ในขณะที่มนุษย์เราต่างวิ่งหนีความตายอย่างสุดชีวิต พยายามยื้อลมหายใจด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ หรือแม้แต่ปฏิเสธที่จะพูดถึงมันในบทสนทนาประจำวัน "สัปเหร่อ" กลับเป็นผู้เดินสวนทางเข้าไป พวกเขาไม่ใช่เพียงผู้จัดการร่างกายที่ไร้วิญญาณให้มอดไหม้ไปตามกระบวนการทางกายภาพ แต่คือผู้ทำหน้าที่กระตุกเตือนความจำของเราถึงสัจธรรมที่ว่า... ไม่ช้าก็เร็ว เราทุกคนต้องมานอนอยู่ตรงนี้ "เพื่อนคนสุดท้าย"
พระยาอนุมานราชธน หรือ "เสถียรโกเศศ" ปราชญ์เอกของไทย ได้บันทึกไว้ในหนังสือ ประเพณีเกี่ยวกับชีวิต ว่าคำว่า "สัปเหร่อ" นั้น แท้จริงแล้วเพี้ยนเสียงมาจากคำภาษาบาลีว่า "สัปปุรุษ" ซึ่งมีความหมายว่า "คนดี" หรือ "ผู้สงบระงับ" (เสถียรโกเศศ, 2531)
ในบริบทสังคมสยามดั้งเดิม การจัดการศพไม่ใช่เรื่องที่ใครก็นึกอยากจะทำก็ทำได้ ผู้ที่จะก้าวเข้ามาทำหน้าที่นี้ต้องเป็นอุบาสกผู้ทรงศีล เป็นผู้ที่ชาวบ้านนับถือว่าเป็น "คนดีมีวิชา" มีจิตใจที่เข้มแข็งพอที่จะเผชิญหน้ากับความโศกเศร้าและความตายได้โดยไม่หวั่นไหว หน้าที่ของสัปเหร่อในยุคแรกเริ่มจึงเปรียบเสมือน "ผู้นำทางจิตวิญญาณ" ที่คอยอำนวยความสะดวกให้ดวงวิญญาณเดินทางข้ามภพภูมิ
ทว่า เมื่อสังคมเปลี่ยนผ่าน ความเชื่อเรื่อง "ผี" และความกลัวในสิ่งลี้ลับได้เข้ามาครอบงำความเข้าใจในแก่นแท้ของพุทธศาสนา ภาพลักษณ์ของสัปเหร่อจึงถูกผลิตซ้ำผ่านเรื่องเล่าและสื่อต่างๆ ให้กลายเป็นจอมขมังเวทย์ ผู้กินนอนอยู่กับซากศพ หรือคนสกปรกตัวเหม็นสาบสาง หน้าที่ของสัปเหร่อไม่ได้จบลงแค่การนำร่างเข้าเตาเผา แต่คือการกำกับ "ฉากสุดท้าย" ของชีวิตให้สมบูรณ์ที่สุด ซึ่งทุกขั้นตอนในพิธีกรรมที่สัปเหร่อเป็นผู้จัดแจง ล้วนแฝงไปด้วยปริศนาธรรมที่ลึกซึ้ง
"มัดตราสังข์" สัปเหร่อจะใช้ด้ายสายสิญจน์ผูกมัดศพไว้ 3 เปลาะ ได้แก่ ที่คอ ที่มือ และที่เท้า ซึ่งในทางคติชนวิทยา นี่คือการสอนคนเป็นว่า มนุษย์เราติดอยู่ในความสงสารเพราะ "ห่วง" สามอย่าง ห่วงที่คอคือลูก ห่วงที่มือคือคู่ครอง และห่วงที่เท้าคือทรัพย์สมบัติ เมื่อตายไปแล้ว สัปเหร่อจะต้องแก้เชือกเหล่านี้ออกหรือเผาไปพร้อมร่าง เป็นสัญลักษณ์ว่าให้ตัดห่วงกังวลทั้งหมดเพื่อไปสู่สุคติ
"ล้างหน้าศพด้วยน้ำมะพร้าว" สัปเหร่อรู้ดีว่าน้ำมะพร้าวคือน้ำที่สะอาดบริสุทธิ์ที่สุดเพราะอยู่สูงและมีเปลือกหนาห่อหุ้ม ไม่เจือปนสิ่งสกปรกจากพื้นดิน การใช้น้ำมะพร้าวล้างหน้าศพจึงเป็นกุศโลบายว่า ขอให้ผู้ตายชำระล้างจิตใจให้ใสสะอาด บริสุทธิ์เหมือนน้ำมะพร้าว ก่อนจะเดินทางไกล (สถาบันไทยศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2550)
"เงินปากผี" ที่สัปเหร่อใส่เหรียญบาทหรือเงินพดด้วงในปากศพ ไม่ใช่เพื่อให้ผีนำไปใช้จ่ายในปรโลก แต่เพื่อให้ญาติที่มาเก็บกระดูกในวันรุ่งขึ้นได้เห็นสัจธรรมว่า “แม้แต่เงินบาทเดียวที่อยู่ในปาก ก็ยังเอาไปไม่ได้” พิธีกรรมเหล่านี้คือหน้าที่อันละเอียดอ่อนที่สัปเหร่อต้องทำด้วยความเคารพ ไม่ใช่ความรังเกียจเดียดฉันท์
