logo
ผศ.ดร.ภูสิทธ์ ภูคำชะโนด
7 กันยายน 2569

จากหอคอยงาช้างสู่การพัฒนาสังคมเชิงประจักษ์

50 อ่าน
0 แชร์

เมื่อทฤษฎีในห้องแอร์เป็นตำราหน้าสุดท้ายที่ไม่อาจดับปัญหาให้ชาวบ้าน การก้าวลงจาก “หอคอยงาช้าง” จึงเริ่มต้นขึ้น นี่คือหัวใจและภารกิจแท้จริงของนักวิชาการราชภัฏ ก้าวออกนอกกรอบตำรา ให้เหล่าวิชาเป็นที่พึ่งพาสังคม เดินลงสู่ผืนดินเพื่อเรียนรู้ เคียงข้าง หลอมรวมองค์ความรู้นำความเชี่ยวชาญผสานกับรากแก้วแห่งภูมิปัญญาชาวบ้าน เพื่อเปลี่ยนทุกปัญหา หยาดเหงื่อ และทุนชีวิตของชุมชน ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมที่สัมผัสได้จริง

จากหอคอยงาช้าง สู่ห้องเรียนชุมชน เสียงสะท้อนของนักวิชาการผู้ไม่ยอมละทิ้งแผ่นดิน

ยุคสมัยที่เข็มทิศของอุดมศึกษาไทยถูกขับเคลื่อนด้วย “สมรภูมิการจัดอันดับ” ของมหาวิทยาลัย (University Rankings) ทั่วประเทศต่างโรมรันพันตูต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตายกันบนกระดาษและกระดานดิจิทัล แข่งขันด้วยจำนวนนักศึกษาและจำนวนผลงานวิจัย การอิงอ้างในฐานข้อมูลระดับสากล และการผลิตองค์ความรู้ที่เร็วที่สุด ง่ายที่สุด และคุ้มทุนที่สุด เพื่อให้ได้มาซึ่งตัวเลขเชิงประจักษ์ในระยะเวลาอันสั้น

ทว่า... ในฐานะอาจารย์คนหนึ่งที่มองดูปรากฏการณ์นี้ด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง ผมกลับพบความจริงที่ซ่อนอยู่หลังตัวเลขว่ามีทั้งปั้นและปั่นในการแข่งขันเหล่านั้น

วิกฤตเชิงโครงสร้าง เมื่อ "โจทย์ชุมชน" ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

การแก้ไขปัญหาให้ชุมชนท้องถิ่น ไม่ใช่เรื่องที่จะสำเร็จได้ในเชิงพาณิชย์หรือสามารถลัดขั้นตอนได้ ความเหลื่อมล้ำที่ซับซ้อน ปัญหาสังคมที่เรื้อรัง และความท้าทายในพื้นที่จริง ต้องอาศัย “เวลา” การบ่มเพาะ และการบูรณาการข้ามศาสตร์อย่างลึกซึ้ง จะใช้เพียงศาสตร์เดียวเดี่ยวๆ ไม่เคยเพียงพอสำหรับการเปลี่ยนแปลงในชีวิตผู้คน แต่ระบบประเมินวิชาการในปัจจุบันกลับไม่เคยรอใคร

เมื่อการทำวิจัยเพื่อชุมชนท้องถิ่นต้องใช้เวลานานจนผลงานบางครั้ง “หมดอายุ” ก่อนได้ตีพิมพ์ บางครั้งปีข้ามปี และเมื่ออาจารย์หลายท่านที่มีความรู้เฉพาะทางต้องโดดเดี่ยวไร้ทีมร่วมทำงานจากต่างศาสตร์วิชา ท้ายที่สุด แรงบีบจากโครงสร้างทั้งหมดได้ไล่ต้อนให้นักวิชาการจำเป็นต้องหันหลังให้กับความทุกข์ร้อนของชาวบ้าน แล้วก้าวกลับขึ้นไปซ่อนตัวอยู่บน “หอคอยงาช้างทางวิชาการ” ปล่อยให้ความรู้ผูกขาดอยู่แค่ในตำราและห้องเรียนสี่เหลี่ยม

มหาวิทยาลัยกลายเป็นเสมือนโรงงานผลิตบัณฑิต ผู้ส่งมอบความรู้ และให้ใบปริญญาการันตีคุณภาพ แล้วมองชุมชนเป็นเพียง “ผู้รับความรู้คนสุดท้าย” ที่ไร้เสียง ไร้ตัวตน และถูกแยกออกจากโลกความเป็นจริงที่น่าฉงน

ภาวะ “ใจออก” จากหอคอยงาช้าง ทางเลือกของนักวิชาการสายพัฒนาสังคม

ในขณะที่คนอื่นเลือกล้มเลิก แต่สำหรับผมและนักวิชาการสายพัฒนาสังคมแล้ว... ภาวะ “ใจออก” จากหอคอยงาช้าง คือโอกาสอันท้าทายที่สุดในชีวิตการเป็นครูบาอาจารย์

