logo
ผศ.ดร.สิทธิชัย พินทุมา
26 มกราคม 2569

ผู้นำที่รู้คน รู้งาน และการสร้างคนให้เติบโต

17321 อ่าน
123 แชร์

ในทุกยุคสมัยองค์กรที่แข็งแกร่งไม่เคยถูกสร้างขึ้นจากระบบเอกสารที่เป็นระเบียบเรียบร้อยหรือเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุด หากแต่เกิดจาก “คน” ที่ทำงานร่วมกันได้ดี และ “ผู้นำ” ที่มองเห็นคุณค่าของคนก่อนมองเห็นตัวเลขหรือกฎระเบียบใด ๆ ท่ามกลางความซับซ้อนของโลกการทำงานในปัจจุบัน หลายองค์กรยังติดอยู่กับการบริหารแบบ Silo ที่แบ่งแยกผู้คนตามหน้าที่ จนลืมไปว่าความสำเร็จจริงๆ ของงานเกิดจากพลังร่วม ไม่ใช่พลังของใครคนหนึ่งเพียงลำพัง

ในทางกลับกัน แนวทางการบริหารที่สำเร็จจริงมักเริ่มต้นจากพื้นฐานง่ายๆ แต่ทรงพลัง การรู้คน รู้งาน และวางคนให้เหมาะสมกับงาน พร้อมทั้งสร้างวัฒนธรรมที่สนับสนุนให้ทุกคนเติบโตไปด้วยกัน นี่คือหลักการที่ใช้ได้จริง และเป็นบทเรียนสำคัญที่ควรถ่ายทอดให้ผู้บริหารในทุกระดับใช้เป็นแนวทาง

รู้คน: จุดเริ่มต้นของการบริหารด้วยหัวใจและข้อมูล   

การรู้จัก “คน” ไม่ใช่แค่การจำชื่อ จำตำแหน่ง หรืออ่านข้อมูลในแฟ้มบุคลากรให้ครบ แต่คือการเข้าใจแรงจูงใจ ความถนัด ความกลัว ความหวัง และจังหวะชีวิตของแต่ละคน ผู้บริหารที่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้ดี มักเป็นผู้ที่มีความฉลาดทางอารมณ์สูง ดังที่ Goleman (2014) อธิบายไว้ว่าผู้นำลักษณะนี้สามารถผลักดันทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้คำสั่งหรืออำนาจเพียงอย่างเดียวการบริหารคนจึงไม่ควรเกิดขึ้นหลังโต๊ะทำงานเท่านั้น หากแต่ต้องอาศัยการ “เข้าไปอยู่ในโลกของพวกเขา” การเดินเข้าไปพูดคุยอย่างเป็นกันเอง การถามสารทุกข์สุกดิบ การสังเกตสีหน้า น้ำเสียง หรือวิธีคิด ทำให้ผู้นำมองเห็นมิติที่รายงานใดๆ ไม่อาจบอกได้ เช่น ใครกำลังเหนื่อยล้า ใครกำลังพร้อมเติบโต หรือใครต้องการโอกาสใหม่ที่เหมาะสมกว่าเดิมอย่างไรก็ตาม การรู้จักคนด้วยหัวใจเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องประกอบด้วย “ข้อมูลจริง” เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม การประเมินผลที่โปร่งใส การมองเห็นพัฒนาการ การเรียนรู้เร็วหรือช้า การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือความสามารถในการทำงานร่วมกับทีม ล้วนทำให้การตัดสินใจเกี่ยวกับบุคลากรมีฐานที่รอบด้านมากขึ้น ตามแนวคิดของ McGregor (1960) ที่เน้นว่าการบริหารยุคใหม่ต้องใช้ข้อมูลและระบบประกอบกันอย่างเหมาะสมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม

รู้งาน: ผู้บริหารที่เข้าใจงานจริง ย่อมเข้าใจคนที่ทำงานนั้น 

การรู้ “งาน” ไม่ใช่เพียงการอ่านรายงานผลการปฏิบัติงาน หรือนั่งสั่งการในห้องประชุม แต่คือการลงไปสัมผัสพื้นที่จริง เห็นปัญหา เห็นข้อจำกัด และเข้าใจความซับซ้อนของกระบวนการทำงานแต่ละส่วน แนวคิดนี้สอดคล้องกับ Systems Thinking ของ Peter Senge (1990) ที่ชี้ว่าผู้นำต้องเข้าใจระบบทั้งหมด ไม่ใช่พิจารณาทีละส่วนอย่างโดดเดี่ยว เพราะหากมองงานเพียงส่วนเดียว การแก้ไขที่เกิดขึ้นมักเป็นเพียงการแก้ปัญหาปลายเหตุ

เมื่อผู้นำเข้าใจว่างานหนึ่งเชื่อมโยงกับอีกงานหนึ่งอย่างไร ย่อมสามารถวางภาพรวมได้อย่างถูกต้อง การทำงานจึงเป็นจังหวะเดียวกันเหมือนฟันเฟืองของนาฬิกาที่หมุนประสานกันอย่างลงตัว ไม่ใช่การแบ่งแยกกันทำงานแบบ Silo ที่ทำให้คนรู้สึกว่าต้องป้องกันตัวเอง หรือแข่งขันภายในอย่างไม่จำเป็น

การลงไปดูงานจริงของผู้นำไม่ใช่การตรวจสอบแบบจับผิด แต่เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทำให้ผู้ปฏิบัติงานรู้สึกว่า “ผู้นำอยู่เคียงข้าง ไม่ใช่อยู่เหนือหัว” เมื่อบรรยากาศเช่นนี้เกิดขึ้น การทำงานทั้งระบบจะไหลลื่นด้วยความไว้วางใจและความร่วมมือ จัดวางคนให้ถูกตำแหน่ง: เมื่อผู้นำมองเห็นคุณค่าที่แท้จริงของแต่ละคน 

ไม่มีสิ่งใดทรงพลังเท่ากับการทำงานในพื้นที่ที่ใช่สำหรับตนเอง งานวิจัยของ Clifton & Harter (2003) ยืนยันอย่างชัดเจนว่าคนที่ได้ทำงานบนจุดแข็งของตน มีความสุขและสร้างผลงานได้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

การจะวางคนให้เหมาะสมจึงอาจเริ่มต้นจากการเปลี่ยนคำถาม จากคำถามเดิมที่ว่า “เขาทำอะไรไม่ได้บ้าง” ไปสู่คำถามที่ว่า “เขาทำอะไรได้ดีบ้าง” คำถามหลังนี้ทำให้มองเห็นศักยภาพที่แม้แต่เจ้าตัวเองอาจไม่เคยเห็น บางคนเก่งวิเคราะห์แต่ไม่ถนัดการสื่อสาร บางคนเข้ากับผู้คนได้ดีแต่ไม่ถนัดงานเอกสาร การวางคนให้ตรงกับจุดแข็งทำให้เขาทำงานด้วยความมั่นใจ เติบโตเร็ว และสร้างคุณค่าได้มากที่สุด การมอบหมายงานตามศักยภาพ ไม่ใช่ตามอาวุโส จึงเป็นการให้เกียรติและยอมรับในความสามารถที่แท้จริงของแต่ละคน และยังช่วยสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ทุกคนรู้สึกว่า “องค์กรเห็นคุณค่าของฉันจริง ๆ”

Covey (2006) กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า ความไว้วางใจคือ “ความเร็วใหม่” ขององค์กร เมื่อคนเชื่อใจกัน กระบวนการทำงานจะลดความซ้ำซ้อน ลดการหวาดระแวง ลดความล่าช้าและเพิ่มคุณภาพของงานโดยไม่ต้องเพิ่มทรัพยากรใด ๆ ในโลกที่เต็มไปด้วยสูตรสำเร็จการบริหารนับไม่ถ้วน หลักการที่เรียบง่ายที่สุดกลับทรงพลังที่สุด รู้คนก่อนบริหาร รู้งานก่อนสั่ง และสร้างวัฒนธรรมก่อนสร้างผลลัพธ์ เมื่อผู้นำมุ่งเน้นความเข้าใจมนุษย์และระบบงานอย่างแท้จริง องค์กรย่อมเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ มีเอกภาพ และมีพลังร่วมที่ยั่งยืน

นี่ไม่ใช่เพียงหลักคิดสำหรับผู้นำระดับสูงเท่านั้น แต่เป็นแนวทางที่ใช้ได้กับทุกคนที่ทำงานร่วมกับผู้อื่น ไม่ว่าจะอยู่ในหน่วยงานรัฐ เอกชน หรือองค์กรขนาดเล็ก หากเรามองเห็นคุณค่าของคนก่อนมองเห็นตำแหน่ง มองเห็นศักยภาพก่อนมองเห็นข้อจำกัด และมองเห็นความร่วมมือก่อนมองเห็นกำแพงใด ๆ โลกการทำงานของเราจะงดงามขึ้นอย่างแน่นอน

รู้คนก่อนบริหาร รู้งานก่อนสั่ง และสร้างวัฒนธรรมก่อนสร้างผลลัพธ์

 

ผศ.ดร.สิทธิชัย พินทุมา

ผู้เขียนบทความ

ผศ.ดร.สิทธิชัย พินทุมา

คำค้นหา:ผู้นำ, องค์กร, การทำงาน
แชร์เรื่องนี้: