logo
ปาณิศา ศรีเรืองศักดิ์
7 กันยายน 2569

น่าเสียดายที่นาฬิกากำลังเดินไป

120 อ่าน
0 แชร์

เราเรียนรู้วิธีดูนาฬิกาตั้งแต่สมัยประถมศึกษา ก็คงเหมือนกับผู้คนส่วนใหญ่ ที่ใช้เวลาเพียงสั้นๆ ก็เข้าใจการทำงานของเข็มยาว เข็มสั้น และเข็มวินาที รวมถึงวิธีที่เข็มทั้งหมดทำงานร่วมกันเพื่อบอกเวลา

จนกระทั่งเติบโตขึ้น ถึงได้ตระหนักว่าการมองนาฬิกามีอะไรมากกว่าแค่การชำเลืองมองและบอกเวลาในชั่วพริบตา ในไม่ช้าก็พบว่า เวลาคือหนึ่งในสิ่งที่หลอกตาที่สุดในชีวิต บางช่วงเวลา เข็มวินาทียังคงเดินอย่างช้าๆ ราวกับใช้เวลาชั่วนาตาปีเพื่อหมุนรอบหน้าปัดให้ครบหนึ่งนาที

แต่พอรู้สึกตัวอีกที เรากลับสูญเสียไม่เพียงแค่นาทีหรือชั่วโมง แต่เป็นวันๆ และในเวลาไม่นาน เดือนและปีทั้งปีก็หลุดลอยไป แล้วเราก็ทำได้เพียงสงสัยว่า เวลาเหล่านั้นหายไปไหน

คำกล่าวที่ว่า "เวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน" อาจยังดูน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับสิ่งที่มนุษย์เราสัมผัสจริง

น่าเสียดายที่นาฬิกากำลังเดินไป ชั่วโมงเคลื่อนผ่านไป อดีตเพิ่มขึ้น อนาคตถดถอย โอกาสลดลง ความเสียใจทวีคูณ

— ฮารูกิ มูราคามิ นักเขียนชาวญี่ปุ่น กล่าวไว้ในนิยายเรื่อง Dance, Dance, Dance

เวลาทั้งโหดร้ายและไม่เคยปรานีผู้ใด แถมยังเย็นชา มันปฏิบัติต่อเราทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าเราจะเป็นใครหรือมาจากไหน ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ เวลาก็มุ่งหน้าต่อไป มันไม่เคยรอให้เราตัดสินใจ หรือเริ่มทำสิ่งที่เราหวังหรือวางแผนไว้

เราไม่สามารถชะลอเวลาให้ช้าลงหรือหมุนเวลากลับไปได้ เหมือนที่ซูเปอร์แมนทำเพื่อช่วยลอยส์ เลน ในภาพยนตร์คลาสสิกปี 1978 ของริชาร์ด ดอนเนอร์ แต่เราสามารถหยุดยั้งไม่ให้เวลาหลุดลอยไปจากกำมือได้ด้วยการมีสติรับรู้ว่ามันมีค่าเพียงใด เราเลือกที่จะลงมือทำในยามที่สำคัญได้ แทนที่จะคิดมากหรือผลัดวันประกันพรุ่ง ถ้ามีสิ่งใดต้องทำ มันก็ต้องทำตอนนี้ ไม่ใช่ไว้ทีหลัง หรือวันไหนสักวัน

ผมจะลงมือทำตามที่ผมคิดในตอนนี้ เพราะคนที่กล้าผลาญเวลาแม้เพียงหนึ่งชั่วโมง ย่อมเป็นคนที่ยังไม่ค้นพบคุณค่าของชีวิต

— ชาร์ลส์ ดาร์วิน จากหนังสือ The Life and Letters of Charles Darwin

ไม่ว่าจะอยู่ในบริบทใด นักธรรมชาติวิทยาและนักชีววิทยาชาวอังกฤษผู้มีชื่อเสียงท่านนี้ เข้าใจดีว่า การปล่อยให้เวลาสูญเปล่าก็คือการปล่อยให้ชีวิตสูญเปล่า เรามักเชื่อว่าเรายังมีเวลาอีกมาก เชื่อว่ายังมีวันพรุ่งนี้เสมอ แต่ความจริงก็คือ เราไม่ได้มีเวลาขนาดนั้น ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าช่วงเวลาที่สมบูรณ์แบบ มีเพียง "ตอนนี้" เท่านั้น และมันสามารถเลือนหายไปได้ในชั่วพริบตา

การผลาญเวลาไปอย่างไร้ค่า ทำให้เราพลาดโอกาสที่จะเติบโต สร้างสรรค์สิ่งใหม่และน่าตื่นเต้น สร้างความทรงจำ และดื่มด่ำกับสิ่งที่ชีวิตมอบให้

สรุปคือ เรามีสองทางเลือกตรงหน้า ไม่เราใช้เวลา เราก็ต้องสูญเสียมันไปตลอดกาล นาฬิกาไม่เคยรอเรา และไม่มีเหตุผลอะไรที่เราต้องรอเข็มนาฬิกา ในทางกลับกัน เราต้องพยายามเดินนำหน้ามันให้ได้

ทุกชั่วโมงที่ผ่านไป ทุกช่วงเวลาที่เราใช้ชีวิต กลายเป็นส่วนหนึ่งของอดีต หากเราไม่ลงมือทำในยามที่ควรทำ ไม่ทำสิ่งที่วางแผนไว้ ไม่ตัดสินใจในเรื่องที่ต้องตัดสินใจ หรือไม่เลือกในสิ่งที่ควรเลือก ทั้งหมดนั้นก็จบลงด้วยความว่างเปล่า เวลาที่เหลืออยู่ของเราลดน้อยลงเรื่อยๆ อนาคตของเราก็สั้นลง และเรามักจะไม่รู้ตัวจนกว่าจะสายเกินไป

งานวิจัยชี้ว่า คนส่วนใหญ่ไม่ชอบอยู่นิ่งๆ และจะหาอะไรทำเกือบทุกอย่างเพื่อไม่ให้ตัวเองว่าง การได้ทำอะไรสักอย่าง แม้จะไร้สาระเพียงใด มักรู้สึกดีกว่าการนั่งเฉยๆ แต่เมื่อสิ่งที่ทำขาดการโฟกัสหรือเป้าหมาย เราก็เสี่ยงที่จะเสียเวลาไปเปล่าๆ และละเลยสิ่งที่ต้องการความใส่ใจจากเราจริงๆ แล้วทำไมเราไม่มุ่งเน้นไปที่การใช้เวลาที่มีอยู่ให้คุ้มค่าจริงๆ? อย่างไรเสีย ทุกๆ วันก็คือโอกาสในการลงมือทำสิ่งที่มีความหมาย ไม่สำคัญว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องเล็ก ขอแค่นำพาให้วันนั้นรู้สึกว่าเป็นวันที่ใช้ชีวิตได้อย่างคุ้มค่าก็พอ

บางทีวิธีหนึ่งที่จะช่วยแตะเบรกอดีตและป้องกันไม่ให้อนาคตพุ่งเข้ามาหาเราเร็วเกินไป คือการทำสิ่งที่เป็นรูปธรรมให้สำเร็จลุล่วงในทุกๆ วันหรือทุกสัปดาห์ แล้วเช็กออกจากรายการสิ่งที่ต้องทำ (To do list) แน่นอนว่าเรื่องนี้ต้องใช้ความพยายามและความอดทนอย่างมหาศาล แต่มันเป็นสิ่งที่ทำได้จริง

ทุกความสำเร็จคือ ยากำลังใจชั้นดี เราต้องเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า มันจะทำให้เรามีความสุขและภาคภูมิใจมากแค่ไหนในท้ายที่สุด

เมื่อเราใช้ชีวิตผ่านพ้นไปและเติบโตขึ้น โอกาสต่างๆ ก็เริ่มเลือนหาย อาจเป็นเพราะเราไม่ยอมทำอะไรเลยแม้ว่ามันจะมาเคาะประตูถึงหน้าบ้าน หรือเพราะลังเลเนื่องจากขาดความมั่นใจ กลัวความเสี่ยง และกลัวความล้มเหลว หรือเพียงเพราะเราตัดสินใจผิดพลาด

เมื่อเราเปลี่ยนจากการมองสิ่งที่เราเคยมี ไปเป็นการมองสิ่งที่เราพลาดไป เราก็มักจะเหลือทิ้งไว้เพียงความเสียใจที่ทวีคูณขึ้นตามกาลเวลา ความเสียใจที่คอยขัดขวางไม่ให้เราอยู่กับปัจจุบัน และทำให้เราเฝ้ากังวลถึงอนาคต ซึ่งมีแต่จะทำให้วงจรแห่งการสูญเสียเวลาที่เราไม่มีวันได้คืนยืดยาวออกไปอีก แต่ไม่ว่าเราจะอายุเท่าไร โอกาสที่หลุดลอยไปไม่ได้หมายความว่าช่วงเวลาจะสูญสิ้นไปเสียทีเดียว หากเราตั้งใจ โดยการผลักดันตัวเองให้ทำในสิ่งที่ตั้งใจไว้ ในทันทีที่คิดได้ 

