“ผสานความเข้าใจมนุษย์เข้ากับความสามารถการใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด”
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ พลิกโฉมหน้าในการจัดการเรียนการสอนออกไปจากอดีตเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลก โดยจะพบว่าในปัจจุบัน หลักสูตรที่เปิดการเรียนการสอนมุ่งเน้นไปทางด้านภาษาศาสตร์อันเป็นองค์ความรู้ด้านมนุษยศาสตร์ มากกว่าด้านสังคมศาสตร์ โดยที่เนื้อหาด้านภาษาศาสตร์ รวมทั้งจำนวนนักศึกษามีมากกว่าร้อยละ 90 ของคณะ
สาเหตุหลักประการหนึ่งมาจากการแยกตัวของสาขารัฐประศาสนศาสตร์ ไปจัดตั้งเป็นวิทยาลัยการเมืองและการปกครอง สาขาวิชานิติศาสตร์ออกไปเป็นคณะนิติศาสตร์ และสาขาวิชาท่องเที่ยวและการโรงแรม ออกไปเป็นวิทยาลัยอุตสาหกรรมบริการ ทำให้ช่วงเวลานั้นนักศึกษาหายไปมากกว่า 70 % ของคณะ แต่กระนั้นภายใต้การบริหารงานของคณบดีคนปัจจุบัน ดร.นภาศรี สุวรรณโชติ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ก็ยังยืนหยัดอยู่ได้อย่างมั่นคง โดยที่ปัจจุบันมีนักศึกษารวมทั้งสิ้น 2,480 คน
หลักสูตรที่เปิดการเรียนการสอนในปัจจุบัน มี 7 หลักสูตร ประกอบด้วย หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต 4 หลักสูตร สาขาภาษาอังกฤษ ไทย จีน ญี่ปุ่น และอังกฤษธุรกิจ หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการพัฒนาสังคมและวัฒนธรรม มี 2 แขนงคือ การจัดการพัฒนาสังคมและการจัดการวัฒนธรรม และ อีก 1 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภูมิศาสตร์และภูมิสารสนเทศ
จากคณะที่เคยมีขนาดใหญ่ที่สุดในระดับแนวหน้าของมหาวิทยาลัย แต่เมื่อมีการแยกตัวของสองหลักสูตรออกไป ทำให้คณะมีขนาดเล็กลงมาก ในฐานะคณบดีมีมุมมองต่อการเปลี่ยนแปลงและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร ดร.นภาศรี สุวรรณโชติ อธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นว่า การที่คณะมีขนาดกระชับขึ้น ไม่ได้เป็นข้อจำกัด แต่เป็นจังหวะใหม่ที่เปิดพื้นที่ให้ Shape สามารถกำหนดสิ่งที่เป็นตัวตนของเราอย่างแท้จริง คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ในยุคปัจจุบันเน้นการเติบโตที่มีรากฐานด้านภาษา การสื่อสาร และความเข้าใจมนุษย์ ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานในองค์กรไทยหรือองค์กรระดับสากล เมื่อคณะเล็กลง จึงเป็นโอกาสในการนิยามตัวตนใหม่ สามารถโฟกัสทรัพยากรได้ตรงจุดมากขึ้น
เราเลือกโฟกัสในสามเสาหลักที่เป็นพลังของคณะ คือ 1) ภาษาและการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ นอกจากภาษาอังกฤษแล้ว ยังมีภาษาจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจเอเชีย 2) ภูมิศาสตร์และภูมิสารสนเทศ ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์เชิงพื้นที่ที่สำคัญมากในโลกยุคใหม่ เพราะเกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ มีการใช้โดรนเพื่อการสำรวจ และความมั่นคงของทรัพยากร และ 3) การจัดการพัฒนาสังคมและวัฒนธรรมเป็นสาขาที่ตอบโจทย์งานพัฒนาเชิงสังคม การทำงานกับชุมชน วัฒนธรรมสร้างสรรค์ และงานบริการภาครัฐและเอกชน เน้นทักษะการทำงานกับผู้คน เข้าใจบริบท และการแก้ปัญหาสังคมในพื้นที่จริง