นี่คือหัวใจสำคัญของการเป็นสัปเหร่อ พวกเขาไม่ได้กำลังรับใช้ศพที่ไม่มีความรู้สึกแล้ว แต่พวกเขากำลัง "เยียวยา" จิตใจของญาติมิตรที่กำลังแตกสลาย การจัดแต่งศพให้สวยงามที่สุด การดูแลให้ควันไฟไม่รบกวนชุมชน หรือการเก็บอัฐิอย่างประณีต คือการแสดงความเคารพเพื่อให้คนข้างหลังรู้สึกว่า คนที่พวกเขารักได้จากไปอย่างสมเกียรติที่สุด
การต้องกินนอนและคลุกคลีอยู่กับความตายทุกวัน ทำให้สัปเหร่อกลายเป็นผู้เข้าถึงหลักธรรมโดยธรรมชาติ โดยไม่ต้องห่มจีวรหรือท่องตำรา ท่านพุทธทาสภิกขุ แห่งสวนโมกขพลาราม ปราชญ์ทางพุทธศาสนา เคยกล่าวสอนเรื่อง "การตายก่อนตาย" ซึ่งหมายถึงการดับกิเลสและความยึดมั่นถือมั่นใน "ตัวกู ของกู" เสียก่อนที่ร่างกายจะแตกดับจริง (พุทธทาสภิกขุ, 2538)
สัปเหร่อคือประจักษ์พยานที่ชัดเจนที่สุดของแนวคิดนี้ ณ พื้นที่หน้าเตาเผา ไม่มี "ยศช้าง ขุนนางพระ" หลงเหลืออยู่ ความตายไม่เคยเลือกปฏิบัติว่าร่างกายนี้เคยสวมนาฬิกาหรูเรือนละกี่ล้าน หรือสวมเสื้อผ้าเก่าเคยมีอำนาจล้นฟ้าหรือเป็นเพียงคนข้างถนน เมื่อไฟมอดลง สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงกองเถ้าถ่านสีขาวและชิ้นกระดูกที่ไม่สามารถบอกยศฐานบรรดาศักดิ์ได้อีกต่อไป
ทุกครั้งที่สัปเหร่อกวาดเถ้ากระดูก พวกเขากำลังเรียนรู้วิชา "ความว่างเปล่า" ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และทำหน้าที่ส่งสารเตือนสติเราทุกคนว่า อย่ารอให้ถึงวันนอนบนเชิงตะกอน แล้วค่อยตระหนักว่าชีวิตนี้ไม่มีอะไรเป็นของเราเลย การมีอยู่ของสัปเหร่อจึงเป็นการย้ำเตือนให้เราใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท และลดละความยึดติด
สัปเหร่อ ไม่ใช่พ่อมดหมอผี และไม่ใช่บุคคลน่ารังเกียจ แต่คือ "สัปปุรุษ" หรือคนดีผู้ทำหน้าที่ส่งดวงวิญญาณ เป็นมิตรคนสุดท้ายที่ยืนส่งเราในเวลาสุดท้าย การมองดูพวกเขาทำงาน จึงไม่ควรเป็นไปด้วยความหวาดกลัวหรือขยะแขยง แต่ควรเป็นการมองด้วยความ "ขอบคุณ"
ขอบคุณที่พวกเขาแบกรับความอ้างว้างและความน่าสะพรึงกลัวแทนเรา ขอบคุณที่พวกเขาดูแลร่างของคนที่เรารักในวาระสุดท้าย และขอบคุณที่พวกเขาทำให้เห็นว่า ท้ายที่สุดแล้ว "ความตาย" คือธรรมดาของธรรมชาติที่งดงามและเท่าเทียมที่สุด ณ จุดที่ไฟมอดดับลง ชีวิตใหม่ในความทรงจำของผู้ที่ยังอยู่จึงจะเริ่มต้นขึ้นได้ และนั่นคือภารกิจอันยิ่งใหญ่ของชายเปื้อนฝุ่นหน้าเตาไฟ
รายการอ้างอิง
พุทธทาสภิกขุ. (2538). ตายก่อนตาย. ธรรมสภา.
สถาบันไทยศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (2550). สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคกลาง. มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.
เสถียรโกเศศ [พระยาอนุมานราชธน]. (2531). ประเพณีเกี่ยวกับชีวิต: การเกิดและการตาย. สำนักพิมพ์ศยาม.

