ทุกเช้าที่ผมเดินเข้ามหาวิทยาลัย ในฐานะรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการสิ่งแรกที่ผมคิด ไม่ใช่ “วันนี้เราจะทำอะไรเพิ่ม” แต่คือ “สิ่งที่เราทำอยู่…กำลังทำให้ใครเก่งขึ้นจริงหรือเปล่า”
คำถามเหล่านี้ ไม่ได้เขียนอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ แต่เป็นคำถามที่ผมถามตัวเองแทบทุกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจเรื่องที่เกี่ยวกับงานวิชาการ งานหลักสูตร การสอน หรือเรื่องการพัฒนาอาจารย์และบุคลากร
ทุกเช้าที่ผมเดินเข้ามหาวิทยาลัย ในฐานะรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการสิ่งแรกที่ผมคิด
ไม่ใช่ “วันนี้เราจะทำอะไรเพิ่ม”
แต่คือ “สิ่งที่เราทำอยู่…กำลังทำให้ใครเก่งขึ้นจริงหรือเปล่า”
คำถามเหล่านี้ ไม่ได้เขียนอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ แต่เป็นคำถามที่ผมถามตัวเองแทบทุกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจเรื่องที่เกี่ยวกับงานวิชาการ งานหลักสูตร การสอน หรือเรื่องการพัฒนาอาจารย์และบุคลากร
- สิ่งที่เราทำ ทำให้คนเก่งขึ้นจริงไหม?
- สิ่งที่เราจัดให้เรียน ใช้ได้จริงในโลกภายนอกหรือไม่?
- ผู้เรียนของเรา ภูมิใจในตัวเองมากขึ้นหรือเปล่า?
- และที่สำคัญ การเรียนรู้ที่เราจัดขึ้น ทำให้ทุกคนรู้สึกว่ามีที่ยืน และ มีโอกาสเติบโตแล้วหรือยัง?
ถ้าคำตอบข้อใดข้อหนึ่งคือ ยัง! นั่นคือสัญญาณว่า เราต้องปรับ ต้องพัฒนา และบางครั้ง…ต้องปรับเปลี่ยน
การเป็นผู้นำการสร้างมืออาชีพ เริ่มจากการยอมรับว่า โลกเปลี่ยนเร็วกว่าหลักสูตรในอดีต หลักสูตรที่ดำเนินการตามรูปแบบเดิมมาอย่างต่อเนื่องอาจเคยตอบโจทย์ได้ดี แต่ในวันนี้หลักสูตรลักษณะนั้นอาจไม่สอดคล้องกับบริบทของโลกการทำงาน และความคุ้นเคยอาจกลายเป็นความล้าสมัยได้อย่างรวดเร็ว หากเราไม่ปรับให้ทัน
ผมเคยเห็นนักศึกษาที่เรียนดีมากในห้องเรียน แต่ลังเล ไม่มั่นใจ เมื่อก้าวออกไปสู่โลกการทำงานจริง ไม่ใช่เพราะเขาไม่เก่ง แต่เพราะระบบการเรียนรู้ของเรา ยังให้โอกาสฝึกประสบการณ์จริงที่ยังไม่มากพอ
นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของฝ่ายวิชาการ จากการถามว่า “สอนอะไรดี?” ไปสู่คำถามว่า “ผู้เรียนจะเอาสิ่งนี้ไปใช้ตรงไหน อย่างไร และเมื่อไหร่?”
เราจึงเริ่มขยับจากหลักสูตรที่เน้นการจัดเนื้อหาให้ครบ ไปสู่การออกแบบจากการตั้งคำถามว่า “ผู้เรียนเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว ควรเป็นอย่างไร ทำอะไรได้?” ผ่านหลักสูตรที่มุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ (Outcome-Based Education: OBE) โดยเชื่อมโยงกับการเรียนรู้จากการทำงานจริงในรูปแบบ WIL และ CWIE ซึ่งเปลี่ยนจากการเรียนรู้ในห้องเรียน ไปสู่การเรียนรู้จากสถานการณ์จริง โจทย์จริง และผู้เชี่ยวชาญตัวจริง
มืออาชีพ ไม่ได้เกิดจากการสอบผ่าน แต่เกิดจากการผ่านประสบการณ์ในสถานการณ์จริง ภายใต้โจทย์จริง
ผมยังจำภาพนักศึกษากลุ่มหนึ่งได้ชัด วันที่เขานำผลงานจากโครงการบูรณาการไปนำเสนอให้สถานประกอบการจริง (Capstone Project) แววตาที่เปลี่ยนจากความไม่มั่นใจเป็นความภูมิใจที่ได้ยินคำว่า งานนี้ ใช้ได้จริง!
นั่นคือช่วงเวลาที่ผมเชื่อมั่นมากขึ้นว่า การสร้างมืออาชีพ ไม่ได้เกิดจากเกรดเฉลี่ย แต่เกิดจากการได้ลองผิด ลองถูก ภายใต้ระบบที่มีคนคอยพยุง
ฝ่ายวิชาการของมหาวิทยาลัย คณะ/วิทยาลัย หรือหน่วยงานจัดการศึกษา จึงไม่ควรทำหน้าที่เพียงกำกับหลักสูตรแต่ต้องออกแบบ สภาพแวดล้อมของการเติบโต ให้ผู้เรียนได้ฝึกคิด ฝึกตัดสินใจ และรับผิดชอบต่อผลงานของตนเอง
ถ้าอยากสร้างมืออาชีพ มหาวิทยาลัยต้องเป็นมืออาชีพก่อน
อีกคำถามหนึ่งที่ผมถามตัวเองบ่อยมากคือ เรากำลังขอให้ผู้เรียนเป็นมืออาชีพ ในขณะที่ระบบของเราเป็นมืออาชีพพอแล้วหรือยัง ความเป็นมืออาชีพ ไม่ได้หมายถึงเฉพาะนักศึกษา แต่รวมถึงอาจารย์ที่ออกแบบการเรียนรู้ด้วยความเข้าใจโลกจริงบุคลากรที่ทำงานอย่างเป็นระบบ โปร่งใส และพร้อมสนับสนุน ผู้บริหารที่ตัดสินใจบนข้อมูล หลักการ และผลกระทบระยะยาว เมื่อทั้งองค์กรขยับไปในทิศทางเดียวกัน ผู้เรียนจะซึมซับความเป็นมืออาชีพ โดยไม่ต้องสอนเป็นคำพูด
ถ้าความรู้มีอยู่ทุกที่ มหาวิทยาลัยต้องทำหน้าที่อะไร
ในโลกปัจจุบัน ความรู้ไม่ได้อยู่เฉพาะในห้องเรียนหรือในตำราอีกต่อไป ผู้คนเรียนรู้จากการทำงาน จากประสบการณ์ชีวิต และจากสถานการณ์จริงรอบตัว คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า มหาวิทยาลัยจะสอนอะไรเพิ่ม แต่คือ มหาวิทยาลัยควรทำหน้าที่อะไร ในโลกที่ใคร ๆ ก็เข้าถึงความรู้ได้
คำตอบของคำถามนี้ ไม่ได้อยู่ที่การถ่ายทอดเนื้อหาให้มากขึ้น แต่คือการออกแบบพื้นที่การเรียนรู้ที่ช่วยให้ผู้คน เปลี่ยนความรู้ที่มีอยู่ให้กลายเป็นความสามารถที่ใช้ได้จริง
"บทบาทของมหาวิทยาลัยจึงไม่ควรหยุดอยู่แค่การผลิตบัณฑิตตามหลักสูตรปริญญา แต่ต้องก้าวไปสู่การเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เรียนรู้ ทดลอง และพัฒนาตนเอง ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา บุคลากร ผู้ทำงาน หรือประชาชนทั่วไปในก้าวย่างชีวิตและบริบทที่แตกต่างกัน"
หลักสูตรระยะสั้น การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น และการยอมรับคุณค่าของประสบการณ์จริง จึงอาจไม่ใช่ทางเลือกจะทำหรือไม่ทำ แต่ต้องทำ หลักสูตรระยะสั้นเป็นกลไกสำคัญของมหาวิทยาลัยในยุคใหม่ กลไกที่ช่วยให้ผู้คนสามารถต่อยอดทักษะ พัฒนาสมรรถนะและก้าวไปสู่ความเป็นมืออาชีพได้ โดยไม่ถูกจำกัด ด้วยวุฒิการศึกษา อายุ หรือเส้นทางชีวิตที่ผ่านมา
เพราะในโลกที่เปลี่ยนเร็ว หน้าที่ของมหาวิทยาลัยไม่ใช่การผูกขาดความรู้ แต่คือการเปิดโอกาสให้ความเป็นมืออาชีพเกิดขึ้นได้กับทุกคน อย่างเท่าเทียมและมีความหมายแก่ตนเอง
บทส่งท้าย
ผมเชื่อว่า มหาวิทยาลัยจะเป็นผู้นำการสร้างมืออาชีพได้ ไม่ใช่เพราะเราพูดคำนี้ได้ไพเราะ แต่เพราะเรากล้าถามตัวเองซ้ำ ๆ ว่า สิ่งที่เราทำวันนี้ ยังตอบโลกของวันพรุ่งนี้อยู่หรือไม่
นักศึกษาหรือบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาเดินออกจากมหาวิทยาลัยของเรา กำลัง รอด หรือ เติบโต
และเรากำลังสร้างระบบที่เปิดโอกาสให้คนธรรมดากลายเป็นมืออาชีพที่สังคมต้องการได้จริงหรือเปล่า
"ถ้าวันใดที่คำถามเหล่านี้ยังอยู่กับเรา
วันนั้น มหาวิทยาลัยก็ยังเดินไปในทิศทางของ
ผู้นำการสร้างมืออาชีพ ได้อย่างแท้จริง"