ดร.นภาศรี สุวรรณโชติ ยังมีความเชื่อมั่นว่า ในโลกที่กำลังหมุนเร็วด้วย AI และเทคโนโลยีดิจิทัล สิ่งที่มนุษย์ต้องการมากที่สุดคือคนที่สื่อสารได้ดี สร้างความเข้าใจได้แม่นยำ และเชื่อมวัฒนธรรมได้อย่างลึกซึ้ง การที่คณะกระชับขึ้นทำให้สามารถยิงทรัพยากรตรงเป้าทั้งสามเสานี้ได้อย่างเต็มที่ หลักสูตรใหม่ ๆ ถูกพัฒนาให้ทันสมัยตอบโจทย์ตลาดแรงงาน รองรับเทคโนโลยี และเชื่อมกับอุตสาหกรรมโดยตรง ที่สำคัญคือความคล่องตัวนี้ ทำให้สามารถขยายเครือข่ายร่วมมือกับต่างประเทศได้ง่ายขึ้น ทั้งด้านภาษา ภูมิสารสนเทศ และการพัฒนาสังคม ทำให้คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ของเรา “เล็กแต่แกร่ง” และพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงอย่างมั่นคง
พื้นฐานการออกแบบการจัดการเรียนการสอนของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์เป็นอย่างไร ดร.นภาศรี สุวรรณโชติขยายความว่า
ถ้าเรามองภาพใหญ่ของโลกยุคนี้จะเห็นแนวโน้มที่สำคัญมากคือ Humanity + Technology นั่นคือการผสานความเข้าใจมนุษย์เข้ากับความสามารถใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด บัณฑิตยุคใหม่จะประสบความสำเร็จได้ต่อเมื่อมีทั้งหัวใจของความเป็นมนุษย์ รวมทั้งมีความคิดวิเคราะห์ ความสร้างสรรค์ ทักษะดิจิทัล และการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม เพราะฉะนั้นคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์จึงได้ออกแบบการเรียนการสอนให้ตอบโจทย์อนาคตในทุกมิติ
ในตำแหน่งคณบดีวาระแรกของ ดร.นภาศรี สุวรรณโชติ ถือว่ามีผลงานที่เป็น Masterpiece มากมาย เพราะสามารถพลิกโฉมคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ให้กลายเป็นคณะที่ทันสมัยไม่ใช่แค่การปรับวิชาเรียน แต่คือการยกเครื่องทั้งระบบของคณะ ทั้งด้านนโยบาย การเรียนการสอน เครือข่าย ความร่วมมือ และจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ให้เป็น Digital Humanities มีเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกประสบการณ์จริงในภาคสนาม เพื่อสร้างบัณฑิตมืออาชีพอย่างแท้จริง
“ที่คิดว่าเปลี่ยนแปลงมากที่สุดคือการสร้างเครือข่ายต่างประเทศอย่างก้าวกระโดด ตลอดช่วงเวลาที่ดำรงตำแหน่ง เราขยายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและองค์กรต่างประเทศที่เป็น active partners จำนวนมาก ความร่วมมือเหล่านี้ไม่ใช่แค่เอกสาร MOU แต่เป็นความร่วมมือที่นักศึกษา “ได้ไปจริง–ทำงานจริง–แลกเปลี่ยนจริง” เช่น โครงการแลกเปลี่ยนระยะยาว/ระยะสั้น โครงการฝึกงานในต่างประเทศ Joint classes Visiting professors การจัดตั้งสถาบันภาษาเกาหลีเซจง กรุงเทพ 2 การเข้าร่วมงานอีเวนต์นานาชาติที่ต้องใช้ภาษาต่างประเทศ สิ่งเหล่านี้ทำให้คณะกลายเป็น platform ที่เปิดประตูสู่โลกกว้างให้กับนักศึกษาทุกคนค่ะ และยังสร้างพันธมิตรเชิงนโยบายในด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติกับองค์กรระดับนานาชาติ ทำให้อาจารย์ในคณะสามารถแสดงศักยภาพในเวทีระดับนานาชาติ”
อีกส่วนหนึ่งคือการปรับปรุงกายภาพของคณะให้ทันสมัย (Modern Physical Transformation) ทำให้คนภายในรู้สึกได้ทันที คือการพัฒนากายภาพของคณะให้ตอบโจทย์การเรียนยุคใหม่แบบเต็มรูปแบบ เราได้เปลี่ยนคณะจากภาพเดิม ให้กลายเป็น “ศูนย์การเรียนรู้ที่ทันสมัย” โดยปรับปรุงห้องเรียนให้เป็น HyFlex Classroom ที่รองรับทั้งออนไลน์ ออนไซต์ และออนดีมานด์ ปรับปรุงพื้นที่คณะให้ทันสมัย และเหมาะกับการเรียนรู้ เพิ่มพื้นที่ co-working space และมีนิเวศการเรียนรู้ให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ของนักศึกษา ทั้งหมดนี้ทำให้คณะเป็นพื้นที่ที่นักศึกษาอยากเรียนรู้ และเหมาะกับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 อย่างแท้จริง
