logo
ผศ.อนันตชัย เอกะ
7 กันยายน 2569

วันวานที่ผันผ่าน

521 อ่าน
0 แชร์

นึกถึงเนินพระนางกลางใจสวน         ประสาทรักแนบใจรักปักใจชม
แสนอบอวลกลิ่นบุปผานานาสม       แสนรื่นรมย์ผูกใจเรา แก้วเจ้าจอม

ความร่มรื่นกับก้าวแรกในรั้วกำแพงแดง

สัมผัสแรกเมื่อผ่านรั้วกำแพงแดง คือบริเวณเนินพระนาง สถานที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ “สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี” พระองค์ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวสวนสุนันทา ร่มรื่นไปด้วยไม้ใหญ่จำนวนมากมายรวมถึง “ต้นแก้วเจ้าจอม” ต้นไม้ประจำสถาบัน ที่แผ่กิ่งก้านใบสีเขียวขจีคอยช่วยบดบังแสงแดดรำไร ผสานกับสายลมเอื่อยพัดโชยมาเป็นระลอก หอบเอาความสดชื่นและกลิ่นดินกลิ่นดอกปีบลอยฟุ้ง เสียงนกและเสียงกาเจ้าถิ่นร้องสลับกับเสียงใบไม้เสียดสีกันดังแผ่วเบาฟังแล้วรื่นรมย์เป็นที่ยิ่ง เงาไม้ทอดตัวลงบนผืนหญ้าหน้าอาคารครุศาสตร์หลังเดิม ราวกับพรมธรรมชาติที่เชิญชวนให้เดินทอดน่องยามแสงแดดอ่อนๆ ที่ลอดผ่านช่องว่างของใบไม้ลงมานับเป็นประกายดูงดงาม ละอองไอน้ำจากเครื่องรดน้ำอัตโนมัติรุ่นเก่าขนาดเล็กในสนาม ช่วยเพิ่มความฉ่ำเย็นและความผ่อนคลายรอบตัว สถานที่แห่งนี้จึงอบอวลไปด้วยความเงียบสงบที่ช่วยชุบชูใจให้ทุกผู้ทุกนาม

บริเวณริมน้ำใกล้ตึกศรีจุฑาภา ยังมีต้นไม้ที่ได้รับรางวัล (แต่รางวัลอะไรจำไม่ได้) ก็คือ “ต้นไกร” ที่เปรียบเสมือนหลังคาธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ที่คอยแผ่ปกคลุมและมอบความร่มเย็นให้แก่ผู้คนในอุทยานแห่งนี้มาอย่างยาวนาน ต้นไกรซึ่งเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่พุ่มหนา ยิ่งทำให้สวนสุนันทามีลักษณะเป็นสวนป่าที่ร่มรื่น นอกจากนี้ชาวสวนสุนันทายังสามารถพบความร่มรื่น ร่มเย็นได้อีกที่หนึ่ง คือ บริเวณรอบ “ศาลพระนางเดิม” (ปัจจุบันปรับปรุงเป็น “ศาลปราสาท”) อันเงียบสงบ ร่มรื่นด้วยเงาไม้ใหญ่ และมักมีเหล่านักศึกษา หรือ “ลูกพระนาง” แวะเวียนมาสรงน้ำ กราบไหว้ขอพร และถวายพวงมาลัยดอกไม้สดอยู่เสมอเพื่อความเป็นสิริมงคล

โน่นก็พี่ นี่ก็น้อง ในบ้านหลังนี้

บรรยากาศภายในสวนสุนันทาเมื่อ 30 กว่าปีก่อน สมาชิกทุกคนในสวนสุนันทาต้องไปเซ็นชื่อ ที่อาคารสำนักงานอธิการบดี (อาคาร 37 ในปัจจุบัน) ตอนเช้าๆ บริเวณนั้นจะเป็นจุดรวมของประชากรสวนสุนันทา ทักทาย (รวมถึงเม้าท์มอย ถามสารทุกข์สุกดิบ) กัน พี่จากคณะโน้น เพื่อนจากคณะนั้น น้องจากคณะนี้ ในยุคที่บุคลากรทั้งหมดยังไม่มากและไม่ได้มีความหลากหลายคณะเฉกเช่นในปัจจุบัน และใกล้ๆ บริเวณริมคลอง (นักศึกษาเรียกกันว่าคลองน้ำเด๊ะ - ไม่รู้แปลว่าอะไร) ก็จะมีร้านอาหารคุณหน่อยที่แสนอร่อย สะอาดและมีหลากหลายให้เลือกทุกวัน (ตอนนี้คุณหน่อยไปทำอาหารให้กับโรงเรียนสาธิต) เหล่าบรรดาพี่ เพื่อน น้อง ก็อาศัยเวลาก่อนเข้าสอนทุกเช้าในการอัปเดตชีวิต สัพเพเหระกันอย่างมีความสุข

