logo
รองศาสตราจารย์ ดร.ฤๅเดช เกิดวิชัย
5 มกราคม 2569

คิดแล้ว คิดอีก

748 อ่าน
18 แชร์

   ผมเป็นคนที่ได้ชื่อว่าทำข้อสอบแบบเลือกคำตอบ ประเภท ก. ข. ค. ง. หรือที่เราเรียกกันว่าข้อสอบปรนัยได้รวดเร็วมาก ในเวลา 2 ชั่วโมงที่กำหนดไว้ ผมไม่เคยใช้เวลาเกิน 45 นาทีเลยสักครั้ง

   สาเหตุสำคัญมาจากประสบการณ์ตอนเยาว์วัย ที่พบว่า เมื่อทำข้อสอบเสร็จแล้ว กลับมาทบทวนคำตอบใหม่อีกครั้ง แล้วทำการแก้ไขเปลี่ยนตัวเลือก พอข้อสอบเฉลยออกมา พบว่า คำตอบที่ผมแก้ไขนั้น 7 ใน 10 ข้อ ผมแก้ไขจากคำตอบที่เลือกถูกต้องแล้ว กลายไปเป็นเลือกข้อที่ผิดไปซะอย่างนั้น

   ผมจึงมีความเชื่อฝังใจว่า “ความคิดวูบแรก มักถูกต้องเสมอ” 

   ไม่น่าจะเป็นผมคนเดียวที่คิดเช่นนี้ ในหนังสือ “Think Again” ของ Adam Grant ระบุว่า นักศึกษา 3 ใน 4 เชื่อว่า การทบทวนคำตอบจะส่งผลเสียต่อคะแนนของพวกเขา บริษัทรับเตรียมความพร้อมก่อนสอบรายใหญ่อย่างแคปแลน เคยเตือนนักศึกษาว่า “จงใช้ความระมัดระวังอย่างมาก เวลาที่คุณตัดสินใจเปลี่ยนคำตอบ ประสบการณ์ที่ผ่านมา บ่งชี้ว่า นักศึกษาจำนวนมากที่เปลี่ยนคำตอบ จะเปลี่ยนไปเลือกคำตอบที่ผิด” ปรากฏการณ์นี้ เป็นที่รู้จักในชื่อเหตุผลวิบัติ โดยเชื่อว่าสัญชาตญาณแรกถูกเสมอ (first instinct fallacy) 

   แต่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่โต้แย้งความเชื่อนี้ จากการวิจัยของนักจิตวิทยาในรัฐอิลินอยส์ที่นับรอยยางลบบนข้อสอบของนักศึกษา จำนวน 1,500 คน พบว่า มีเพียง 1 ใน 4 เท่านั้น ที่เปลี่ยนคำตอบที่ถูกให้เป็นผิด ส่วนใหญ่ เปลี่ยนคำตอบที่ผิดมาเป็นถูก จากงานวิจัยนี้ ที่ติดตามพฤติกรรมของการเปลี่ยนคำตอบของนักศึกษามายาวนาน พบว่า คนที่ทบทวนคำตอบของตัวเองแทนที่จะยึดมั่นในคำตอบแรก มักจะทำคะแนนได้ดีขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งเมื่อมีการติดตามในระยะยาว พบว่า คนที่มีการทบทวนคำตอบอยู่เสมอจะประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่าคนที่เชื่อในความคิดวูบแรก

   เพราะความเชื่อในสัญชาตญาณแรกนี้ นานวันก็จะกลายเป็นนิสัย ไม่ใช่เพียงแค่การทำข้อสอบปรนัย แต่จะฝังลึกไปในการดำเนินชีวิตประจำวัน

   ทำไมเราจึงยึดมั่นอยู่กับเหตุผลวิบัติที่เชื่อสัญชาตญาณแรกถูกต้องเสมอ นักจิตวิทยาบางส่วนเชื่อว่า ส่วนหนึ่งของปัญหานี้คือความเกียจคร้านที่จะคิด มนุษย์เราไม่ชอบคิดมากเกินไป เรามักชอบความสะดวกสบายของการยึดมั่นในมุมมองเดิมมากกว่าความยากลำบากในการไขว่คว้าหามุมมองใหม่

   ความจริงแล้วการคิดทบทวน ไม่ใช่เรื่องลำบากยากเย็นในชีวิตไปเสียทุกด้าน ถ้าเป็นเรื่องรูปธรรมในสิ่งที่เราครอบครอง เรามักจะกระตือรือร้นเป็นอย่างยิ่ง ที่จะทำให้มันทันสมัย เราเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือตามรุ่นที่ออกใหม่เพื่อไม่ให้ตกเทรนด์ เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นว่าเล่นเพื่อนำแฟชั่น แต่พอเป็นเรื่องของความรู้และความคิดเห็น เรากลับเกาะอยู่กับสิ่งเดิมๆ อย่างเหนียวแน่น นักจิตวิทยาเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า การยึดติด (seizing) และการฝังใจ (freezing)

   ในสัมผัสวูบแรกและเกิดเป็นการฝังใจเกิดขึ้นได้ในการปฏิสัมพันธ์กับผู้คนนี้ ดังตัวอย่างในนิทานเรื่องซินเดอเรลลา “เจ้าชายเพิ่งเจอซินเดอเรลลาไม่กี่ชั่วโมงแต่กลับตกหลุมรักเธอและขอแต่งงาน ทั้งๆ ที่มีหลายสิ่งต้องพิจารณา เช่น บุคลิกภาพ พื้นเพครอบครัว ความเฉลียวฉลาด เนื่องจากอนาคตจะต้องเป็นราชินีของราชอาณาจักร แต่เจ้าชายก็สารภาพรักทันทีโดยไม่รู้อะไรในตัวเธออีกเลย นอกจากความสวยและทำรองเท้าแก้วหลุดหายไปข้างหนึ่ง”  การยึดติดและความฝังใจทำให้เจ้าชายพลิกแผ่นดินตามหาเธอและแต่งงานกันในที่สุด

   หากจะอธิบายด้วยเหตุผลทางจิตวิทยา ในหนังสือ “แอปเปิลลูกนั้น คุณยายกินเองเลยค่ะ” ที่เขียนโดยรยู เฮเยอิน เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ปรากฏการณ์เชิงเทิดทูน (Halo effect)” อธิบายง่ายๆ คือ ซินเดอเรลลางดงามมากๆ ถึงขั้นที่ว่า เจ้าชายไม่นำปัจจัยอื่นๆ มาพิจารณาเลย

   หลายๆ คนอาจจะมองเป็นเรื่องตลกขบขันกับพฤติกรรมของเจ้าชาย แต่หากพิจารณาให้ดี ตัวเราเองก็มีเรื่องน่าประหลาดใจอยู่ไม่น้อย ที่เราเองก็มีพฤติกรรมไม่ผิดกับเจ้าชาย เพราะหลายๆ ครั้งเราก็ประทับใจและกลายเป็นแฟนคลับอย่างเหนียวแน่นกับคนบางคน

   เราเลื่อมใสศรัทธาในพระสงฆ์บางรูป เพราะประทับใจวัตรปฏิบัติอันงดงาม ประทับใจในการเป็นพระนักพัฒนาที่อุทิศตนเพื่อสังคม หรือแม้แต่อินฟลูเอนเซอร์บางคนที่ประกาศตนว่าเป็นคนดี เราก็เกิดความประทับใจและเชื่อโดยดุษฎี ไม่นำปัจจัยอื่นมาร่วมพิจารณาอีกเลย หนำซ้ำบางครั้ง เรายังต่อต้านและเป็นปากเป็นเสียงแทนในกรณีที่คนอื่นๆ จะเข้ามาตรวจสอบความดีของฮีโร่ของเราอีกด้วย

   เมื่อเรายอมรับ และเชื่อมั่นว่าเป็นจริง เราก็แทบจะไม่ใส่ใจและตั้งข้อสงสัยเลย

   ถึงเวลาที่เราต้อง “คิดแล้ว คิดอีก” คิดแบบนี้ ไม่ใช่ย้ำคิดย้ำทำ แต่เป็นการคิดไตร่ตรองเพื่อให้ก้าวย่างในชีวิตของเราเป็นไปอย่างมั่นคงและไม่เสียรู้กับใครง่ายๆ ครับ

รองศาสตราจารย์ ดร.ฤๅเดช เกิดวิชัย

ผู้เขียนบทความ

รองศาสตราจารย์ ดร.ฤๅเดช เกิดวิชัย

คำค้นหา:ความคิดวูบแรก, เปลี่ยนคำตอบที่ผิดมาเป็นถูก
แชร์เรื่องนี้: