ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 25 สยามยังอยู่ภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คือรูปแบบการปกครองที่อำนาจสูงสุดของรัฐรวมศูนย์อยู่ที่พระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นทั้งประมุขของรัฐและผู้ใช้อำนาจอธิปไตยโดยตรง อำนาจในการออกกฎหมาย บริหารราชการ และพิจารณาคดี ไม่ได้แยกออกเป็นอิสระจากกัน และไม่มีองค์กรที่สามารถตรวจสอบหรือถ่วงดุลอำนาจของพระมหากษัตริย์ได้อย่างเป็นระบบ ในบริบทของสยามก่อน พ.ศ. 2475 ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ดำรงอยู่ควบคู่กับระบบราชการสมัยใหม่ พระมหากษัตริย์ทรงมอบหมายอำนาจให้ขุนนางและข้าราชการบริหารราชการแผ่นดิน แต่การตัดสินใจขั้นสูงสุดยังคงขึ้นอยู่กับพระราชอำนาจ ไม่มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด และประชาชนทั่วไปไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายหรือเลือกผู้ปกครอง (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, 2556)
ในช่วงเวลาเดียวกัน สยามเริ่มเผชิญแรงกดดันจากภายนอก ทั้งการขยายอิทธิพลของจักรวรรดินิยมตะวันตกและการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการทหาร หลายประเทศในยุโรปได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างการปกครองมาเป็นระบอบที่มีรัฐธรรมนูญและสภานิติบัญญัติ โดยจำกัดอำนาจของกษัตริย์ให้อยู่ภายใต้กฎหมาย แนวคิดดังกล่าวส่งผลต่อคนสยามบางกลุ่มที่มีโอกาสเดินทางไปศึกษาและฝึกงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะในยุโรป (นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, 2553)
คณะปฏิวัติ พ.ศ. 2457 หรือที่รู้จักกันในชื่อ “กบฏ ร.ศ. 130” เป็นความพยายามเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งแรก ๆ ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ แม้การเคลื่อนไหวครั้งนี้จะไม่ประสบความสำเร็จและถูกจับกุมก่อนลงมือจริง แต่แนวคิดและบุคคลที่เกี่ยวข้องได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความคิดเรื่องรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยในสังคมไทย
บุคคลที่ถือเป็นแกนนำสำคัญที่สุดของคณะปฏิวัติครั้งนี้คือ ร้อยตรี ขุนศึกศักดาคม (เปล่ง วรรณสิริ) นายทหารหนุ่มซึ่งมีอายุประมาณ 20 ปีในขณะนั้น เปล่ง วรรณสิริ เป็นผู้มีบทบาทในการรวบรวมแนวคิดและชักชวนเพื่อนทหารที่มีอุดมการณ์เดียวกัน เขาได้รับอิทธิพลจากแนวคิดการเมืองตะวันตก และเชื่อว่าประเทศไทยควรมีรัฐธรรมนูญ มีสภา และจำกัดอำนาจของพระมหากษัตริย์ให้อยู่ภายใต้กฎหมาย
อีกบุคคลหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญคือ ร้อยตรี แช่ม วรรณสิริ ซึ่งเป็นนายทหารบกรุ่นเดียวกับเปล่ง และมีอายุใกล้เคียงกัน แช่มมีส่วนร่วมในการวางแผนและแลกเปลี่ยนแนวคิดทางการเมืองภายในกลุ่ม แม้จะไม่ใช่ผู้นำหลัก แต่ถือเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยผลักดันแนวคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครองในหมู่นายทหารหนุ่ม
นอกจากนายทหารแล้ว คณะปฏิวัติ 2457 ยังมีสมาชิกที่เป็น ข้าราชการพลเรือนและนักเรียนนายร้อย รวมอยู่ด้วย โดยบุคคลเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุประมาณ 20–30 ปี เป็นคนรุ่นใหม่ที่เริ่มตั้งคำถามต่อระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และมองว่าระบบการปกครองในขณะนั้นไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างแท้จริง
สิ่งที่น่าสังเกตคือ บุคคลในคณะปฏิวัติ 2457 ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นผู้มีอำนาจหรือยศศักดิ์สูง แต่เป็นคนระดับกลางถึงล่างในระบบราชการ โดยเฉพาะทหารชั้นผู้น้อย โดยมีความพยายามตั้งต้นคำถามว่า “ประเทศควรถูกปกครองอย่างไร” และ “อำนาจควรอยู่ที่ใคร”
เอกสารทางประวัติศาสตร์ระบุว่า กลุ่มดังกล่าวมีการประชุมลับและหารือถึงแนวทางการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการปกครอง โดยมีแนวคิดเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญและการจำกัดอำนาจของผู้ปกครอง แผนการที่ถูกกล่าวถึงรวมถึงการใช้กำลังทหารเข้าควบคุมสถานการณ์ในช่วงเวลาสำคัญของรัฐ เช่น ระหว่างพระราชพิธี อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของแผนการยังไม่มีความเป็นเอกภาพ และไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีการดำเนินการตามแผนดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม (สุเนตร ชุตินธรานนท์, 2548)
ก่อนที่การดำเนินการใด ๆ จะเกิดขึ้น กลุ่มบุคคลเหล่านี้ถูกจับกุมและสอบสวนโดยรัฐ สมาชิกหลายคนถูกดำเนินคดีในข้อหาความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง ถูกลงโทษจำคุก ปลดออกจากราชการ หรือถูกจำกัดบทบาททางสังคม เหตุการณ์นี้สะท้อนท่าทีของรัฐสยามในขณะนั้นที่มองการเคลื่อนไหวลักษณะดังกล่าวเป็นภัยต่อระบอบการปกครอง (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, 2556)
แม้การเคลื่อนไหวของคณะ ร.ศ.130 จะสิ้นสุดลงภายใต้กระบวนการทางกฎหมายของรัฐ แต่แนวคิดเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ การจัดระเบียบอำนาจรัฐ และบทบาทของประชาชนในการเมือง ได้ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรกในหมู่ข้าราชการและทหารระดับกลาง แนวคิดเหล่านี้ยังคงปรากฏอยู่ในการถกเถียงและการศึกษาในหมู่ปัญญาชนในช่วงเวลาต่อมา (ธงชัย วินิจจะกูล, 2557)
การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง
ต่อมาในปี พ.ศ. 2475 ประเทศไทยได้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่ระบอบที่มีรัฐธรรมนูญและสภานิติบัญญัติ เหตุการณ์ดังกล่าวดำเนินการโดยคณะราษฎร ซึ่งมีสมาชิกบางส่วนได้รับอิทธิพลทางความคิดจากกระแสการเมืองและแนวคิดรัฐธรรมนูญที่เริ่มปรากฏในช่วงก่อนหน้า (นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, 2553; วรเจตน์ ภาคีรัตน์, 2561)
ระบอบที่มีรัฐธรรมนูญและสภานิติบัญญัติคืออะไร
ระบอบการปกครองที่มีรัฐธรรมนูญและสภานิติบัญญัติ เป็นรูปแบบการจัดระเบียบอำนาจรัฐที่กำหนดให้การใช้อำนาจทางการเมืองอยู่ภายใต้กฎหมายสูงสุดของประเทศ หรือที่เรียกว่า “รัฐธรรมนูญ” รัฐธรรมนูญทำหน้าที่เป็นกรอบกำหนดโครงสร้างของรัฐ ระบุอำนาจหน้าที่ขององค์กรทางการเมือง และกำหนดสิทธิหน้าที่พื้นฐานของประชาชน เพื่อให้การปกครองดำเนินไปอย่างเป็นระบบและมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน
ในระบอบลักษณะนี้ อำนาจสูงสุดของรัฐไม่ได้อยู่ที่บุคคลเพียงคนเดียว แต่ถูกแบ่งออกเป็นส่วนๆ โดยเฉพาะอำนาจนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นอำนาจในการตรากฎหมาย อำนาจนิติบัญญัติมักถูกมอบให้แก่ “สภานิติบัญญัติ” หรือ “รัฐสภา” ซึ่งทำหน้าที่ออกกฎหมาย ตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร และเป็นเวทีอภิปรายปัญหาสาธารณะของประเทศ สมาชิกของสภาอาจมาจากการแต่งตั้งหรือการเลือกตั้ง
รัฐที่มีรัฐธรรมนูญและสภานิติบัญญัติอาจมีรูปแบบแตกต่างกัน เช่น ระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งยังคงมีกษัตริย์เป็นประมุขของรัฐ แต่ใช้อำนาจตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด แนวคิดของระบอบที่มีรัฐธรรมนูญและสภานิติบัญญัติเกิดขึ้นจากประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ของหลายประเทศ ที่พบว่าการรวมอำนาจไว้ที่บุคคลหรือกลุ่มเล็ก ๆ โดยไม่มีกลไกถ่วงดุล อาจนำไปสู่การใช้อำนาจโดยไม่จำกัด การกำหนดให้มีรัฐธรรมนูญและสภานิติบัญญัติจึงเป็นความพยายามสร้างระบบการปกครองที่มีความแน่นอน โปร่งใส และสามารถปรับตัวตามความเปลี่ยนแปลงของสังคมได้
เมื่อพิจารณาในเชิงประวัติศาสตร์ การเคลื่อนไหวของคณะปฏิวัติ 2457 จึงเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการทางความคิดทางการเมืองของสยามในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่รัฐสมัยใหม่ เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนการเริ่มต้นของการตั้งคำถามต่อโครงสร้างอำนาจและรูปแบบการปกครอง แม้จะเกิดขึ้นในวงจำกัดและอยู่ภายใต้บริบททางสังคมและการเมืองของยุคนั้น
คณะปฏิวัติ 2457 จึงควรถูกมองในฐานะเหตุการณ์หนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่แสดงให้เห็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและโครงสร้างอำนาจของประเทศ ซึ่งมีความต่อเนื่องเชื่อมโยงกับเหตุการณ์สำคัญในเวลาต่อมา และเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการทางการเมืองของประเทศไทยในระยะยาว
รายการอ้างอิง (References)
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ. (2556). สยามประเทศไทยกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง. กรุงเทพฯ: มติชน.
ธงชัย วินิจจะกูล. (2557). ประชาธิปไตยแบบไทยๆ. กรุงเทพฯ: ฟ้าเดียวกัน.
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์. (2553). การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475. กรุงเทพฯ: ฟ้าเดียวกัน.
สุเนตร ชุตินธรานนท์. (2548). คณะ ร.ศ.130 กับความคิดทางการเมืองสมัยต้นรัชกาลที่ 6. วารสารประวัติศาสตร์, 30(2), 45–78.
เกษียร เตชะพีระ. (2559). การเมืองวัฒนธรรมไทย. กรุงเทพฯ: มติชน.
วรเจตน์ ภาคีรัตน์. (2561). ประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทย. กรุงเทพฯ: วิญญูชน.
ปิยบุตร แสงกนกกุล. (2563). นิติรัฐนิติธรรม. กรุงเทพฯ: ฟ้าเดียวกัน.
หอจดหมายเหตุแห่งชาติ. (2456–2457). เอกสารคดีคณะ ร.ศ.130. กรุงเทพฯ: สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ.