ในส่วนคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ (อาคาร 12 ในขณะนั้น) ก็เต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเองตั้งแต่เช้าตรู่ (อาจารย์มากันแต่เช้าทุกวัน) "ทานอะไรมาหรือยัง” “ทานข้าวมั้ย” จากพี่ๆ ในคณะดังขึ้นพร้อมรอยยิ้ม ทุกคนในทีมต่างเรียกขานกันด้วยสรรพนามเครือญาติอย่างไร้ช่องว่างของตำแหน่ง ในห้องสำนักงานคณบดี จะมีขนมและผลไม้ที่แต่ละท่านสามารถแวะเวียนไปหยิบรับประทานเมื่อเข้าพบหรือมีธุระที่ห้องสำนักงาน ในยามที่มีปัญหาไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ พี่ๆ น้องๆ จะยื่นมือเข้ามาช่วยระดมสมองอย่างเต็มใจ เสียงหัวเราะสลับกับการแซวกันเล่นอย่างเอ็นดูช่วยละลายความเครียดจากปัญหาและการทำงานจนหมดสิ้น ที่นี่จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานที่ทำงาน แต่เป็นเหมือนบ้านหลังที่สองที่ปลอดภัยและสบายใจ บรรยากาศที่สดใสจากเสียงทักทายของพี่ ๆ น้อง ๆ "สวัสดีครับ" และ "สวัสดีค่ะ” ไม่ใช่แค่การทักทายตามมารยาท แต่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจและความอบอุ่น

รอยยิ้มทุกรอยยิ้มช่วยเติมพลังและละลายความเครียดที่พกมาจากบ้านจนหมดสิ้น เปลี่ยนเช้าวันจันทร์ที่แสนน่าเบื่อให้กลายเป็นวันที่น่าทำงาน ทำให้รู้สึกว่าเราไม่ได้เดินเข้าสู่โรงงานผลิตงาน แต่กำลังเดินกลับเข้ามาในบ้านหลังที่สองที่มีครอบครัวที่คอยซัพพอร์ตและพร้อมจะลุยงานไปด้วยกันในทุก ๆ วัน

ความน่าเอ็นดู(ว)ของวัยสะรุ่นยุค 90

ภาพสะท้อนทางกายภาพที่ชัดเจนที่สุดของนักศึกษาสวนสุนันทายุค 90 คือ ความประณีตในการแต่งกาย เครื่องแบบนักศึกษา ในยุคนั้นไม่ได้เป็นเพียงเสื้อผ้าสำหรับการมาเรียน แต่คือสิ่งที่แสดงถึงเกียรติและความภาคภูมิใจ นักศึกษาหญิงจะสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวนวลเนื้อผ้าดีที่รีดจนเรียบกริบ คู่กับกระโปรงยาวทิ้งตัวคลุมเข่า คาดเข็มขัดและติดเข็มกลัดตราสัญลักษณ์มหาวิทยาลัย สวมรองเท้าคัทชูหรือรองเท้ารัดสายที่สะอาดสะอ้าน นักศึกษาชายก็แต่งตัวสะอาดสะอ้าน เสื้อเชิ้ตขาว กางเกงสแล็คหรือยีนส์แบบสุภาพ รองเท้าผ้าใบ (คัทชูเวลามีงาน) ความเรียบง่ายที่ไร้การปรุงแต่งฉูดฉาดนี้ กลับเน้นบุคลิกภาพให้ดูสง่างาม น่ารัก น่ามอง และสะท้อนถึงกิริยามารยาทอันนอบน้อมตามสไตล์สวนสุนันทาได้อย่างไร้ที่ติ

ยิ่งไปกว่านั้น หัวใจสำคัญที่หล่อหลอมให้พวกเขามีเสน่ห์อย่างลึกซึ้ง คือ วัฒนธรรมความรักและความเคารพที่มีต่อครูอาจารย์ ในยุคที่เทคโนโลยียังไม่ได้เข้ามาคั่นกลางความสัมพันธ์ นักศึกษาและอาจารย์มีความผูกพันกันอย่างใกล้ชิดเสมือนครอบครัว ภาพของนักศึกษาที่รีบวิ่งเข้าไปช่วยอาจารย์หอบของ สัมภาระ การเดินค้อมตัวอย่างมีมารยาทเมื่อผ่านหน้าอาจารย์ หรือการนั่งพับเพียบพูดคุยรับคำปรึกษาด้วยรอยยิ้มและแววตาที่มุ่งมั่น สะท้อนถึงความกตัญญูและการให้เกียรติอย่างสูงสุด สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากกฎระเบียบที่บังคับ แต่หลั่งไหลมาจากความตระหนักในคุณค่าของความรู้และผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาอย่างแท้จริง

ในท้ายที่สุดแล้ว คาแรคเตอร์ของนักศึกษาสวนสุนันทายุค 90 จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของแฟชั่นหรือภาพลักษณ์ภายนอก แต่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตอันเรียบง่าย ทว่าเปี่ยมไปด้วยระเบียบวินัย ความอ่อนโยน และคุณธรรมในจิตใจ

แม้เวลาจะผ่านพ้นไปนานหลายทศวรรษและบริบทของสังคมจะแปรเปลี่ยนสู่ยุคดิจิทัล แต่เรื่องราวความน่าเอ็นดูและคุณค่าที่งดงามเหล่านั้น ยังคงเป็นต้นแบบและเป็นหน้าบันทึกอันทรงคุณค่าที่ทำให้ "สวนสุนันทา" งดงามในความทรงจำตลอดไป

พระพายโชยโปรยกลีบบุปผาแก้ว     เสนาะแพร้วเสียงดนตรีศรีประสาน
คุณพระจอมปิยะเจ้าโปรดประทาน    ให้สราญสุขสดชื่นคืนสุนัน

ผศ.อนันตชัย เอกะ

ผู้เขียนบทความ

ผศ.อนันตชัย เอกะ

คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์

คำค้นหา:สวนสุนันทา, ลูกพระนาง, ต้นแก้วเจ้าจอม, รั้วกำแพงแดง, มหาวิทยาลัย
แชร์เรื่องนี้: