logo
ผศ.ดร.จิราภรณ์ อัจฉริยะประสิทธิ์
2 กุมภาพันธ์ 2569

มนุษยศาสตร์: เข็มทิศของมนุษย์ในโลกดิจิทัล ว่าด้วยปฏิบัติการของภาษาและวรรณกรรมต่อมนุษย์และสังคม

544 อ่าน
12 แชร์

ในโลกที่ข้อมูลไหลเร็วกว่าความคิด มนุษย์ยังมีพื้นที่สำหรับการไตร่ตรองหรือไม่ ? ระบบการสื่อสารที่ก้าวหน้าเชื่อมผู้คนเข้าหากัน แต่เหตุใดเราจึงดูห่างไกลกันกว่าเดิม ? มนุษยศาสตร์ยังจำเป็นอยู่หรือไม่ ในโลกที่ให้คุณค่ากับความเร็วมากกว่าความหมาย ?

       คำถามข้างต้นดังสะท้อนมาพร้อมกับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยีการสื่อสารที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และเข้ามามีบทบาทต่อรูปแบบการดำเนินชีวิต  วิธีคิด  วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ทางสังคมของมนุษย์  จะเห็นว่า ปัญญาประดิษฐ์สามารถวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลได้ในเวลาอันสั้น ในขณะที่โซเชียลมีเดียสามารถเชื่อมโยงผู้คนจากทั่วมุมโลกเข้าหากันได้อย่างไร้ข้อจำกัดด้านพื้นที่และเวลา  

     อย่างไรก็ดี ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีแม้จะช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิต แต่สร้างความกังวลและปัญหาหลายประการเช่นกัน เช่น ความรู้สึกโดดเดี่ยวและแปลกแยกท่ามกลางโลกโซเชียลที่อยู่รอบตัว  การขาดความมั่นใจรู้สึกว่าต้องพึ่งพาเทคโนโลยีตลอดเวลา  สภาวะถดถอยในการคิดวิเคราะห์หรือคิดเชิงวิพากษ์  รวมถึงความรู้สึกไร้ตัวตนหรือความรู้สึก “พลัดถิ่น” [1] จากการใช้ชีวิตในโลกออนไลน์มากเกินไป

      บทความนี้มุ่งชวนคิดเกี่ยวกับบทบาทของมนุษยศาสตร์ที่อาจเป็นแนวทางช่วยให้มนุษย์เข้าใจกันมากขึ้น สามารถรับมือ และดำรงอยู่ในโลกดิจิทัลได้อย่างมีความสุข  โดยจะชี้ให้เห็นผ่านบทบาทของภาษาและวรรณกรรมซึ่งเป็นกลุ่มข้อมูลหนึ่งที่มนุษยศาสตร์ใช้ศึกษา ทั้งนี้ เพราะมนุษย์ยังคงต้องการความเข้าอกเข้าใจ  การดูแลปลอบโยน  การยอมรับในตัวตน  และการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้างอย่างเข้าใจ  ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่มนุษยศาสตร์ช่วยหล่อหลอมควบคู่ไปกับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ 

     จะเห็นว่า จุดเด่นของการศึกษาด้านมนุษยศาสตร์อยู่ที่การคิดเชิงลึก การตีความ วิเคราะห์ คิดเชิงวิพากษ์ ศึกษาตัวบททางภาษา วรรณกรรม  ภาพยนตร์ ข่าว หรือตัวบททางวัฒนธรรม  เพื่อทำความเข้าใจความเป็นมนุษย์และปรากฏการณ์ทางสังคม  ระเบียบวิธีมีความยืดหยุ่นและเอื้อต่อการนำไปประยุกต์ใช้ในบริบทต่าง ๆ  รวมถึงบริบทโลกดิจิทัล

       มีงานวิจัยด้านมนุษยศาสตร์จำนวนมากที่สะท้อนความสำคัญของการศึกษาตัวบททางภาษาและวรรณกรรมในการทำความเข้าใจมนุษย์และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น เช่น ในหนังสือ Love’s Knowledge: Essays on Philosophy and Literature (1990) เขียนโดย มาร์ธา นุสเบาว์ม (Martha Nussbaum) ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายและจริยศาสตร์ มหาวิทยาลัยชิคาโก  ชี้ให้เห็นว่าวรรณกรรมสามารถนำพาผู้อ่านไปสัมผัสกับเหตุการณ์ สถานที่ บุคคล ปัญหาชีวิตที่ไม่เคยพบมาก่อน  ทั้งยังให้ประสบการณ์อันลุ่มลึก เฉียบคม วรรณกรรมจึงช่วยให้เราเข้าใจชีวิตตนเองและผู้อื่นได้ดีขึ้น  ก่อเกิดความเข้าใจทางศีลธรรม และการตัดสินใจเชิงจริยธรรม ซึ่งมีคุณค่าไม่แพ้การใช้เหตุผลเชิงตรรกะ  เช่นเดียวกับในหนังสือรวมบทความวิจัยเรื่อง ความเป็นธรรมเชิงวรรณศิลป์  ที่นำเสนอให้เห็นบทบาทของวรรณกรรมในการทำความเข้าใจเรื่องความเป็นธรรมในมิติที่ลึกซึ้งและหลากหลาย โดยสื่อให้เห็นว่าวรรณกรรมช่วยฝึกให้เรามองโลกจากมุมมองของผู้อื่น เข้าอกเข้าใจ ลดการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ด้วยการอ่านพินิจพิเคราะห์ความถูกผิดจากประสบการณ์ของตัวละคร  

       จะเห็นว่า การศึกษาด้านมนุษยศาสตร์ โดยเฉพาะการศึกษาวรรณกรรม มิได้เป็นเพียงกิจกรรมการอ่านที่เน้นความเพลิดเพลิน สนุกสนาน  หากเป็นรากฐานสำคัญของการหล่อหลอมมุมมองการใช้ชีวิตทั้งในโลกจริงและโลกเสมือน  สร้างพลเมืองดิจิทัลที่มีจริยธรรม  ความยุติธรรม เห็นอกเห็นใจ  และเข้าใจความเป็นมนุษย์  ท่ามกลางสังคมโซเชียลที่ซับซ้อนและเปราะบาง

       เป็นที่น่าสังเกตว่า มีการบูรณาการวิธีการทางมนุษยศาสตร์กับศาสตร์อื่น ซึ่งเป็นการเปิดประตูสู่ความเข้าใจประสบการณ์ของมนุษย์ที่หลากหลายและยืดหยุ่น เช่นงานวิจัยเรื่อง Factors in Successful Humanities Integration: A Case Study of One Physical Therapist Education Program ของเจสสิกา คัมมาราตา (Jessica Cammarata) หัวหน้าภาควิชากายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยเซนต์ฟรานซิส สหรัฐอเมริกา ซึ่งศึกษาการนำเอาแนวทางทางมนุษยศาสตร์ เช่น การเขียนเรื่องเล่า (narrative writing) การคิดวิเคราะห์เชิงลึกมาประยุกต์ใช้กับงานด้านกายภาพบำบัด เพื่อช่วยให้เกิดความเข้าใจโลกของผู้ป่วยมากขึ้น  และยังเป็นการเสริมสร้างทักษะการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์กับผู้ป่วยอย่างเหมาะสม 

        หากพิจารณาอย่างกว้างขวาง จะเห็นว่า ความรู้ด้านมนุษยศาสตร์ไม่ได้เพียงช่วยเพิ่มพูนทักษะทางวิชาชีพเท่านั้น หากยังนำไปใช้กับการสื่อสาร การปฏิบัติตัว การคิดวิเคราะห์ในโลกออนไลน์หรือในชีวิตประจำวันได้ด้วย

        ในบริบทของโลกดิจิทัลที่การสื่อสารรวดเร็ว ข้อมูลหลากหลาย และการตัดสินใจฉับไวนั้น  มนุษยศาสตร์ช่วยดึงให้เราคิดไตร่ตรอง พัฒนาทักษะการสื่อสาร เรียนรู้การอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่างหลากหลาย และสร้างภูมิคุ้มกันชีวิตต่อความเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นระดับครอบครัว สังคม หรือโลกาภิวัตน์ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี   

       แน่นอนว่าความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไม่ใช่ปัญหาในตัวมันเองและการทำความเข้าใจความเป็นมนุษย์ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเรียนจากตำราหรือจากมนุษยศาสตร์เท่านั้น เพราะการใช้ชีวิตในทุกวันคือการสะสมประสบการณ์อยู่แล้ว แต่ในบริบทโลกดิจิทัลที่กว้างใหญ่ ไร้ขอบเขต เราอาจถูกกระตุ้นและเผลอใช้บรรทัดฐานของตนตัดสินทุกอย่างจากมุมเดียวอย่างรวดเร็ว  ในที่นี้ มนุษยศาสตร์จึงทำหน้าที่เหมือน 'เข็มทิศ’ ช่วยนำทางให้เราเห็นภาพที่กว้างขึ้น และเข้าใจแง่มุมชีวิตที่หลากหลายของเพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่งรอบตัวมากขึ้น

 ยิ่งโลกเดินเร็วเท่าไร มนุษยศาสตร์ยิ่งสำคัญ”

 

รายการอ้างอิง

สุวรรณา สถาอานันท์, บรรณาธิการ. (2552). ความเป็นธรรมเชิงวรรณศิลป์. กรุงเทพฯ: วิภาษา.

Cammarata, Jessica. Factors in Successful Humanities Integration: A Case Study of One Physical Therapist Education Program. ใน Journal of Physical Therapy Education  สืบค้นจาก https://journals.lww.com/jopte/abstract/2020/12000/factors_in_successful_ humanities_integration__a.12.aspx เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569

Nussbaum, Martha (1990). Love's Knowledge: Essays on Philosophy and Literature. New York: Oxford University Press.

[1]  คำว่า “พลัดถิ่น” ในที่นี้มีความหมายเชิงนามธรรม หมายถึง ความรู้สึกที่ตนไม่สามารถหยั่งรากหรือเป็นเจ้าของพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง (belonging)  รวมถึงไม่สามารถรับรู้หรือนิยามอัตลักษณ์ (identity) ตนได้    โดยในบริบทโลกดิจิทัล มนุษย์อาจเชื่อมต่อกันง่าย แต่ความสัมพันธ์ส่วนใหญ่มีลักษณะผิวเผิน ทำให้ไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งได้อย่างแท้จริง มนุษย์อาจกลายเป็นคนแปลกหน้าในโลกของตนเอง

ผศ.ดร.จิราภรณ์ อัจฉริยะประสิทธิ์

ผู้เขียนบทความ

ผศ.ดร.จิราภรณ์ อัจฉริยะประสิทธิ์

คำค้นหา:ปัญญาประดิษฐ์, พลัดถิ่น, เข็มทิศ, ชีวิต
แชร์เรื่องนี้: