้ชิมในร้านทันบัม ซุปชามธรรมดาจึงกลายเป็นเครื่องมือที่ชนชั้นล่างใช้ท้าทายชนชั้นสูงด้วย "ฝีมือ" ที่เงินก็ซื้อไม่ได้
นอกจากตัวเมนูแล้ว ปัจจัยสำคัญที่สร้างคุณค่าให้อาหารในซีรีส์คือรูปแบบการจัดวางอาหาร พฤติกรรมการบริโภค และภาษาภาพยนตร์ที่ช่วยทำให้อาหารดูมีความหมายมากกว่าวัตถุประกอบฉาก [1]
ในฉากที่พัคแซรอยทำอาหาร กล้องมักจะเลือกใช้ มุมภาพใกล้มาก (Extreme Close-Up Shot) เพื่อจดจ่อไปที่วัตถุดิบ รอยมีดที่หั่นผัก และหยาดเหงื่อของคนทำ การถ่ายภาพแบบนี้ช่วยขับเน้น "ความจริงใจ" และ "ความประณีต" ของชนชั้นแรงงาน ที่แม้จะไม่มีทุนทรัพย์มหาศาล แต่พวกเขามีความซื่อสัตย์ต่อสิ่งที่ทำ
ซุปกิมจิเต้าหู้อ่อนจึงกลายเป็นเมนูที่สะท้อนตัวตนของร้านอย่างเงียบ ๆ มันไม่ได้สวยงามแบบอาหารบนโต๊ะหรู แต่มีความร้อน มีแรงปะทะ และมีรสชาติที่ไม่ยอมจืดจาง เหมือนเส้นทางของพัคแซรอยที่ไม่ได้เรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความเจ็บ ความอดทน และความตั้งใจจะยืนให้ได้ด้วยขาของตัวเอง
ถ้าอาหารใน บทที่ 2 คือสัญญะที่เราต้องถอดรหัส ใน บทที่ 3 อาหารเริ่มกลายเป็นอาวุธทางการเล่าเรื่อง
ชางกา: อาหารที่ถูกปรุงด้วยอำนาจ
หากทันบัมคือร้านเล็ก ๆ ที่มีรสของความพยายาม ชางกาก็คืออีกขั้วหนึ่งของโลกอาหารใน Itaewon Class ชางกาไม่ได้เป็นเพียงบริษัทอาหารใหญ่ แต่เป็นโครงสร้างอำนาจ เป็นทุน เป็นเครือข่าย และเป็นระบบที่สามารถกำหนดชีวิตของผู้คนรอบตัวได้ [4] อาหารในโลกของชางกาจึงไม่ได้มีความหมายแบบเดียวกับอาหารในทันบัม [2]
บนโต๊ะของชางกา อาหารมักไม่ใช่พื้นที่ของความอบอุ่น แต่เป็นพื้นที่ของการควบคุม สถานะ และการจัดลำดับว่าใครอยู่เหนือใคร อาหารระดับพรีเมียม ภาพลักษณ์ขององค์กร และโต๊ะอาหารที่ดูสมบูรณ์แบบ กลายเป็นเครื่องมือหนึ่งในการยืนยันว่า อำนาจไม่ได้อยู่ในรสชาติเท่านั้น แต่อยู่ในคนที่มีสิทธิกำหนดว่ารสชาติใดจะถูกยอมรับ
สิ่งที่น่าสนใจคือ ทั้งทันบัมและชางกาต่างก็อยู่ในธุรกิจอาหารเหมือนกัน แต่ความหมายของอาหารกลับต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทันบัมใช้อาหารเพื่อสร้างพื้นที่ของคนที่เคยไม่มีพื้นที่ ส่วนชางกาใช้อาหารเพื่อรักษาพื้นที่ของคนที่มีอำนาจอยู่แล้ว ทันบัมทำให้อาหารเป็นภาษาแห่งความหวัง ขณะที่ชางกาทำให้อาหารเป็นภาษาแห่งอำนาจ [2][4]
เมื่อประธานชางกาเข้ามาชิมอาหารของทันบัม ฉากนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการชิมรสชาติ หากเป็นการปะทะกันของสองโลก คนหนึ่งถืออำนาจของอาณาจักรอาหารขนาดใหญ่ อีกคนถือรสชาติของร้านเล็ก ๆ ที่ยังพยายามพิสูจน์ตนเอง ซุปในชามจึงกลายเป็นสิ่งที่มากกว่าเมนู มันกลายเป็นคำถามว่า “รสชาติของคนตัวเล็กจะมีสิทธิถูกยอมรับในโลกที่ทุนใหญ่ครอบครองอยู่หรือไม่”
รสชาติที่ต้องขึ้นเวที
อาหารใน Itaewon Class ไม่ได้อยู่เฉพาะหลังครัวหรือบนโต๊ะของลูกค้าเท่านั้น หลายครั้งมันถูกพาไปสู่พื้นที่แข่งขัน พื้นที่ที่รสชาติไม่ได้เป็นเรื่องส่วนตัวอีกต่อไป แต่กลายเป็นสิ่งที่ต้องถูกมอง ถูกตัดสิน และถูกยอมรับจากสายตาของสังคม เมื่ออาหารของทันบัมก้าวเข้าสู่เวทีการแข่งขัน มันจึงไม่ใช่เพียงการประกวดเมนู แต่เป็นการประกวดความชอบธรรมของคนกลุ่มหนึ่งที่พยายามบอกว่า “เราก็ทำได้”
สำหรับคนที่มีทุนสูง การได้รับการยอมรับอาจดูเหมือนเรื่องปกติ เพราะมีชื่อเสียง แบรนด์ และเครือข่ายคอยพยุงอยู่ข้างหลัง แต่สำหรับร้านเล็ก ๆ อย่างทันบัม
การได้รับการยอมรับแต่ละครั้งต้องแลกมาด้วยแรงงาน การเรียนรู้ ความผิดพลาด และการพิสูจน์ตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า อาหารจึงกลายเป็นใบผ่านทาง
ถ้ารสชาติได้รับการยอมรับ ร้านเล็ก ๆ ก็ขยับเข้าใกล้พื้นที่ที่เคยสงวนไว้ให้ผู้เล่นรายใหญ่ ถ้ารสชาติถูกปฏิเสธ ความฝันของคนทั้งร้านก็อาจถูกผลักกลับไปอยู่ที่เดิม ในแง่นี้ ซุปกิมจิเต้าหู้อ่อนและอาหารของทันบัมจึงไม่ได้เล่าเพียงความอร่อย แต่เล่าความเปราะบางของการเลื่อนสถานะทางสังคม
คนตัวเล็กไม่ได้แพ้เพราะทำอาหารไม่อร่อยเสมอไป
บางครั้งเขาแพ้เพราะไม่มีพื้นที่ให้คนอื่นได้ชิมด้วยซ้ำ
หกวิธีที่อาหารเล่าเรื่องชนชั้น
หากมอง Itaewon Class ผ่านกรอบจากวิจัย จะเห็นว่าอาหารในเรื่องนี้ทำงานหลายชั้นพร้อมกัน [1]
ชั้นแรก อาหารเป็นสัญลักษณ์ของชนชั้นและสถานะทางสังคม
ซุปของทันบัมเป็นอาหารที่เรียบง่าย เข้าถึงได้ และผูกกับคนตัวเล็ก ขณะที่อาหารในโลกของชางกาผูกกับทุน อำนาจ และภาพลักษณ์ขององค์กร
ชั้นที่สอง พื้นที่อาหารกลายเป็นศูนย์กลางของการเล่าเรื่อง
ร้านทันบัมไม่ใช่แค่ร้านอาหาร แต่เป็นที่รวมตัวของตัวละคร เป็นพื้นที่สร้างชุมชน และเป็นฐานที่มั่นของคนที่มีเป้าหมายร่วมกัน
ชั้นที่สาม อาหารเป็นภาษาของความสัมพันธ์
