อะไรทำให้นักบริหารที่ทำงานในวงการโลจิสติกส์มานานหลายปี ตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางชีวิตในวัย 50 มาเป็นอาจารย์?
เรื่องราวและแนวคิดของ ดร.นฤมล ศรีบุญเรือง กับยุทธศาสตร์เชื่อมโลกการเรียนเข้ากับโลกการทำงานจริง พร้อมบทเรียนสำคัญที่จะทำให้เราเข้าใจว่า
ทำไมยิ่งเทคโนโลยีอย่าง AI ก้าวไปไกลเท่าไร 'ความเป็นมนุษย์' ถึงยิ่งมีความหมายมากขึ้นเท่านั้น
ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย ดร.นฤมล ผ่านการทำงานในองค์กรภาคเอกชนทั้งระดับประเทศและระดับนานาชาติ รับผิดชอบงานบริหารจัดการครบวงจร ตั้งแต่การจัดซื้อ การผลิต การบริหารคลังสินค้า การขนส่ง การนำเข้าและส่งออก ไปจนถึงการบริหารจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนในระดับบริหาร
ประสบการณ์ยาวนานทำให้ ดร.นฤมล ตระหนักว่า ควรให้ความสำคัญกับการบริหาร “ทรัพยากรมนุษย์” ในฐานะกุญแจสู่ความสำเร็จขององค์กร
จุดเปลี่ยนเข้าสู่เส้นทางวิชาการในวัย 50 ปี จากการเติบโตในตำแหน่งบริหารเปิดโอกาสให้ท่านได้สอนและพัฒนาทีมงานอย่างต่อเนื่อง จนได้รับการสนับสนุนให้เป็นวิทยากรแบ่งปันความรู้แก่บริษัทในเครือ สถานศึกษา และองค์กรภายนอก การได้ซึมซับบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ พร้อมทั้งเห็นความตั้งใจและการมีส่วนร่วมของผู้ฟัง จึงกลายเป็นความสุขและความภาคภูมิใจที่ผลักดันให้ท่านตัดสินใจก้าวสู่เส้นทางวิชาการอย่างเต็มตัว
งานด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนเป็นศาสตร์ที่เชื่อมโยงทุกกระบวนการขององค์กร ตั้งแต่การวางแผน การจัดหาวัตถุดิบ การผลิต การจัดเก็บ การขนส่ง จนถึงการส่งมอบสินค้าและบริการ ความซับซ้อนนี้ทำให้ผู้ปฏิบัติงานต้องอาศัยการวิเคราะห์ การตัดสินใจอย่างเป็นระบบ ความรับผิดชอบ และการทำงานเป็นทีม
เมื่อย้ายบทบาทมาเป็นอาจารย์ วิทยากร นักพัฒนาหลักสูตร และที่ปรึกษา ดร.นฤมล พบว่า สิ่งสำคัญที่สุดของการจัดการศึกษาคือ การปิดช่องว่างระหว่างทฤษฎีในตำรากับความต้องการจริงของภาคอุตสาหกรรม
ตอนที่เราอยู่ในสถานประกอบการ เรามีความรู้สึกว่าเราอยากได้คนแบบไหนมาทำงาน พอเรามาอยู่ในภาคการศึกษา
เราเลยมองย้อนกลับไปว่า เราต้องสอนเด็กให้รู้จริง เติมเต็มความรู้และประสบการณ์ เพื่อให้เขามีความพร้อมเมื่อก้าวเข้าสู่ภาคแรงงาน
ไปถึงแล้วต้อง ทำงานได้ และได้งานทำทุกคน
ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทอย่างก้าวกระโดด ภาคธุรกิจต้องอัปสกิลและปรับตัวอย่างรวดเร็ว ความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับสถานประกอบการจึงไม่ใช่แค่เรื่องเสริม แต่เป็น “หัวใจหลัก” ในการพัฒนาศักยภาพผู้เรียน
แต่ถึงแม้เทคโนโลยีและ AI จะเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้อย่างมหาศาล แต่ ดร.นฤมล เน้นย้ำว่า "คุณลักษณะสำคัญของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้วิจารณญาณ การมีจริยธรรม ความรับผิดชอบ และความสามารถในการสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้อื่น เป็นสิ่งที่เทคโนโลยีไม่มีวันทดแทนได้"
ดร.นฤมล มองว่าทั้งภาคการศึกษาและภาคธุรกิจควรร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดผ่าน MOU โดยเฉพาะการขยายเวลาฝึกงานจาก 4 เดือนเป็น 6 เดือน หรือ 1 ปี เพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย เพราะนอกจากนักศึกษาจะได้สัมผัสการทำงานจริงอย่างลึกซึ้งและมีโอกาสได้รับการจ้างงานทันที ทางฝั่งบริษัทก็จะได้พนักงานที่คุ้นเคยกับระบบงานอยู่แล้ว โดยไม่ต้องเสียเวลาเฟ้นหาและเทรนคนใหม่ ในขณะเดียวกัน อาจารย์ผู้สอนก็มีโอกาสเข้าไปฝังตัวเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในอุตสาหกรรม เพื่อนำกลับมาพัฒนาการเรียนการสอนให้ทันสมัยอยู่เสมอ
ดังนั้น บทบาทของสถาบันการศึกษาจึงไม่ใช่เพียงการถ่ายทอดความรู้ตามตำรา แต่ต้องสร้างผู้เรียนให้เป็นบุคคลที่พร้อมเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) และสามารถปรับตัวท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างเข้มแข็ง
สิ่งที่สร้างความภาคภูมิใจสูงสุด ไม่ใช่ตำแหน่งหน้าที่หรือความสำเร็จในสายอาชีพ
หากคือการได้เห็นผู้เรียนนำองค์ความรู้และประสบการณ์ไปต่อยอดในการประกอบวิชาชีพ มีความรับผิดชอบต่อสังคม
และเติบโตเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพของประเทศ เพราะความสำเร็จของผู้เรียนคือภาพสะท้อนของคุณค่าที่แท้จริงของการเป็นครู