“ที่คณะมนุษยศาสตร์ฯ เราออกแบบการเรียนรู้ให้เป็น Modern Humanities เราพัฒนาหลักสูตรและการสอนให้มีความเป็น Digital Humanities และ Smart Social Sciences โดยเน้น AI Literacy และ Global Communication Skills และผสานเข้ากับการทำงานจริง ทั้งหมดนี้ทำให้คณะของเราเป็นที่รู้จักว่าไม่ใช่มนุษยศาสตร์แบบเดิม แต่เป็น Modern Humanities ที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจและสังคมยุคใหม่”
ประเด็นสำคัญอีกประการ ดร.นภาศรี กล่าวว่าคือการดูแลนักศึกษาแบบใกล้ชิดและเป็นระบบ คณะเปลี่ยนแนวการดูแลนักศึกษาให้ละเอียดและใกล้ชิดมากขึ้น ทั้งในด้านวิชาการ และสุขภาพจิต มีการติดตามผล English Score ทุกปี คอยช่วย Upskill–Reskill ตั้งแต่ปี 1 ให้คำปรึกษาเชิงอาชีพและอบรมการสร้างพอร์ตโฟลิโอบนแพลตฟอร์ม LinkedIn มีกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิต มีชมรมที่หลากหลายมากขึ้น ทำให้นักศึกษารู้สึกว่าคณะเป็นพื้นที่แห่งความสุขอย่างแท้จริง
อะไร คือจุดขายของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สวนสุนันทาถ้าเราจะเชิญชวนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ให้มาเรียนที่นี่ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ตอบคำถามในประเด็นนี้ว่า
“คณะของเราเหมาะกับนักเรียนที่อยากสื่อสารเก่ง คิดเป็น ทำงานร่วมกับผู้คนหลากหลายวัฒนธรรม คณะฯ มีทีมอาจารย์ต่างชาติจำนวนมาก ทั้งจากยุโรป เอเชีย และอเมริกา ทำให้นักศึกษาได้ใช้ภาษาและสื่อสารจริงทุกวันตั้งแต่ปี 1 ไม่ใช่แค่ในชั้นเรียน แต่ในกิจกรรม โครงงาน และการทำงานจริงกับอาจารย์ต่างชาติ การได้เรียนกับผู้สอนต่างชาติเป็นประสบการณ์ที่ทำให้นักศึกษาเปิดโลกทัศน์ เข้าใจวัฒนธรรมสากล และมีความมั่นใจมากขึ้นอย่างชัดเจน”
คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ยังกล่าวถึง การเรียนการสอนนอกชั้นเรียนของคณะด้วยว่า คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มีเครือข่ายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ทั้งในสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย จีน เกาหลี ญี่ปุ่น รวมถึงยุโรป ทำให้เกิดกิจกรรมร่วมระดับนานาชาติตลอดปี เช่น โครงการแลกเปลี่ยนระยะสั้นและระยะยาว Summer/Winter School โครงการฝึกงานต่างประเทศ Joint classes กับมหาวิทยาลัยต่างชาติ หลายโครงการมีทุนสนับสนุนบางส่วนหรือเต็มจำนวน ทำให้นักศึกษามีโอกาสไปต่างประเทศจริงตั้งแต่ปี 1–2 ระบบฝึกงานของคณะจึงเข้มแข็งมาก คณะมนุษยศาสตร์ฯมีพันธมิตรกับองค์กรชั้นนำ เช่น โรงแรมระดับนานาชาติ บริษัทโลจิสติกส์ บริษัทต่างชาติในไทย หน่วยงานวัฒนธรรมและองค์กรภาครัฐ นักศึกษาจึงได้ทำงานจริงกับองค์กรที่หลากหลาย และมีโอกาสได้งานก่อนเรียนจบ หลักสูตรของคณะยังเชื่อมโยงเทคโนโลยีอย่างลึกซึ้ง ทั้งการใช้ AI ในงานภาษา การสื่อสารดิจิทัล การวิเคราะห์ข้อมูล และทักษะด้านภูมิสารสนเทศ ซึ่งเป็นทักษะที่ตลาดงานต้องการสูงมาก
“ทั้งหมดนี้ประกอบกับ การดูแลแบบครอบครัวของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ทำให้บัณฑิตของเราไปได้หลากหลายเส้นทาง ทั้งงานภาษา งานบริการ งานพัฒนาชุมชน งานสื่อสาร งานต่างประเทศ รวมถึงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ดังนั้น จุดขายของคณะเราคือ เรียนกับอาจารย์ต่างชาติ มีเครือข่ายต่างประเทศ มีทุนแลกเปลี่ยน มีประสบการณ์ทำงานจริง และได้งานจริง ซึ่งตอบโจทย์เด็ก ม.6 ที่อยากเติบโตในเส้นทางสากล”
คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์เชื่อมั่นว่าในอนาคต คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์จะเป็นคณะที่สามารถผสาน ความเป็นไทย ความเป็นสากล เทคโนโลยี ได้อย่างสมดุล ขับเคลื่อนด้วยมาตรฐานระดับนานาชาติ และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นตัวเร่งให้การเรียนรู้ทันสมัยและเข้าถึงโลกได้จริง เป็นคณะที่เป็นศูนย์กลางด้านภาษาและการสื่อสาร เป็นจุดหมายปลายทางสำหรับนักเรียนที่อยากเก่งภาษาและอยากมีอนาคตในเวทีนานาชาติ
เราจะเป็นคณะที่ผลิตบุคลากรที่ใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสร้างอาชีพ ไม่ใช่แค่ผ่านการทดสอบ แต่ใช้ภาษาเพื่อแก้ปัญหาในองค์กรจริง เราอยากเห็นนักศึกษาของเรามีพาสปอร์ตทางวิชาการและอาชีพ ตั้งแต่ปีแรกที่เข้ามาเรียน เป็นบัณฑิตที่องค์กรต่างๆ ให้ความเชื่อมั่น เราจะเป็นคณะที่สร้างบุคลากรที่พร้อมทำงานตั้งแต่วันแรกและสามารถทำงานกับคนหลากหลายวัฒนธรรมได้อย่างมืออาชีพ
"นภาศรี สุวรรณโชติ" หลากหลายประสบการณ์หลากหลายหน้าที่ สู่ตำแหน่งคณบดีผู้พลิกโฉมคณะมนุษยศาสตร์ฯ
จบมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร จบปริญญาตรี วิทยาศาสตรบัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาวิชาเทคโนโลยีทางอาหาร แต่ด้วยใจรักด้านภาษามาแต่เด็ก จึงไปเรียนปริญญาตรี ที่รามคำแหงอีกใบ ได้ปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษ หลังจากนั้นจบปริญญาโทสาขาวิชาภาษาอังกฤษ ที่ Hanyang University, Korea สุดท้ายกลับมาจบปริญญาเอก ด้านภาษาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
มีใบ Cert. รับประกันความสามารถมากมาย อาทิ Graduate Exchange ด้านการศึกษา ที่ Seoul National University และ Certificate ด้านการสอนภาษาอังกฤษที่ University of Oxford, UK สาขาวิชาภาษาละติน ที่ University of Bologna, Italy สาขาวิชาการแปลที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
หลังจบปริญญาโท ผ่านงานด้านเอกชนมาอย่างโชกโชน เป็นผู้สื่อข่าวและผู้ประกาศข่าวภาษาอังกฤษ, พิธีกรนักแปล ล่ามพูดตาม (consecutive) และล่ามพูดพร้อม (simultaneous) ในงานประชุมระดับนานาชาติ เป็นประชาสัมพันธ์ และโปรโมเตอร์คอนเสิร์ตต่างชาติ รวมทั้งยังเป็นครูสอนเปียโนอีกด้วย
มีทักษะความรู้ภาษาอังกฤษดีเยี่ยม และยังมีความรู้ภาษาอื่นๆ ขั้นใช้งานได้ดีอีก 4-5 ภาษา ปี 2555 เข้ามาสมัครเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ในปลายปีนี้นี่เอง มีการเปลี่ยนแปลงคณะผู้บริหารครั้งใหญ่ของสวนสุนันทา ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยอธิการบดี ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ ในวัย 32 ปีเท่านั้น โดยได้รับแต่งตั้งฉลองปีใหม่ในเดือนมกราคม 2556
ทำงานในตำแหน่งนี้ ตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปี 2563 ระหว่างนั้น เคยได้รับความไว้วางใจให้รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาและฝึกอบรมอาเซียน ช่วงปี พ.ศ.2558-2559 อีกด้วย
ปี 2564 ได้รับแต่งตั้งจากสภามหาวิทยาลัยให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักวิชาการศึกษาทั่วไปและนวัตกรรมการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ ทำงานได้เพียง 1 ปี ก็ได้รับการสรรหาให้เข้ามาดำรงตำแหน่งคณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
ถึงแม้ว่าจะเปลี่ยนหน้าที่บ่อย และทำงานหลากหลายสไตล์ หลากหลายหน้างาน แต่ก็ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมทุกครั้งในทุกตำแหน่งที่กล่าวมา
จะกล่าวอ้างว่าเป็นยาสามัญประจำบ้านสวนสุนันทาก็ไม่น่าจะเกินเลยจากความเป็นจริง