คนในทันบัมไม่ได้ผูกพันกันด้วยคำพูดสวยงามเท่านั้น แต่ผูกพันกันผ่านการทำงาน การกินร่วมกัน และการผ่านวันยาก ๆ บนโต๊ะเดียวกัน
ชั้นที่สี่ อาหารเล่าเรื่องชีวิตประจำวัน
เพราะก่อนที่ทันบัมจะกลายเป็นธุรกิจที่เติบโต ร้านนี้ต้องผ่านความเหนื่อย ความผิดพลาด การเรียนรู้ และการลงมือทำซ้ำ ๆ เหมือนชีวิตของคนธรรมดาที่ไม่มีทางลัดมากนัก
ชั้นที่ห้า อาหารเป็นแรงขับทางอารมณ์
เมื่อร้านถูกกดดัน เมื่อรสชาติถูกตัดสิน หรือเมื่อคนในทีมต้องพิสูจน์ตัวเอง อาหารไม่ได้อยู่เฉย ๆ แต่ผลักเรื่องให้เดินต่อไป
และชั้นสุดท้าย อาหารเชื่อมโยงกับโครงสร้างทางสังคม
เพราะการต่อสู้ระหว่างทันบัมกับชางกาไม่ใช่เพียงการแข่งขันของร้านอาหารสองร้าน แต่เป็นภาพจำลองของโลกที่ทุนใหญ่กดทับผู้เล่นรายเล็ก
และผู้เล่นรายเล็กต้องใช้ทั้งแรงงาน ความสามารถ และเครือข่ายมนุษย์เพื่อเปิดทางให้ตนเอง
ด้วยเหตุนี้ Itaewon Class จึงไม่ได้ทำให้อาหารดูน่ากินเท่านั้น มันทำให้อาหารกลายเป็นภาษาของชนชั้น และทำให้ซุปชามหนึ่งมีน้ำหนักพอจะเล่าเรื่องสังคมทั้งระบบ
เมนูแห่งความทะเยอทะยาน
คำว่า “ทะเยอทะยาน” มักถูกมองในเชิงลบ เหมือนเป็นความอยากได้อยากมีที่เกินตัว แต่ใน Itaewon Class ความทะเยอทะยานของพัคแซรอยไม่ได้เริ่มจากความโลภ หากเริ่มจากความรู้สึกว่า ชีวิตของคนคนหนึ่งไม่ควรถูกเหยียบย่ำเพียงเพราะเขาไม่มีอำนาจเท่าคนอื่น ซุปกิมจิเต้าหู้อ่อนในร้านทันบัมจึงเป็นเมนูแห่งความทะเยอทะยานในความหมายนี้ มันไม่ใช่ความทะเยอทะยานแบบอยากครอบครองทุกอย่าง แต่เป็นความทะเยอทะยานของคนที่อยากมีสิทธิยืนอยู่ในโลกอย่างเท่าเทียม อยากมีร้านของตัวเอง อยากมีทีมของตัวเอง และอยากพิสูจน์ว่าอาหารจากร้านเล็ก ๆ ก็มีคุณค่าพอจะถูกจดจำ
ความเผ็ดร้อนของซุปจึงคล้ายความดื้อของตัวละคร ยิ่งถูกกด ยิ่งไม่ยอมจืดยิ่งถูกมองข้าม ยิ่งต้องทำให้คนหันมาชิมยิ่งถูกบอกว่าไม่มีทางชนะ ยิ่งต้องปรุงรสชาติของตัวเองให้ชัดขึ้น อาหารจานนี้จึงไม่ได้ปลอบโยนอย่างอ่อนหวาน แต่มันปลุกให้ลุกขึ้นสู้
ในบทก่อนหน้า เราเห็นว่าอาหารสามารถเป็นสัญญะของชนชั้นได้อย่างไร แต่ใน Itaewon Class อาหารไม่ได้หยุดอยู่ที่การเป็นสัญญะ มันขยับไปไกลกว่านั้น กลายเป็นเครื่องมือในการต่อรองกับโลก เป็นหลักฐานของความพยายาม และเป็นพื้นที่ที่ตัวละครใช้ประกาศว่า เขาจะไม่ยอมให้ชนชั้นเดิมเขียนตอนจบของชีวิตให้
จากทันบัมสู่คำถามของเรา
เมื่อมองผ่านซุปกิมจิเต้าหู้อ่อนและร้านทันบัม เราอาจเห็นว่าอาหารในซีรีส์ไม่ได้มีไว้เพียงสร้างความสมจริง หรือทำให้ผู้ชมอยากลุกไปหาอะไรกินหลังดูจบเท่านั้น มันทำให้เราเห็นว่า ใครมีทุน ใครไม่มีทุน ใครมีโต๊ะพร้อมนั่ง และใครต้องสร้างโต๊ะของตัวเองขึ้นมาใหม่ ในโลกของชางกา โต๊ะอาหารอาจถูกจัดไว้แล้วด้วยอำนาจและระบบทุน แต่ในโลกของทันบัม โต๊ะอาหารต้องถูกสร้างขึ้นทีละวัน ด้วยมือของคนที่เคยไม่มีที่นั่งในโต๊ะใหญ่ของสังคม
นี่คือเหตุผลที่ซุปชามหนึ่งใน Itaewon Class จึงน่าจดจำ เพราะมันไม่ได้อร่อยอยู่ในเรื่องเล่าเท่านั้น มันมีรสของการดิ้นรน รสของการไม่ยอมแพ้ รสของความฝันที่ถูกเคี่ยวอยู่ในหม้อเดือด ๆ และรสของคนตัวเล็กที่อยากให้โลกยอมรับว่าเขาก็มีสิทธิปรุงชีวิตของตัวเอง
เมื่อจานนี้ถูกยกลงจากโต๊ะ คำถามต่อไปจึงไม่ใช่แค่ว่า อาหารจานใดเป็นของชนชั้นไหน แต่คือ พื้นที่แบบใดทำให้อาหารจานเดียวกันมีความหมายต่างกัน
เราเห็นแล้วว่าโต๊ะอาหารสามารถกลายเป็นสมรภูมิรบที่ดุเดือดได้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง อาหารก็เป็น “กาว” ชั้นดีที่ช่วยประสานรอยร้าวของผู้คนได้เช่นกัน ในจานถัดไป ผู้เขียนจะพาผู้อ่านหลีกหนีจากความวุ่นวายในเมืองหลวง ไปเปิดโต๊ะอาหารรับลมทะเล เพื่อดูว่าอาหารจะทลายกำแพงระหว่างผู้คน และทำหน้าที่เป็น “ภาษาของความสัมพันธ์และทุนทางสังคม” ได้อย่างไร!
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
[1] ทรัพย์นิรันดร์, ต. (2569). การประกอบสร้างภาพลักษณ์ทางชนชั้นผ่านการสื่อสารเชิงวัฒนธรรมอาหารในซีรีส์เกาหลี
[วิทยานิพนธ์นิเทศศาสตรดุษฎีบัณฑิต, มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา].
[2] Hall, S. (Ed.). (1997). Representation: Cultural representations and signifying practices. Sage Publications.
[3] Barthes, R. (1972). Mythologies (A. Lavers, Trans.). Hill and Wang.(Original work published 1957)
[4] Bourdieu, P. (1984). Distinction: A social critique of the judgement of taste (R. Nice, Trans.).
Harvard University Press. (Original work published 1979)
[5] ปิยพร อรุณเกรียงไกร. (2563). Food on screens: เสิร์ฟวัฒนธรรมอาหารผ่านภาพยนตร์และซีรีส์. Creative Thailand.
ซีรีส์ที่กล่าวถึง : Itaewon Class. (2020). JTBC.

