ในอดีต “ผลการเรียน” และ “เกียรตินิยม” คือสัญลักษณ์สูงสุดของความสำเร็จทางการศึกษา เป็นใบเบิกทางไปสู่การได้งานทำที่ดี มีรายได้ที่มั่นคง และเป็นที่ยอมรับในสังคม ระบบการศึกษาไทยและอีกหลายประเทศจึงมุ่งเน้นการแข่งขันทางวิชาการ วัดผลด้วยคะแนนสอบ และจัดอันดับความสามารถของผู้เรียนจากผลการเรียนอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า การศึกษายุคปัจจุบัน ระหว่าง “เกียรตินิยม” กับ “ทักษะชีวิต” สิ่งใดกันแน่ที่สำคัญกว่ากัน
ปฏิเสธไม่ได้ว่า เกียรตินิยมสะท้อนถึงความมุ่งมั่น ความมีวินัย ความรับผิดชอบ ความอดทน และความสามารถทางวิชาการของผู้เรียน เป็นเครื่องยืนยันว่าบุคคลนั้นสามารถตั้งเป้าหมายในการเรียนและมีความพยายามจนบรรลุผลได้ ในทุกวิชาชีพผลการเรียนยังคงมีความสำคัญ และเป็นมาตรฐานเบื้องต้นที่สังคมใช้สร้างความเชื่อมั่น อย่างไรก็ตาม โลกการทำงานในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้ต้องการเพียงคนที่ “เรียนเก่ง” แต่ต้องการคนที่ “ปรับตัวเป็น”
เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และเทคโนโลยี โดยเฉพาะความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ตลาดแรงงานในปัจจุบันเกิดการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อาชีพจำนวนมากหายไป ขณะเดียวกันอาชีพใหม่ก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ความรู้ที่เคยใช้ได้ตลอดชีวิต กลับมีอายุการใช้งานสั้นลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และความรู้ในห้องเรียนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป
หลายองค์การพบว่า ผู้ที่มีผลการเรียนยอดเยี่ยมเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่น รับแรงกดดัน หรือแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีเท่าที่ควร ในจุดนี้เอง “ทักษะชีวิต” จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญ ทักษะชีวิตไม่ได้หมายถึงการใช้ชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่รวมถึงการคิดวิเคราะห์ การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ การทำงานเป็นทีม การจัดการอารมณ์ การรู้เท่าทันดิจิทัล และการเรียนรู้ตลอดชีวิต คนที่มีทักษะเหล่านี้อาจไม่ได้จบเกียรตินิยม แต่สามารถปรับตัวให้เข้ากับโลกแห่งการทำงานได้
ดังนั้น จึงเกิดคำถามว่า “ระบบการศึกษาไทยเอื้อต่อการสร้างทักษะเหล่านี้จริงหรือไม่” หากพิจารณาอย่างตรงไปตรงมาจะพบความย้อนแย้งอย่างชัดเจน ระบบการศึกษาไทยเน้นการท่องจำ วัดผลด้วยข้อสอบ และการจัดอันดับคะแนน แต่กลับคาดหวังให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์เป็น ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ และกล้าตั้งคำถามกับความรู้เดิม อาจารย์ผู้สอนถูกสั่งให้ “จัดการเรียนรู้เชิงรุก” แต่ยังต้องเร่งสอนให้ทันกับจำนวนเนื้อหาที่ถูกกำหนดไว้ในหลักสูตร ผู้เรียนถูกบอกให้ “คิดนอกกรอบ” แต่ถูกลงโทษเมื่อคำตอบไม่ตรงกับเฉลยที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะการศึกษาระดับอุดมศึกษาสะท้อนภาพนี้ได้อย่างชัดเจน บัณฑิตจำนวนไม่น้อยเรียนจบด้วยเกรดเฉลี่ยสูง แต่ขาดทักษะการสื่อสาร การทำงานข้ามศาสตร์ และการปรับตัวในสภาพแวดล้อมการทำงานจริง ขณะที่นายจ้างจำนวนมากยอมรับตรงกันว่า ต้องใช้เวลาฝึกบัณฑิตใหม่ซ้ำอีกระยะหนึ่ง เพื่อให้สามารถทำงานเป็นทีม แก้ปัญหาเฉพาะหน้า และสื่อสารกับผู้อื่นได้อย่างมืออาชีพ
อย่างไรก็ตาม การตั้งคำถามว่า “เกียรตินิยม” หรือ “ทักษะชีวิต” อะไรสำคัญกว่ากัน อาจไม่ใช่เพื่อให้เลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หากแต่ชี้ให้เห็นว่าการศึกษาที่ดีควรสร้างสมดุลระหว่างทั้งสองด้าน เกียรตินิยมควรเป็นผลลัพธ์ของการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ ขณะเดียวกันทักษะชีวิตก็ควรถูกบูรณาการเข้าไปในการจัดการเรียนการสอน ดังนั้น การศึกษาไทยควรเปลี่ยนจากการผลิตบัณฑิตที่สอบเก่ง ไปสู่การสร้างบัณฑิตที่รอบรู้ ปรับตัวเป็น และอยู่รอดในโลกปัจจุบัน
เขียนมาถึงตรงนี้ ทำให้ผู้เขียนนึกถึงบทกวีของวิทยากร เชียงกูล ที่เขียนเอาไว้ว่า
“ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง
ฉันจึง มาหา ความหมาย
ฉันหวัง เก็บอะไร ไปมากมาย
สุดท้าย ให้กระดาษ ฉันแผ่นเดียว...”
สิ่งที่ วิทยากร เชียงกูล เขียนสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของระบบการศึกษาไทยที่มีมาอย่างยาวนาน จากวันนั้นผ่านมากว่า 57 ปี แต่ปัญหาก็ยังคงเดิม ถึงเวลาแล้วที่ระบบการศึกษาไทยต้องได้รับการปฏิรูปอย่างจริงจัง สังคมไทยไม่ควรให้คุณค่าใบปริญญาบัตรเพียงอย่างเดียว จนละเลยทักษะชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยในปัจจุบันให้กับผู้เรียนได้มากกว่าในอดีต เพื่อให้เราอยู่รอดในโลกที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้
นี่เป็นโจทย์สำคัญที่สุดที่การศึกษายุคปัจจุบันต้องหาคำตอบให้ได้