โดยมันอาจเป็นอะไรก็ได้ ทั้งการเขียนหนังสือที่ค้างไว้ให้ได้สักบทสองบท การเคลียร์งานให้เสร็จก่อนวันหยุดสุดสัปดาห์แม้กำหนดส่งจะเป็นวันอังคารหน้า การโทรหาพ่อแม่หรือเพื่อนที่ผลัดมานาน การปัดฝุ่นงานอดิเรกเก่าๆ ที่เคยทิ้งไว้ การจัดลิ้นชักอันรกเกะกะที่ถูกเมินมาหลายเดือน หรือการชวนเพื่อนๆ มาปาร์ตี้สนุกสนานด้วยกัน

การเอาชนะสิ่งใดก็ตามที่กักขังเราไว้ นั่นรวมถึงตัวเราเองด้วย แล้วลงมือทำมันทันที เราไม่จำเป็นต้องทำตัวเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ที่สุดของตัวเองทุกครั้งไป

เราจะรอไปอีกนานแค่ไหน ก่อนที่จะเรียกร้องสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ตัวเอง?

นี่คือคำเรียกร้องให้ลงมือทำที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง เหมือนกระตุ้นให้เราเลิกผลัดวันประกันพรุ่ง และเริ่มดึงศักยภาพสูงสุดของตัวเองออกมาใช้ชีวิต เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายที่วางไว้ พูดง่ายๆ คือ ไม่มีเวลาไหนหรอกที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับการเริ่มต้น ยิ่งเราผลาญเวลาไปมากเท่าไร เราก็ยิ่งเหลือเวลาน้อยลงเท่านั้น และกว่าเราจะตื่นขึ้นมารับรู้ความจริงข้อนี้ มันก็มักจะสายเกินไปที่จะทำทุกอย่างที่เราอยากทำเสียแล้ว

  • หากเราเลิกเฉื่อยชาแล้วลงมือทำในยามที่ควรทำ เราจะไม่เสียเวลาไปกับการรอสิ่งที่เรียกว่า “เวลาที่ใช่”
  • ช่วงเวลาปัจจุบัน คือ เวลาที่ดีที่สุดสำหรับการเริ่มต้นเสมอ ไม่ว่าสภาวะแวดล้อมของเราจะเป็นอย่างไร (ตราบใดที่มันยังพอจัดการได้)
  • การลงมือทำไม่ใช่เรื่องของการรอคอยเวลาที่สมบูรณ์แบบ แต่เป็นการปรับความคิด อารมณ์ และไอเดียให้สอดคล้องกับความตั้งใจ แล้วลงมือทำมันให้สำเร็จลุล่วง
  • เราเป็นเจ้าของเวลาของตัวเราเอง นั่นหมายความว่าเราคือผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวต่อวิธีที่เราใช้มัน และผลกระทบที่มันมีต่อชีวิตเรา

สุดท้ายและสำคัญอย่างยิ่ง เมื่อเราผลาญเวลาไป เรากำลังอ้าแขนรับความเครียดและความวิตกกังวลเข้ามาโดยไม่รู้ตัว เพราะเราเพิ่งมารู้สึกตัวว่าเวลาที่เปรียบเหมือนระเบิดเวลากำลังนับถอยหลัง ได้กลืนกินช่วงเวลาดีๆ ไปก้อนใหญ่ และพัดพาเอาโอกาสหายไปพร้อมกันด้วย

ความจริงอันเป็นสากลที่ว่า ผู้คนในวัยกลางคน มักจะนึกเสียใจที่ไม่ได้ทำสิ่งต่างๆ ให้มากพอในช่วงที่ยังมีเวลา และเมื่อพวกเขาเชื่อว่าตนเองผ่านพ้นช่วงวัยที่ดีที่สุดไปแล้ว พวกเขาก็รู้สึกว่าไม่มีเวลาเหลือพอที่จะไล่ตามสิ่งที่เคยใฝ่ฝันไว้อีกต่อไป

มันไม่มีคำว่าสายเกินไปที่จะเริ่มต้น ตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่ตรงนี้ เรายังมีเวลาและความสามารถที่จะทำสิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริง อนาคตอาจจะสั้นกว่าที่เราปรารถนา แต่มันไม่ได้มืดมนเลยสักนิด ขึ้นอยู่กับเราแล้วว่าจะจุดประกายให้มันสว่างไสวขึ้นมาอย่างไร

ปาณิศา ศรีเรืองศักดิ์

ผู้เขียนบทความ

ปาณิศา ศรีเรืองศักดิ์

คำค้นหา:เวลา, เป้าหมาย, คุณค่า, ชีวิต, โอกาส, นาฬิกา, เติบโต
แชร์เรื่องนี้: