วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ เป็นอีกวิทยาลัยหนึ่งที่เติบโตจากการเป็นสาขาวิชาในคณะวิทยาการจัดการ และยกระดับเป็นวิทยาลัยมีฐานะเทียบเท่าคณะ เป็นหน่วยงานในกำกับที่ไม่พึ่งพางบประมาณภาครัฐ และเมื่อเริ่มต้นการเป็นวิทยาลัย ก็ถูกท้าทายความสามารถของคณะผู้บริหารทันที เพราะการจัดการเรียนการสอนถูกย้ายจากมหาวิทยาลัยแม่ที่ถนนอู่ทองนอก มาอยู่ที่วิทยาเขตนครปฐม นั่นหมายความถึงว่า จำนวนนักศึกษาจะลดลงมหาศาลจากความไม่สะดวกสบายในการเดินทาง
ผู้ช่วยศาสตราจารย์กัญภัส อู่ตะเภา ได้รับแต่งตั้งจากสภามหาวิทยาลัยให้ดำรงตำแหน่งคณบดีเป็นคนแรก และปัจจุบันได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นวาระที่ 2 แล้ว
ความท้าทายครั้งใหญ่นอกเหนือจากจำนวนนักศึกษาที่ลดลงเพราะการย้ายสถานที่เรียนแล้ว วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ ยังต้องเผชิญกับกระแสธารแห่งการเปลี่ยนแปลงของโลกด้านศาสตร์นิเทศศาสตร์ เพราะความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้เกิดการล่มสลายของสื่อที่เคยทรงอิทธิพลในอดีต ไม่ว่าจะเป็นสื่อหนังสือพิมพ์ สื่อสิ่งพิมพ์อื่นๆ สื่อวิทยุ หรือแม้แต่สื่อโทรทัศน์ก็ตาม
วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มีการปรับปรุงหลักสูตรไปตามสถานการณ์ โดยในปัจจุบัน มีการจัดการเรียนการสอน 7 หลักสูตร ประกอบด้วย หลักสูตรนิเทศศาสตร์ มี 5 แขนงวิชา ได้แก่ แขนงวิชาการสร้างสรรค์เนื้อหาและงานข่าว (แขนงวิชาวารสารศาสตร์) แขนงวิชาการประชาสัมพันธ์และการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ (แขนงวิชาการประชาสัมพันธ์และการสื่อสารองค์กร) แขนงวิชาการโฆษณาและสื่อสารการตลาด แขนงวิชาการผลิตสื่อดิจิทัลและสตรีมมิ่งมีเดีย(แขนงวิชาวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์) แขนงวิชาภาพยนตร์และสื่อดิจิทัล(แขนงวิชาภาพยนตร์และสื่อดิจิทัล) นอกจากนั้นยังมี หลักสูตรนิเทศศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาศิลปะภาพยนตร์และสื่อสร้างสรรค์ (หลักสูตรนานาชาติ) หลักสูตรนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรสองภาษา)และ หลักสูตรนิเทศศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการสื่อสาร ปัจจุบันวิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มีนักศึกษา 1,459 คน ปริญญาตรี 1,379 คน ปริญญาโท 28 คน และปริญญาเอก 52 คน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์กัญภัส อู่ตะเภากล่าวถึงบริบทการเรียนการสอนของนิเทศศาสตร์ในปัจจุบันว่า
ในช่วงห้าถึงสิบปีหลังนี้ ภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยีที่มีความล้ำหน้ามากขึ้นและราคาที่ถูกลงทำให้แนวโน้มในอนาคตองค์กรสื่อสารมวลชนมีขนาดที่เล็กลงตามไปด้วยและอำนาจสื่อถ่ายเทไปที่ตัวผู้คน สิ่งนี้จึง เป็นเสมือนแนวทางที่กำหนดแนวทางในการเรียนการสอนของวิทยาลัยที่ต้องการให้ผู้เรียนทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีการผลิตในขณะเดียวกันก็มีความพร้อมที่จะออกไปสู่โลกของอุตสาหกรรมการผลิตสื่อด้วยความรู้และความสามารถที่ครบถ้วนมากกว่า
วิทยาลัยนิเทศศาสตร์เตรียมการรับมือการเปลี่ยนแปลงกับกระแสโลกที่ได้กล่าวมาอย่างไร คณบดีวิทยาลัยนิเทศศาสตร์อธิบายว่า... “แม้สื่อสิ่งพิมพ์จะหายไปแต่สื่อที่เป็นความบันเทิงยังไม่หาย เราต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกหรือพูดให้แคบลงก็คือภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว”
การปรับตัวในเชิงโครงสร้างการเรียนการสอนทุกวันนี้วิทยาลัยให้ความสำคัญกับการปรับหลักสูตร และการปรับตัวในเชิงโครงสร้างการอำนวยความสะดวกของวิทยาลัย หมายถึงวิทยาลัยให้ความสำคัญกับเครื่องมือโดยมีความพยายามในการนำเครื่องมือการเรียนการสอนที่ทันสมัย ที่โดดเด่น ในอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่หน่วยงานการศึกษาทั่วไปเข้าถึงได้ยาก เราทำการบ้านตลอดเวลาด้านเทคโนโลยี ทั้ง AI และอื่นๆ เพื่อมาสร้างบรรยากาศการทำงานอย่างมืออาชีพและทันต่อ โลกให้กับผู้เรียน
“ในช่วงปีที่ผ่านมา คิดว่าหลักสูตรภาพยนตร์ดิจิทัลของเราเป็นหลักสูตรที่ทันสมัยที่สุด ส่วนหลักสูตรอื่นเราปรับรายวิชาให้ทันสมัย เพื่อจบไปทำงานได้อย่างครอบคลุมในการสร้างสื่อ แต่ในปีถัดไปนิเทศได้ผลิตหลักสูตรนิเทศศาสตร์ดิจิทัลทำงานร่วมกับสถานประกอบการที่เราเรียกว่าหลักสูตร CIWIE ได้เป็นผลสำเร็จ คาดว่าน่าจะเป็นหลักสูตรที่อัปเดตและมีผู้นิยมเรียนมาก และวิทยาลัยจะพัฒนาให้สามารถเรียนออนไลน์ได้ด้วย ซึ่งจะสะดวกกับผู้เรียนที่มีวิธีคิดแบบใหม่”
มหาวิทยาลัยมีวิสัยทัศน์คือผู้นำการสร้างบัณฑิตมืออาชีพ วิทยาลัยนิเทศศาสตร์มีวิธีการสร้างบัณฑิตให้เป็นมืออาชีพอย่างไร นับได้ว่าเป็นความท้าทายเป็นอย่างยิ่ง
“วิธีการสร้างคนเก่งต้องสอนด้วยคนเก่ง เราทำงานสองทางหลักทาง เราทำทุกวิถีทางให้อาจารย์เราพยายามดันตัวขึ้นให้เก่งและทันกับสังคมสื่อที่เป็นอยู่ เราทำงานกับหน่วยงานที่เก่ง ด้วยการหาพันธมิตรเบอร์ต้นๆในอุตสาหกรรม สิ่งที่เค้าทำ เราจะต้องนำมาสอน พันธมิตรสำคัญในปีถัดไป คือเจ้าของเทคโนโลยีทางด้านภาพยนตร์และคนที่เชี่ยวชาญทักษะที่คอมพิวเตอร์ทำไม่ได้ เช่น วิธีคิด และ การวิเคราะห์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบผลิตสื่อเวอร์ชวล (Virtual) จากประเทศอังกฤษ การสร้างพื้นที่ในการเรียนก็สำคัญ ถ้านักศึกษาอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้เขามีความคิด มีสถานที่ปฏิบัติ ให้แก้ปัญหา ให้ลองทำ อย่างสตูดิโอ สำนักข่าวออนไลน์ต่างๆ ก็จะช่วยให้เขาแกร่งเร็วขึ้น ตอนนี้เขาตัดหนังเอไอได้แล้ว เพราะขลุกอยู่ที่สตูดิโอและสำนักข่าวทุกวัน”
คณบดีวิทยาลัยนิเทศศาสตร์ยังกล่าวย้ำด้วยว่า แน่นอนว่า นักศึกษาคือผลผลิตที่สำคัญที่สุด ดังนั้นมีคำถามตามมาว่าอาจารย์เป็นสิ่งสำคัญสุดด้วยใช่หรือไม่ คำตอบที่แน่นอนที่สุดเหมือนกันคือใช่ที่สุด เพราะหากเราต้องการผลิตคนที่เก่ง เราต้องมีคนสอนที่เก่ง วิทยาลัยได้มุ่งเน้นในการให้อาจารย์ผู้สอนเป็นมากกว่าแค่ผู้ให้ความรู้ (Teacher) แต่ยังต้องเป็นผู้อำนวยความสะดวกทางการเรียนการสอน (Facilitator) และปรับรูปแบบการเรียนการสอนหรือปรับบทบาทของอาจารย์ให้เป็นเหมือนโค้ช เหมือนทีมกีฬาทีมหนึ่งที่จะเข้าไปเฝ้าดูเฝ้ามองพัฒนาการของผู้เรียนและพร้อมที่จะนำเสนอสิ่งที่จะทำให้ผู้เรียนมีศักยภาพที่สูงขึ้น ทำงานร่วมกับหน่วยงานภายนอกและคนที่มีความเชี่ยวชาญในด้านนั้นเพื่อสอนให้คนเป็นมืออาชีพได้ ทำงานร่วมกัน ไม่ทำงานคนเดียว
ปัจจุบันจำนวนนักศึกษานิเทศศาสตร์ลดลงเป็นลำดับ วิทยาลัยนิเทศศาสตร์เตรียมการอย่างไร
“ปัญหานี้มหาวิทยาลัยหลายแห่งประสบพบเจอ เราต้องทำให้ผู้เรียนเข้าใจว่าที่นี่ไม่ใช่แค่มหาวิทยาลัยแต่เป็นหน่วยงานที่จะพาเค้าไปคอนเนคกับที่ที่เขาต้องการจะไปให้ถึง จำนวนผู้เรียนที่ลดลงอาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องกังวล แต่ส่วนตัวดิฉัน ด้วยประสบการณ์ในการบริหาร การทำให้ผู้เรียนมีคุณภาพเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน ตราบใดที่หน่วยงานมีตัวเลขไม่ติดลบและมีการบริหารจัดการสอนให้คนมีคุณภาพออกไปสู่สังคม เราจะมุ่งไปพร้อมกันกับการไม่ทำให้ผู้เรียนน้อยลงจนน่ากังวล”
ในฐานะที่เข้ามาดำรงตำแหน่งคณบดีเป็นวาระที่ 2 มีภารกิจมากมายให้ต้องลงมือทำ คณบดีวิทยาลัยนิเทศศาสตร์เล่าว่า ภารกิจสำคัญขณะนี้คือการบุกเบิกสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานสื่อและพันธมิตรต่างๆ ในระดับแถวหน้า เราจับมือกันพัฒนาหลักสูตร ลงในระดับรายวิชา เราทำให้เขารู้จักว่าเด็กของเรามีคุณภาพมากกว่าที่คิด ให้เกิดความเชื่อใจ เชื่อมั่น และต้องการเด็กของเรา
“ที่สำคัญเราโตมาทางนี้ เลยให้ความสำคัญมากกับการสร้างพื้นที่ให้มีความสมบูรณ์ทางการเรียนการสอนที่สมจริง ทั้งสตูดิโอ และสำนักข่าวออนไลน์ พื้นที่สร้างสรรค์อิสระ ห้องอัดเสียง ห้องปฏิบัติการต่างๆ โลเคชั่นทุกอย่างต้องโอบล้อมให้เกิดกระบวนการสร้างคนทางนิเทศฯ ที่ครบวงจร อุปกรณ์ สถานที่ บรรยากาศ กิจกรรมให้สอดรับเป็นการเรียนรู้ที่สร้างให้คนเก่งได้ ใครมาที่นี่ก็จะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศในการเรียนที่พร้อมสรรพ”
ผู้ช่วยศาสตราจารย์กัญภัส อู่ตะเภาได้สะท้อนอนาคตข้างหน้าของนิเทศศาสตร์ให้ฟังในการสนทนาส่งท้ายว่า: นิเทศศาสตร์ในภาพรวมจะทำงานเพื่อตอบสนองอุตสาหกรรมสื่อที่มีการขยับขยายและเปลี่ยนแปลงไปในทุกปี เราไม่สามารถก้าวทันเทคโนโลยีได้ก้าวต่อก้าว แต่นิเทศศาสตร์ต้องมุ่งมั่นในเรื่องของการสื่อสาร คุณค่าและคุณประโยชน์ของการสื่อสารที่ได้จากการเรียนนิเทศศาสตร์ ต้องตามติดตลอดแล้วปรับให้ทัน ทั้งคนสอน วิธีการและหลักสูตรการเรียนการสอน จะมีลักษณะของเมนสตรีมอยู่สามถึงสี่หลักการเท่านั้น นอกจากนั้นจะเป็นลักษณะของ มัลติ คือบูรณาการร่วมกัน
"ถ้าเราวิ่งตามมากไปเราอาจจะหลงทาง และถ้าเราช้าไปเราจะหลุดวงโคจร"
ชีวิตพลิกผันของกัญภัส “จากเจ้าแม่ Corporate กลายมาเป็นคณบดี”
เรียนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จบโทวารสารศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชีวิตการทำงานเริ่มต้นปี 2543 เป็นผู้สื่อข่าวและผู้ประกาศข่าวที่สถานีโทรทัศน์ไอทีวี ทำงานได้ประมาณห้าปีก็ย้ายไปทำงานที่บริษัทแกรมมี่เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ทำงานในส่วนของสายบันเทิง ตำแหน่งครีเอทีฟ เขียนบท และก้าวขึ้นเป็นลีดเดอร์ในส่วนของ Head-Creative ดูแลรับผิดชอบรายการทั้งหมดในบริษัททีนทอล์กอีก 3 ปี
จากนั้นได้รับมอบหมายให้ดูแลในส่วนของแผนการตลาดและการผลิตรายการของ Xact และ TeenTalk ซึ่งเป็นรายการที่มี RATING สูงสุดของวัยรุ่นในยุคนั้น ปี 2547 ได้รับมอบให้เป็นผู้สร้างรายการบันเทิงชนิดถ่ายทอดสด ยาว 2 ชั่วโมงเป็นรายการแรกของประเทศที่ผลิตโดยแกรมมี่ เมื่อทำงานที่แกรมมี่ได้ห้าปี วงการเอเจนซี่โฆษณาเติบโตอย่างสุดขีด จึงได้ย้ายตัวเองเข้ามาทำงานในเอเจนซี่โฆษณาในชื่อ SC MATCHBOX ได้มีโอกาสทำงานในส่วนของครีเอทีฟ Script Writer สร้างสรรค์งานโฆษณาการเขียนบทและ ดูแลการผลิตงานโฆษณา รวมทั้งรับหน้าที่ดูแลจัดการด้านสื่อสารองค์กร หรือ Corporate Communication ของบริษัทเอไอเอส รวมทั้งชินคอร์ปอเรชั่นและอินทัช และแบรนด์ที่เป็นลูกค้า ในกลุ่มกว่า 20 แบรนด์ รวมระยะเวลาตรงนี้กว่า 6 ปี
ได้รับฉายาจากพี่น้องในวงการเอเจนซี่ว่าเป็นเจ้าแม่ Corporate
เมื่อสะสมประสบการณ์จนเป็นที่ไว้วางใจจากลูกค้าและผู้บริหาร ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในปี 2554 ร่วมกับเพื่อนตั้งบริษัท Production house รับผลิต และคิดงานโฆษณาเอง แต่พอจบปริญญาโทจากคณะวารสารศาสตร์ ในสาขาการบริหารจัดการสื่อ เกิดมีความสนใจอยากจะลองวิชามาเป็นครูถ่ายทอดความรู้ให้เด็กๆ จึงได้เข้ามาสมัครเป็นอาจารย์ที่คณะวิทยาการจัดการและตั้งใจว่าจะสอนเพียงหนึ่งเทอม แล้วจะกลับไปทำงานโฆษณาต่อ
แต่จากวันนั้นจนถึงวันนี้สอนมาเป็นเวลากว่า 10 ปี จนจับผลัดจับผลูเป็นคณบดีวิทยาลัยนิเทศศาสตร์
โอกาสที่จะกลับไปทำงานด้านโฆษณา...ลืมไปได้เลย