เราเลือกที่จะก้าวลงมาจากหอคอย และเปลี่ยน “พื้นที่วิจัยในชุมชน” ให้กลายเป็น “ห้องเรียนชุมชน” (Social Lab) ที่มีชีวิต ที่ซึ่งการเรียนการสอน การวิจัย และการบริการวิชาการ ไม่ใช่ 3 ภารกิจที่แยกส่วนกัน แต่คือ “3 ห่วงวิชาการ” ที่ถูกร้อยเรียงเป็นหนึ่งเดียว

เรายอมที่จะอดทนเฝ้ารอ... ยอมทุ่มเทเวลา แม้ว่าหนึ่งปีจะผลิตผลงานวิจัยออกมาได้เพียงชิ้นเดียว เพราะเป้าหมายสูงสุดของเราไม่ใช่แค่การได้ตีพิมพ์ลงกระดาษ แต่คือ “การเกิดการเปลี่ยนแปลงจริงในชีวิตของผู้คน”

สืบสานปณิธานราชภัฏ มุ่งสู่ "วิชาการรับใช้สังคม" (Scholarship of Engagement)

ในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏ คำปณิธานดั้งเดิมยังคงดังก้องอยู่ในใจเสมอมาว่า... “เราคือสถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ที่เสริมสร้างพลังปัญญาของแผ่นดิน เพื่อความเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืนของปวงชน”

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องปฏิวัติกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ สอดคล้องกับแนวคิด วิชาการรับใช้สังคม (Scholarship of Engagement) ของ Ernest Boyer เพื่อเปลี่ยนบทบาทของมหาวิทยาลัย จากสถาบันที่กักขังความรู้ไว้ภายในรั้ว ไปสู่การเป็น “พันธมิตรในการสร้างการเปลี่ยนแปลง” ร่วมกับชุมชนท้องถิ่นอย่างเท่าเทียม

เพราะวิชาการที่แท้จริง ต้องไม่ใช่วิชาการที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับความทุกข์ของสังคม แต่คือวิชาการที่พร้อมจะเปรอะโคลน คลุกฝุ่น ตากแดด ตากฝน และก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับประชาชน... เพื่อให้สมกับนาม “พลังปัญญาของแผ่นดิน” อย่างแท้จริง

จากตำราเรียนสู่กลไกขับเคลื่อนชุมชนเมืองบนฐานคิดการพัฒนาอยู่ที่ “คน”

การพัฒนาสังคมที่แท้จริงคือการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนบนฐานคิดทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์และตรวจสอบได้ และต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผลลัพธ์

นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นบนห้องเรียนบรรยายในรายวิชา “กระบวนทัศน์พัฒนาสังคมพื้นฐาน” แก่นความคิดสำคัญที่ผมเพียรสังเคราะห์และถ่ายทอดให้กับนักศึกษาสาขาวิชาการจัดการพัฒนาสังคมและวัฒนธรรม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เสมอมา คือ “ฐานคติการพัฒนาอยู่ที่คน” เพราะมนุษย์จะเติบโตได้อย่างมีคุณภาพ นำพาชีวิตให้ก้าวหน้าดีขึ้นอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องผ่านกระบวนการบ่มเพาะ ศึกษา ค้นคว้า และใช้กระบวนการวิจัยที่เป็นวิทยาศาสตร์ มีเหตุมีผล ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากความรู้เล็กๆ และหลากหลายไปสู่การสร้างปัญญาที่ยิ่งใหญ่ได้

แต่ทฤษฎีในห้องเรียนจะมีคุณค่าได้อย่างไร... หากไม่ได้ถูกนำไปทดสอบใน “โลกความเป็นจริง”

ไทม์ไลน์แห่งการถักทอ "3 ห่วงวิชาการ"

ในปี พ.ศ. 2552 หมุดหมายแรกของการย้ายห้องเรียนสี่เหลี่ยมไปสู่ “ห้องเรียนชุมชน” ได้เริ่มต้นขึ้น ครอบคลุมพื้นที่ 43 ชุมชนในเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร บทเรียนแรกที่เราถอดรหัสได้จากการลงพื้นที่จริงคือ “วิธีการเข้าถึงผู้นำ” ชุมชนเมืองจะขับเคลื่อนได้ดีที่สุดเมื่อเราเริ่มจับมือกับผู้นำเป็นสารตั้งต้น นำไปสู่การออกแบบโจทย์วิจัยร่วมกันระหว่าง คณะกรรมการชุมชน อาจารย์ และนักศึกษา เรียนรู้และปฏิบัติการจริงเคียงข้างกันตลอดระยะเวลา 1 ปีเต็ม

จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2556 การปักหมุดวิจัยเชิงพื้นที่ได้ยกระดับความเข้มข้นขึ้น ณ ชุมชนวัดประชาระบือธรรม และเริ่มขยายขอบเขตความรู้สู่ชุมชนวัดสวัสดิ์วารีสีมาราม พื้นที่ตัวอย่างที่มีโครงสร้างความสัมพันธ์แบบ “บวร” (บ้าน-วัด-โรงเรียน) อันแข็งแกร่ง และ ณ จุดนี้เองที่ “3 ห่วงวิชาการ” ถูกถักทอขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบเป็นครั้งแรก

การเรียนการสอนสร้างให้เกิดการบูรณาการนำนักศึกษาลงปฏิบัติการในห้องเรียนชุมชน (Social Lab) เชื่อมต่อด้วยงานวิจัยร่วมกับผู้นำชุมชนค้นหาสาเหตุของปัญหาที่แท้จริง (Root Cause) และสร้างโจทย์การพัฒนาขึ้นร่วมกัน พร้อมกับการบูรณาการศาสตร์ในการบริการวิชาการรับใช้สังคมเป็นการสร้างให้เกิดนวัตกรรมและกลไกแก้ปัญหาความยากจนในชุมชนเมืองขึ้น

ดอกผลจากการบูรณาการ 3 ห่วงวิชาการ นำไปสู่การจดบันทึกประวัติศาสตร์หน้าสำคัญ เมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2557 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ได้ร่วมกับชุมชนจัดตั้ง “ศูนย์การเรียนรู้ วิจัย บริการวิชาการและถ่ายทอดนวัตกรรมสู่การพัฒนาชุมชนเมือง” เพื่อเป็นศูนย์กลางการแก้ปัญหาชุมชนเมืองตัวอย่าง

พื้นที่แห่งนี้ไม่เพียงเป็นห้องเรียนที่มีชีวิตของนักศึกษาพัฒนาสังคม แต่ยังเป็นการบูรณาการข้ามศาสตร์ระหว่าง “ศาสตร์การพัฒนาสังคม” (คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์) และ “การแพทย์แผนไทยประยุกต์” (คณะสหเวชศาสตร์) เพื่อเปลี่ยนภูมิปัญญาท้องถิ่นให้กลายเป็นนวัตกรรมแก้ปัญหาความยากจนเชิงโครงสร้างของผู้สูงอายุที่มีพลังในการพัฒนาชุมชน

ในปี พ.ศ. 2558 เราได้น้อมนำ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาแปลงเป็นวิธีปฏิบัติจริงด้วยกระบวนการสร้าง “กลุ่มอาชีพผลิตยาหม่องพญาว่าน” ภายใต้แบรนด์ดุสิตระบือธรรมที่เกิดจากงานวิจัย สู่การส่งต่อพลังภูมิปัญญาผู้สูงวัย จนตกผลึกกลายเป็นองค์กรชุมชนที่พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ทั้ง 2 กลุ่ม ได้แก่ (1) กลุ่มอาชีพภัฏพัฒน์นวดกดจุดฝ่าเท้าและผ่อนคลาย และ (2) กลุ่มอาชีพภัฏพัฒน์ยาหม่อง (เจล) สมุนไพรและยาดมสมุนไพร

สิ่งที่น่าภาคภูมิใจที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด คือการที่เราสามารถดึงทุนมนุษย์ (Human Capital) ของผู้สูงอายุในชุมชนวัดประชาระบือธรรมอย่างประธานเล็ก (สิทธิชัย เลิศอนันต์), ป้าดม, ป้าเทียบ, และป้าอ๊อด ส่วนชุมชนวัดสวัสดิ์วารีสีมารามจะเป็นประธานหน่อย (นัยนา ยลจอหอ) ให้ก้าวขึ้นมาเป็น “วิทยากรภูมิปัญญา” และผู้ดูแลกลุ่มอาชีพร่วมกัน ยกระดับจากผู้สูงวัยที่อาจถูกมองว่าเป็นภาระของสังคม ให้กลายเป็น “ครูภูมิปัญญาผู้ทรงคุณค่า” ที่ร่วมถ่ายทอดความรู้เคียงข้างอาจารย์และนักศึกษาอย่างเท่าเทียม

ตลอดระยะเวลา 17 ปี จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ วันนั้น กลไก “3 ห่วงวิชาการ” ยังคงหมุนเวียนและทำงานเคียงข้างชุมชนอย่างไม่หยุดยั้ง  จนในวันนี้ได้เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อวิชาการผนึกกำลังกับหัวใจของคนในพื้นที่ จะสร้างความหวังที่ไม่ใช่แค่ความฝัน

แต่คือ “พลังชีวิต” ที่กำลังขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงสังคมให้เติบโตต่อไปอย่างยั่งยืน ไม่สิ้นสุด

ผศ.ดร.ภูสิทธ์ ภูคำชะโนด

ผู้เขียนบทความ

ผศ.ดร.ภูสิทธ์ ภูคำชะโนด

คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์

คำค้นหา:นักวิจัย, นักวิชาการ, วิจัย, ปัญหา, ยากจน, พัฒนาชุมชน, เศรษฐกิจพอเพียง, ภูมิปัญญา
แชร์เรื่องนี้: